บทที่ 46 คนที่ไม่มีวันอดตาย
มองดูหมูป่าที่หนักกว่าร้อยจิน เฉินเถียนเถียนลูบมือไปมาที่นี่เป็นเส้นทางบนภูเขา การแบกหมูป่าหนักกว่าร้อยจินไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เช่นนั้นนางจึงพับแขนเสื้อขึ้นหมายจะช่วย
ใครจะรู้ว่ากลับได้ยินเสียงเยาะเย้ยของอวิ๋นเคอ ราวกับกำลังเสียดสีถึงความไม่รู้จักประมาณตนของนาง จากนั้นอวิ๋นเคอก็ลุกขึ้นยืนใช้มือข้างเดียวหิ้วหมูป่าพาดบ่าตัวเอง แล้วเดินนำไปด้วยท่าทางสบาย ๆ ของเขา ราวกับว่าหมูป่าตัวนั้นทำจากกระดาษมิได้มีความหนักแต่อย่างใด
เฉินเถียนเถียนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงและยังรู้สึกโมโหไม่น้อย คิดว่าแค่มีแรงมากก็เก่งแล้วหรือไร เป็นเพียงลิงยักษ์ที่แข็งแรงแต่สมองโง่เง่าเสียมากกว่า
เฉินเถียนเถียนอดไม่ได้ที่จะชูนิ้วกลางใส่หลังอวิ๋นเคอ การกระทำของหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังนี้ จะหนีพ้นสายตาของอวิ๋นเคอได้เช่นไร ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้กำลังทำอันใดอยู่กันแน่ แต่ดูจากสีหน้าของนางก็รู้แล้วว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ อวิ๋นเคออยากจะหยุดเท้าลงมาเถียงกับนาง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องมาสนใจสตรีผู้นี้มากเช่นนั้น
เขาแค่ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังทิศทางของถ้ำโดยไม่หันหลังกลับ ความรู้สึกที่แผ่ออกมาของอวิ๋นเคอเย็นชามาก เฉินเถียนเถียนจึงไม่มีความคิดที่จะพูดคุยกับเขาเลยแม้สักคำ
แต่ป่าในยามค่ำคืนนั้นเงียบสงัดมีเพียงเสียงแมลงร้องเป็นครั้งคราว เฉินเถียนเถียนเดินไปพลางเบื่อหน่ายใจ จึงเริ่มคุยกับเสี่ยวเถาในห้วงอวกาศแทน
‘เสี่ยวเถา ที่นั่นมีของขาย แล้วข้าเอาหมูป่าไปขายในห้วงมิติของเจ้าได้หรือไม่?’
เสี่ยวเถาตอบกลับว่า
[แน่นอนว่าได้สิ! ทั้งราคาเนื้อหมูป่ายังค่อนข้างแพงด้วย! ประมาณห้าสิบกว่าหยวนต่อจิน! แล้วเจ้ายังสามารถเอามันไปแลกเป็นเสบียงได้อีก พอให้เจ้ากินไปได้ครึ่งเดือนเลยละ]
‘ห้าสิบหยวน ที่นั่นใช้เงินตราเป็นหยวนเลยหรือ งั้นเหรียญทองแดงในยุคนี้ก็ใช้ไม่ได้แล้วสินะ’ เสี่ยวเถามองเฉินเถียนเถียนด้วยสายตาดูแคลนเล็กน้อย
[ข้าเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะนะ เจ้าช่วยอย่าถามคำถามง่าย ๆ เช่นนี้มาดูถูกสติปัญญาข้าได้หรือไม่!]
