สิ้นเสียงร่างงดงามก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเย่หยางทันทีที่ได้เห็นรูปโฉมของหญิงสาวผู้นั้น หัวใจของเย่หยางก็เต้นระส่ำรุนแรง
สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขามากที่สุดก็คือรูปโฉมอันสมบูรณ์แบบคิ้วโก่งดุจใบหลิว ดวงตาสุกสกาวประหนึ่งดวงดารา ริมฝีปากบางดั่งผลอิงเถา [1]จมูกตั้งตรงพวงแก้มดั่งหยกขาวไร้มลทิน ถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูระเรื่อเล็กน้อยนางกำลังมองเย่หยางอย่างมีความสุข
เย่หยางตกอยู่ในภวังค์อึ้งตะลึงนับเป็ครั้งแรกที่เย่หยางได้เห็นสาวงามขนาดนี้ในชีวิตก่อนของเขาไม่ว่าจะในโทรทัศน์หรือรูปภาพที่ถูกปรับแต่งมาเป็อย่างดีไม่มีสตรีคนใดที่ทำให้เขาััได้ถึงห้วงอารมณ์อันบริสุทธิ์ขนาดนี้มาก่อนเฉกเช่นสายวารีบริสุทธิ์หรือหยกล้ำค่าไร้มลทินทำให้ผู้คนทนไม่ได้ที่จะเข้าไปัั
ในที่สุดเย่หยางก็ค้นพบนามอันแสนอ่อนโยนจากความทรงจำของเขา- นางคือ มู่อวี่ฉิง องค์หญิงน้อยแห่งตระกูลมู่ หนึ่งในแปดตระกูลขุนนางใหญ่แห่งอาณาจักรเทียนอู่เนื่องจากความขัดแย้งในตระกูล มู่อวี่ฉิงที่มีอายุเพียงสี่ขวบซึ่งน้อยกว่าเย่หยางหนึ่งปีจึงถูกส่งตัวมาที่ตระกูลเย่ซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลมู่มาหลายชั่วอายุคนให้ช่วยเลี้ยงดูอย่างลับๆ
ในตอนแรกที่มู่อวี่ฉิงถูกส่งมายังตระกูลเย่ทุกคนรู้แค่ว่านามของนางคืออวี่ฉิงตระกูลเย่อ้างว่านางถูกส่งตัวมาที่นี่เพราะครอบครัวแร้นแค้นจึงไม่มีผู้ใดสนใจ
ลูกหลานตระกูลเย่ก้าวร้าวชอบรังแกคนอ่อนแอแต่ตระกูลก็ปล่อยให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหวังว่าจะทำให้เกิดความทะเยอทะยานแข่งขันกันเองในหมู่ผู้เยาว์
เมื่อมู่อวี่ฉิงมาถึงครั้งแรกเด็กในวัยเดียวกันไม่ยอมปล่อยผ่านแค่เพราะนางยังเยาว์วัยหรือน่ารักจึงมักจะหยอกล้อรังแกนาง เย่หยางเป็เพียงผู้เดียวที่ไม่เคยรังแกนาง
เย่หยางพยายามปกป้องนางอย่างมากเขาปลุกตันเถียนได้ตอนอายุสามขวบ บรรลุระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภาตอนอายุห้าขวบร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันมากเขาจึงคอยปกป้องมู่อวี่ฉิงมาโดยตลอด ไม่ว่าผู้ใดที่รังแกนางก็เท่ากับท้าทายเย่หยางท้าทายกำปั้นของเขาด้วย
ชีวิตดีๆดังกล่าวคงอยู่มาจนเย่หยางอายุได้สิบขวบ หลังจากนั้นเด็กคนอื่นๆก็เริ่มไล่ตามมาจนถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสองและสามนภาอย่างต่อเนื่องทว่าเย่หยางกลับยังหยุดนิ่งที่ขั้นสามนภา
ทุกคนเริ่มรังแกเย่หยางกับมู่อวี่ฉิงทีละน้อยทุกครั้งที่มู่อวี่ฉิงถูกรังแกเย่หยางยังพยายามปกป้องนางไม่ให้ถูกทำร้ายเสมอส่วนนางก็หลบอยู่ด้านหลังเขา แต่สุดท้ายเขาก็ถูกทุบตีจนเืตกยางออก จมูกเขียวช้ำใบหน้าปูดบวม
ทุกครั้งที่มู่อวี่ฉิงกลับบ้านนางจะนำยารักษาอาการาเ็มาให้เย่หยางนางรักษาเขาอย่างเชี่ยวชาญราวกับหมอผู้ช่ำชองาแฟกช้ำทั้งสองเสมือนลูกแมวที่ได้รับาเ็หลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดคอยเลียาแให้กันและกันอย่างเงียบๆ
ต่อมาเมื่ออาการเศร้าโศกของของเย่หยางเริ่มรุนแรงขึ้นมีเพียงมู่อวี่ฉิงเท่านั้นที่สามารถพูดคุยกับเย่หยางได้เล็กน้อยหลังจากที่ทุกคนเติบใหญ่ขึ้น อาจเพราะความสดใสของวัยรุ่นจึงไม่มีผู้ใดมารังแกมู่อวี่ฉิงอีกต่อไป
เมื่อสามปีที่แล้วสถานการณ์ของตระกูลมู่เริ่มมีเสถียรภาพขึ้นตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ถูกปู่ของมู่อวี่ฉิงยึดครอง นางจึงถูกพาตัวกลับตระกูลมู่ภายหลังพบว่านางมีกายาิญญา์บันดาลซึ่งหาได้ยากยิ่งทำให้นางถูกยอมรับเป็ศิษย์สายในของวังหยกบุปผาที่อยู่นอกอาณาจักร เพราะได้ชื่อเสียงของมู่อวี่ฉิงกับวังหยกบุปผาตระกูลมู่จึงพลอยได้หน้าได้ตาไปด้วยส่งผลให้ตำแหน่งแปดตระกูลขุนนางใหญ่ในอาณาจักรเทียนอู่ยากจะสั่นคลอนได้
เมื่อเห็นเย่หยางมองนางด้วยท่าทางว่างเปล่ามู่อวี่ฉิงก็เม้มริมฝีปากแล้วยิ้ม "อะไรกัน พี่เย่หยางลืมเลือนข้าไปแล้วหรือหากเป็เช่นนั้นจริงอวี่ฉิงคงเสียใจมาก" ดวงตาทอประกายงดงามฉายแววขุ่นเคืองเมื่อเห็นเช่นนั้นต่อให้เป็บุคคลที่มีหัวใจแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าก็ต้องละลายในฉับพลัน
เดิมทีเย่หยางก็ตกตะลึงในความงามตามธรรมชาติของมู่อวี่ฉิงโชคดีที่สมาธิเขาค่อนข้างดีจึงไม่แสดงสีหน้าเหมือนสุกรออกมา ไม่เช่นนั้นคงต้องอับอายจนแทบมุดแผ่นดินหนีเขาหัวเราะพลางว่า "อวี่ฉิงเ้าโตขึ้นมากจริงๆไม่ใช่เด็กน้อยขี้แยที่เอาแต่ร้องไห้อยู่ข้างหลังข้าให้ข้าคอยเช็ดน้ำตาให้แก่เ้าอีกต่อไป ยามนี้เ้างดงามราวกับนางเซียน์เป็เื่ปกติที่ข้าจะจำเ้าไม่ได้"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเย่หยางมู่อวี่ฉิงก็หน้าแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางกล่าวด้วยความโกรธว่า "ข้าไม่อนุญาตให้ท่านกล่าวถึงเื่น่าอับอายตอนยังเยาว์พี่เย่หยางเราไม่ได้พบเจอกันมานาน พี่ดูร่าเริงขึ้นมากคราวนี้ท่านพาข้าไปเที่ยวเล่นหน่อยได้หรือไม่ กว่าท่านอาจารย์จะอนุญาตให้ข้าหยุดพักสามวันมันยากมากพอได้หยุดข้าก็รีบมาหาท่านโดยไม่บอกกล่าวตระกูลด้วยซ้ำ” สีหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะเอื้อมไปจับมือของเย่หยาง
เมื่อถูกมือประดุจหยกและนิ้วเรียบเนียนราวกับหิมะของหมู่อวี่ฉิงคว้าจับเอาไว้อย่างนุ่มนวลเย่หยางจะปฏิเสธนางได้อย่างไร "ได้ๆข้าจะพาเ้าไปตลาด ข้าเองก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกมานานแล้ว"
เย่หยางยิ้มหน้าบานขณะบอกกับเย่ชิงเสวียนว่า "ข้าจะออกไปเที่ยวเล่นกับอวี่ฉิง ถ้าท่านพ่อถามถึงข้ารบกวนท่านช่วยอธิบายให้เขาฟังด้วย"
เมื่อเย่ชิงเสวียนเห็นมู่อวี่ฉิงจับมือเย่หยางแววตาของนางก็สาดประกายขึ้นด้วยความนัยบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ย่อมได้…พวกเ้าไปเที่ยวเล่นกันเถอะ นานๆ ทีอวี่ฉิงจะมาที่นี่เ้าก็ดูแลนางให้ดีๆ อย่าได้ละเลย"
“คิกๆ พี่สาวชิงเสวียนข้าต้องขออภัยที่ไม่ได้ทักทายท่าน เพราะข้ามัวแต่พูดคุยอยู่กับพี่ชายเย่หยาง”มู่อวี่ฉิงยิ้มอย่างขวยเขิน “เช่นนั้นแล้วพวกเราไม่ออกไปเที่ยวเล่นพร้อมกันเลยเล่ายิ่งคนเยอะยิ่งสนุก”
"ข้าหรือ"เย่ชิงเสวียนลังเลก่อนกล่าวว่า "ไม่ดีกว่า…พวกเ้าไปเที่ยวเล่นกันให้สนุกน่ะดีแล้วข้าอยากจะอยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนต่อ"