[แต่ก่อนก็ใช้ได้อยู่หรอก เหรียญทองแดงหนึ่งอันก็ประมาณหนึ่งหยวน! เงินหนึ่งตำลึงก็ประมาณหนึ่งพันหยวน แต่จนถึงตอนนี้บัญชีของเจ้ายังเป็นศูนย์อยู่เลย ข้าว่าเจ้าควรจะสำรวจตัวเองดูหน่อยนะ]
เฉินเถียนเถียนถอนหายใจยาว ถึงแม้จะมีระบบที่เหนือธรรมชาติเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ใช้ไม่ได้สักที ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ยังมีคนที่ต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งของเลย การหาเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โชคดีที่ตัวนางได้พบกับอวิ๋นเคอ ไม่อย่างนั้นดวงวิญญาณที่มาจากพันปีให้หลังอย่างนาง มาที่นี่ก็คงมีแต่ตายอดตายอยากเป็นแน่ เสี่ยวเถาบอกต่ออย่างเย็นชาว่า
[ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดว่าท่านควรจะเข้าใจให้ดี การมีอยู่ของระบบนี้ ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เจ้าเพิ่งพูดเมื่อกี้ว่าจะไปจัดการเนื้อหมูป่าพวกนี้ข้างนอกถ้ำเอง ไม่กลัวว่าไอ้คนป่าคนนั้นจะรู้เรื่องหรือไง ตัวตนของเขาไม่ธรรมดานะ]
ความอยากรู้อยากเห็นของเฉินเถียนเถียนถูกจุดประกายขึ้นมาทันที
‘ไม่ธรรมดาอย่างไร เขาเป็นยอดฝีมือที่หลบซ่อนตัวจากยุทธภพหรือไม่?’
น้ำเสียงของเสี่ยวเถาเริ่มมีความดูถูกเล็กน้อย
[ท่านคิดมากไปแล้ว ณ ตอนนี้ ตัวตนของคนผู้นี้ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อท่านเลย ดังนั้นระบบจึงไม่มีอะไรจะบอก]
เฉินเถียนเถียนอดไม่ได้ที่จะชูนิ้วกลางใส่ระบบสักครั้ง
เฉินเถียนเถียนเดินตามหลังอวิ๋นเคอจนตอนนี้ก็มาถึงถ้ำแล้ว อวิ๋นเคอนิ่งเงียบขณะหยิบมีดออกมาจากถ้ำ แล้วเริ่มปล่อยเลือดหมูลอกหนัง จากนั้นก็ผ่าท้อง
แม้ว่าโดยปกติแล้วนี่ควรจะเป็นงานของคนขายเนื้อที่หยาบกระด้าง แต่เฉินเถียนเถียนกลับค้นพบความสูงส่งและสง่างามในท่วงท่าเหล่านี้ หมูป่าตัวหนึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานก็จัดการเสร็จ คบเพลิงส่องใส่หนวดใหญ่ เลือดกระเด็นใส่ใบหน้าดูเต็มไปด้วยความดิบเถื่อน เฉินเถียนเถียน ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามออกไป
“จัดการเสร็จเร็วจัง” อวิ๋นเคอชี้ไปที่เนื้อสองส่วนบนพื้นที่แทบไม่ต่างกันแล้วกล่าวว่า
“เจ้าเลือกเอาเองเถอะ” เฉินเถียนเถียนชี้ชิ้นหนึ่งอย่างขอไปทีไม่ได้เลือกอันใดให้มากความ อวิ๋นเคอทำได้ละเอียดมากทั้งสองด้านแทบจะเหมือนกันทุกประการหาความต่างมิได้
ส่วนอีกด้านหนึ่งมีหนังหมูกองอยู่บนพื้น และมีกองเครื่องในที่ส่งกลิ่นแปลก ๆ อีกกอง หนังหมูนั่นข้าไม่มีทางจัดการได้แน่ แต่ถ้าเป็นเครื่องในละก็…
“ของพวกนี้ท่านจะจัดการอย่างไร?” อวิ๋นเคอชี้ไปที่หนังหมูด้วยมือข้างหนึ่งกล่าวว่า
“ของนี่มีที่รับ ส่วนเครื่องในก็ต้องทิ้งไป เจ้าถามเรื่องพวกนี้ทำไมกัน?”