“ก็ได้…แต่ครั้งหน้าท่านต้องออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเรานะแล้วเจอกันเปี่ยวเจี่ย” หลังจากกล่าวจบมู่อวี่ฉิงก็ดึงเย่หยางออกจากประตูหลังจากเห็นทั้งสองคนหายไปเย่ชิงเสวียนก็ทอดถอนหายใจเงียบๆ รำพึงกับตนเองว่า "นี่หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่าคู่รักวัยเยาว์?"
ทั้งสองคนออกจากโรงอาหารมู่อวี่ฉิงจับแขนของเย่หยางอย่างอ่อนโยนเดินผ่านลานฝึกท่ามกลางสายตาริษยานับไม่ถ้วน
“เอ๊ะ! อวี่ฉิงไฉนเ้าถึงไม่ทักทายข้าเมื่อมาถึง ข้าไม่มีเวลาเตรียมของขวัญของฝากให้เ้าเลยช่างน่าละอายนัก”
เมื่อเห็นมู่อวี่ฉิงจับแขนเย่หยางอย่างเสน่หาเย่เฟิงก็อิจฉาตาร้อน ยิ่งเห็นว่าทั้งสองกำลังจะจากไปโดยไม่สนใจทักทายเขาแม้แต่น้อยจึงรีบเสนอหน้าไปหาทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
มู่อวี่ฉิงเหลือบมองเย่เฟิงอย่างไม่แยแสตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า "ข้ามาที่นี่เพราะตั้งใจมาพบพี่เย่หยางเป็หลักเ้ากำลังยุ่งอยู่กับการฝึกฝน เราไม่ขอรบกวน" นางดึงเย่หยางแล้วเดินจากไป
“นี่! ช้าก่อนอย่าเพิ่งไปไหนๆ วันนี้เ้าก็มาแล้ว ข้าจะเข้าไปในเมืองเพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับเ้า” เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังจะออกไปเย่เฟิงก็รีบหยุดพวกเขาไว้
“ไม่ล่ะ…อวี่ฉิงกับข้าอยากออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกกันไม่ขอรบกวนเ้า” เย่หยางตัดบทอย่างเ็า รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย
เย่เฟิงที่เดิมทีริษยาจนอกแทบแตกพอถูกเย่หยางมาขัดจังหวะก็ยิ่งโกรธแทบคลั่ง “ผู้ใดพูดกับเ้าไอ้ขยะไร้ประโยชน์ ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้” เย่เฟิงตะคอกด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
มู่อวี่ฉิงเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยที่มีคนมาขัดขวางอีกทั้งชายคนดังกล่าวยังทำนิสัยต่ำช้าปากเสียใส่เย่หยางสายตาของนางจึงแปรเปลี่ยนเป็เ็า “เ้าอยากตายสินะ?”แรงกดดันมหาศาลบดขยี้เข้าใส่เย่เฟิงเย่เฟิงรู้สึกราวกับถูกบางอย่างกดทับจนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ใบหน้าซีดเซียว รู้สึกหวาดกลัวจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั่วร่าง
เย่หยางก็ใกับแรงกดดันของมู่อวี่ฉิงเช่นกันเป็แรงกดดันที่ััได้อย่างชัดเจน แม้ว่าเขาจะไม่ได้เผชิญหน้าตรงๆเหมือนเย่เฟิง แต่เขาก็รู้สึกเหมือนตนเองตกอยู่ในสายน้ำยากที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ส่วนเย่เฟิงซึ่งอยู่ใจกลางของมันสามารถจินตนาการได้เลยว่าเขาจะรู้สึกกดดันเพียงใด
“พี่เย่หยางข้าขอโทษข้าไม่คิดว่าเขาจะสารเลวถึงเพียงนี้ อย่าได้ใส่ใจเลย” มู่อวี่ฉิงรู้ดีว่าคำว่า‘ขยะไร้ประโยชน์’ เป็คำที่เย่หยางเกลียดที่สุดคำนี้ทำให้เขาต้องทนกับความขมขื่นมากมายเหลือเกิน นางจับมือเย่หยาง ดวงตางดงามราวกับหมอกน้ำค้าง