เฉินเถียนเถียนกลับยิ้มประจบประแจงพร้อมกล่าวว่า “งั้นยกเครื่องในพวกนี้ให้ข้าด้วยแล้วกันนะ”
“เจ้าเอาไปทำอันใด กินก็ไม่ได้”
เฉินเถียนเถียนกลับเอ่ยอย่างจริงจังว่า
“ท่านไม่รู้หรอกของนี่ถ้าทำดี ๆ แล้วอร่อยมากเลยนะ ถึงเวลานั้นข้าจะทำให้ท่านลองหนึ่งชามดีหรือไม่เล่า”
อวิ๋นเคอหัวเราะเยาะ “เห็นทีเนื้อพวกนี้เจ้าเอากลับไปก็คงเก็บรักษาไว้ไม่ได้ ก็คงมีแต่ของเน่าพวกนี้ล่ะที่เจ้ากินได้สินะ”
เฉินเถียนเถียนกลับกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “เหตุใดจะเก็บรักษาไว้ไม่ได้ล่ะ หลินชุนฮวาอยากจะแตะต้องเนื้อของข้า นางก็ต้องมีฝีมือมากกว่านี้เสียก่อนสิ” ในดวงตาของเฉินเถียนเถียนมีแววตาที่ลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นราวกับเผาไหม้
อวิ๋นเคอชี้ไปที่ด้านนอกถ้ำแล้วเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็กลับไปได้แล้ว”
เอาละ คนผู้นี้ชัดเจนว่าอารมณ์ไม่ดีอีกแล้ว เฉินเถียนเถียนทบทวนตัวเองสักครู่ ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดไปกันแน่ ถึงได้ทำให้เขาโกรธ
แต่อวิ๋นเคอกลับไม่สนใจนางเก็บเนื้อหมูและหนังหมูเข้าไปเก็บในถ้ำ ตัวเองก็เดินเข้าไปโดยไม่สนใจเฉินเถียนเถียนอีกเลย
เฉินเถียนเถียนเอ่ยอย่างเก้อเขินว่า “คืนนี้ก็เท่านี้แหละ พรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่”
อวิ๋นเคอไม่เอ่ยอันใด กลับใช้แสงจันทร์และคบเพลิงที่ยังไม่ดับตักน้ำจากลำธารมาล้างมือโดยไม่สนใจนาง
เฉินเถียนเถียนแม้ว่าจะอายุยังน้อยตัวก็ผอมบาง แต่ตอนอยู่บ้านงานหนัก ๆ ก็เป็นนางทำ ดังนั้นเนื้อราวหกสิบจินนี่ ไม่มีทางที่นางจะเอากลับไม่ได้หรอก
นางก็เลียนแบบท่าทางของอวิ๋นเคอใช้ใบไม้ใหญ่แผ่นหนึ่งรองไว้ที่ไหล่จากนั้นก็แบกเนื้อเดินลงเขาไป แต่อวิ๋นเคอไม่รู้ว่าเฉินเถียนเถียนเพิ่งจะเดินพ้นสายตาของเขาไป เนื้อหมูบนไหล่ของนางก็หายวับไปแล้ว ส่วนเฉินเถียนเถียน ก่อนฟ้าจะสางก็แอบแวะไปล้างเครื่องในหมูในลำธาร
ตอนนี้นางหาแป้งไม่เจอ จึงได้แต่แอบย่องเข้าไปในบ้านตัวเองตักขี้เถ้าในเตาไฟมากำมือหนึ่ง จากนั้นก็โรยลงบนเครื่องในหมูขัดถูอย่างละเอียด
กระทั่งท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไรทุกอย่างก็ล้างเสร็จหมดแล้วนางเก็บของพวกนี้ใส่ช่องว่างมิติตามเดิม จากนั้นก็รีบกลับไปที่โรงเก็บฟืนคนเดียวก่อนที่ใครจะออกมาเจอนาง
พอนางนอนลงไปไม่นานหลินชุนฮวาก็ตื่นนอน เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของเฉินผิงอันที่มีต่อนาง นางจึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่เป็นครั้งแรกแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อเริ่มทำอาหาร
แต่ฟืนในครัวนั้นใช้จนเกือบหมดแล้ว หลินชุนฮวามองครัวอย่างรังเกียจสุดท้ายก็จำใจผลักประตูโรงเก็บฟืนออก ด้านในนั้นมีนังสาวใช้นอนเหมือนตายอยู่ นังนั่นนอนหลับสนิทหันหลังให้ประตู
หลินชุนฮวาพลันรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว ไฉนนังสาวใช้นี่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย ๆ กันเล่า!