เย่หยางยิ้ม เขาไม่สนใจเื่นี้ เพราะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วคนเหล่านี้จะถูกเขาเหยียบย่ำจึงปล่อยให้พวกมันเต้นเร่าๆ ไปก่อนอีกสักสองสามวัน
“สาวน้อยคิดว่าข้าไร้หนทางสู้งั้นหรือ” ขณะกล่าวเขาก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆของมู่อวี่ฉิง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าการกระทำนี้ดูรุ่มร่ามเกินไปหน่อยจึงหยุดมือกลางอากาศโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
เมื่อมู่อวี่ฉิงเห็นว่าเย่หยางไม่ได้โกรธจริงๆนางก็เลือกที่จะเอนศีรษะซบลงบนฝ่ามือของเย่หยางอย่างเชื่อฟัง พร้อมบอกอย่างตื่นเต้น "เช่นนั้น…ข้าจะไว้ชีวิตพวกมันไปก่อน ส่วนเราไปก็เที่ยวเล่นที่ตลาดกันเถอะ"
สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะใช้ฝ่ามือลูบเส้นผมสีเขียวอ่อนบนศีรษะของนางเขารู้สึกประทับใจอย่างยิ่งจนอดคิดไม่ได้ว่า ‘์ช่างดีกับข้าเป็อย่างยิ่งที่ส่งสตรีไร้เดียงสาบริสุทธิ์ราวกับเซียน์มาให้กับข้าเช่นนี้’ เขาแอบสาบานในใจว่าจะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากนางไปจากเขาอย่างเด็ดขาดเขาจับมือเล็กๆ ของนางเอาไว้แล้วเดินออกจากตระกูลเย่โดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย
ทันทีที่ทั้งสองหายลับไปแรงกดดันที่มีผลต่อเย่เฟิงก็หายไปเช่นกันสีหน้าของเขาซีดเซียว เนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ แข้งขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นั์ตาแฝงไปด้วยความเคียดแค้นขุ่นเคืองอย่างสุดแสน เขาจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่ทั้งสองเดินจากไปกัดฟันสบถกับตนเองว่า "สารเลว! รอก่อนเถอะถือว่าเ้าโชคดีที่ครั้งที่แล้วรอดไปได้ แต่วันมะรืนนี้บนสนามประลองเป็ตายจะเป็วันตายของเ้า”
เย่หยางจับมือมู่อวี่ฉิงเดินเคียงข้างกันไปยังตลาดนักผจญภัยเนื่องจากที่นี่คืออาณาเขตของตระกูลเย่พวกเขาทั้งสองจึงไม่จำเป็ต้องกังวลเื่อันตรายใดๆ
“อวี่ฉิง เมื่อครู่เ้าใช้วิชาอันใดจัดการกับเย่เฟิงมันทรงพลังถึงขนาดทำให้เขาหยุดชะงักเคลื่อนไหวไม่ได้ในฉับพลันเลยทีเดียว” หลังจากเดินพ้นประตูตระกูลออกมา พอเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆเขาจึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย ด้วยเพราะเคล็ดวิชาที่มู่อวี่ฉิงใช้นั้นทรงพลังมากแม้ว่าเย่หยางจะอาศัยจิตหยั่งรู้ก็ไม่อาจรับประกันว่าจะต้านทานพลังของนางได้
“ฮิๆมันเรียกว่าแรงกดดันิญญา มันคืออายปราณที่เกิดจากการปลดปล่อยปราณิญญาออกสู่ภายนอกข้าเพิ่งศึกษาเรียนรู้มันได้แค่เพียงผิวเผินอาจารย์เล่าให้ฟังว่าหากเป็อายปราณของยอดฝีมือระดับราชันิญญาจะสามารถควบแน่นจนเป็รูปธรรม แล้วใช้มันบดขยี้ทำลายศิลาได้เลย ช่างยอดเยี่ยมนัก”นางเอ่ยถึงอาจารย์ด้วยสีหน้าเคารพอย่างเต็มเปี่ยม
ผู้ฝึกตนในโลกนี้แบ่งออกเป็ผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกิญญาผู้ฝึกปราณแท้จะถูกเรียกว่าผู้ฝึกยุทธ์ ส่วนผู้ฝึกปราณิญญาจะถูกเรียกว่านักิญญาโดยมีการจัดแบ่งระดับดังนี้ นักิญญา จอมิญญา ปรมาจารย์ิญญา ผู้บัญชาิญญา าาิญญาและราชันิญญา...
นักิญญารู้จักกันในฐานะผู้เป็ที่โปรดปรานของ์และปฐีสามารถควบคุมและนำปราณฟ้าดินเอามาใช้ผ่านปราณิญญาภายในร่างเพื่อต่อสู้กับศัตรูหากเทียบกับนักรบแล้ว ว่ากันว่าอยู่ยงคงกระพันในระดับเดียวกันเลยทีเดียว
ช่างเป็พร์ที่น่าอิจฉายิ่งเย่หยางยิ้มพลางถาม "เ้าถ่อมตัวจนข้ารู้สึกอับอายนักว่าแต่…เ้าไปอยู่วังบุปผามาสามปี ปัจจุบันเ้าไปถึงระดับใดแล้ว"
“ฮิๆ ท่านคิดว่าไงล่ะ”นางขยิบตาอย่างเริงร่า
“แหะๆ ข้าเดาไม่ถูกจริงๆอาจจะอยู่ในระดับนักิญญาขั้นห้านภา?” เย่หยางเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“พี่ชายท่านดูแคลนข้าเกินไปแล้วยามนี้ข้าเป็นักิญญาระดับจอม ทั้งยังอยู่ขั้นสามนภาอีกด้วย” เมื่อเย่หยางคาดเดาผิด มู่อวี่ฉิงจึงเฉลยอย่างภาคภูมิใจ
แม้เย่หยางจะเป็คนมีนิสัยหนักแน่นแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นเคืองนางเป็ถึงนักิญญาระดับจอมขั้นสามนภาด้วยอายุเพียงแค่สิบห้าปีนี่มัน…ไม่น่าสะพรึงกลัวเกินไปหน่อยหรือ แม้ส่วนหนึ่งอาจเป็เพราะพร์แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเป็เพราะความแข็งแกร่งของวังบุปผาสำหรับั์ใหญ่อย่างวังบุปผาย่อมไม่ขาดแคลนทั้งเคล็ดบ่มเพาะ โอสถ วิชายุทธ์ ไหนจะทรัพยากรต่างๆ อย่างแน่นอน
หากนำตระกูลเย่มาเปรียบเทียบกับวังบุปผาก็เสมือนเช่นขอทานกับฮ่องเต้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เย่หยางอดประหลาดใจไม่ได้แต่ก็ไม่อยากสนทนาในหัวข้อนี้ต่อเพราะมันชวนหงุดหงิดขณะเดินไปกับมู่อวี่ฉิงเขาก็เล่าเื่ตลกให้นางฟังหลายเื่ทำให้นางมีความสุขมาก
เวลาอันรื่นรมย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอก่อนที่เขาจะทันได้รู้ตัว เขาก็เดินมาถึงตลาดที่ตระกูลเย่ดูแลอยู่เมื่อมองดูฝูงชนอันคึกคักพลุกพล่านในที่สุดเย่หยางก็รู้สึกว่าเป็ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้เขาเห็นคนขายผลไม้เคลือบน้ำตาลริมถนนจึงรีบไปซื้อมาสองไม้โดยไม่สนใจสายตาตกตะลึงของมู่อวี่ฉิงบนถนน ทั้งสองพูดคุยหัวเราะ ขณะกินไปพลางเดินซื้อของไปพลาง
ทั้งสองเดินมองดูของแปลกตาบนแผงขายริมถนนไปเรื่อยๆในระหว่างนั้นไม่รู้ว่ามีบุรุษกี่คนถูกความงดงามของมู่อวี่ฉิงดึงดูด
ทั้งคู่ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มามากมายแต่ก็ไม่ได้ใช้เงินมากนัก
ขณะเดินเล่นดูข้าวของสายตาของเย่หยางก็ถูกดึงดูดด้วยเศษกระดูกบนแผงขายแห่งหนึ่งด้วยเพราะเมื่อเขาใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบก็พบว่าเศษกระดูกมีการตอบสนอง
"สมบัติ?"
[1]ผลอิงเถา หรือผลเชอร์รี่