บทที่41ย้อนทวน
เวลาหนึ่งสัปดาห์ก็ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วอวิ๋นเซ่อตอนนี้ดูมิต่างจากร่างผีดิบที่เดินได้แม้แต่น้อย ใบหน้าอันขาวซีดไร้สีเลือดกอปรกับถุงใต้ตาที่เริ่มคล้ำฉายชัด คนดูอ่อนระโหยโรยแรง แต่มันก็ยังมายืนจ้องมองตึกไม้สี่ชั้นอย่างมิย่นระย่อเช่นเดียวกับเทียนหยวน ที่ตอนนี้พวกมันทั้งสองเริ่มที่จะถูกมองเป็นคนบ้ามิรักชีวิตของตนเองไปแล้ว
“รุ่นน้อง เจ้าเห็นอะไรแล้วบ้างจากที่พยายามมาหนึ่งสัปดาห์”
“ล้วนเห็นแต่ความยุ่งเหยิง”
“เจ้านับว่ายากเย็นนัก แต่ข้ายังพอพบเจอเส้นทางที่แปลกแยกอยู่บ้างแต่ก็ยากที่จะไขว่คว้าไปได้เช่นเดียวกัน”
“อวิ๋นเซ่อ ข้านึกแล้วเจ้าต้องอยู่ที่นี่”เสียงฟ่านเหลียนดังขึ้นที่ด้านหลัง ก่อนนางจะมองเห็นเทียนหยวนจึงทำการประสานมือทักทายก่อนหันไปกล่าวกับอวิ๋นเซ่อต่อ
“เจ้าต้องรีบแล้ว วิชาหมากรุกของอาจารย์ต้าชิงกำลังใกล้จะถึงเวลาในอีกไม่ช้า”
อวิ๋นเซ่อจ้องมองบนผืนนภา ในหัวก็ครุ่นคิดไปถึงวันเวลาที่เหลือไม่ถึงห้าเดือนข้างหน้าคนจึงตัดสินใจก้าวเดินไปอีกทิศทาง
ฟ่านเหลียนกล่าวถามไล่หลัง
“นั่นเจ้าจะไปไหน สถานที่ฝึกมิใช่ทางนั้นนะ”
อวิ๋นเซ่อชะงักฝีเท้าคนหันหลังกลับมากล่าวตอบ
“วันนี้ข้าขอลาป่วย ช่วยแจ้งอาจารย์ที”
ฟ่านเหลียนคิดกล่าวถาม แต่เทียนหยวนก็ชิงกล่าวขึ้นเสียก่อน
“อวิ๋นเซ่อมันมีสิ่งที่ต้องฝ่าฟันให้ได้ก่อนห้าเดือนนี้เช่นนั้นทำตามที่มันบอกเถอะ”
“แต่ถ้ามันทำเช่นนั้นบ่อยๆ จะมีผลต่อการจบนะ”
“มันถึงเลือกที่จะเดิมพันในความพยายามครั้งนี้อย่างไรเล่า"
อวิ๋นเซ่อเลือกที่จะไม่เข้าศึกษาในภาครายวิชาหมากล้อมดนตรี หลักคำสอนของปราชญ์ และคำกวี เพราะชายหนุ่มคิดว่าด้วยเวลาเพียงห้าเดือนมันจะมามัวเสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็นเหล่านี้มิได้และมันจึงเลือกที่จะหลบมายังหลังตึกใหญ่ มานั่งทบทวนวิธีการฝึกพลังลมปราณตามที่อาจารย์อี้เฟิงเคยถ่ายทอดแลสั่งสอนมาแล้วหลายครั้ง
ชีพจรจุดตันเถียนของชายหนุ่มหมุนวนขึ้นมันรวมรั้งพลังลมปราณในจุดดังกล่าวให้เกิดระรอก ก่อนจะกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนแลส่งพลังลมปราณทะลวงไปตามจุดชีพแลผ่านอวัยวะต่างๆในร่างกาย ช่วยเพิ่มพูนกำลังภายในและเพิ่มพลังความแข็งแกร่งของร่างกาย ทั้งหมดนี้อวิ๋นเซ่อล้วนปฏิบัติได้ตามที่อาจารย์อี้เฟิงสั่งสอนอย่างไม่ตกหล่นแม้กระทั่งการกำหนดลมหายใจเข้าออกอวิ๋นเซ่อยังกระทำออกมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่ฝึกอย่างหนักหน่วงมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมิเห็นผลจนอวิ๋นเซ่อแทบหมดปัญญา ส่วนด้านพลังญาณตั้งแต่ที่เข้าสู่สำนักมือปราบแห่งนี้มันก็มิเคยฝึกหรือรวบรวมพลังธรรมชาติเลยซักครั้งเพราะกลัวว่าจะเปิดเผยพลังอันนอกรีตของตน และที่สำคัญกระบองเหล็กดำแท่งนั้นมันก็มิได้นำติดตัวมาด้วยกระบองอาวุธอันพิสดารเล่มนั้นชายหนุ่มได้ปักไว้ที่หน้าหลุมฝังศพของอวิ๋นจื่อลู่ ในสถานที่อันพิสดารบนยอดเขาทางทิศเหนือของเมืองหลวงแห่งนั้น
เวลาผ่านไปอีกร่วมหนึ่งเดือน วสันตฤดูก็เริ่มคล้อยผ่านอากาศอันหนาวเย็นสับเปลี่ยนมาแทนที่ อวิ๋นเซ่อฝึกหมัดมวย เพลงกระบี่ของสำนักมือปราบฝึกอาวุธลับทุกชนิดจนคล่องแคล่วไม่ผิดพลาด แต่ด้านความรู้รอบตัวอื่นๆ อย่างเช่น ดนตรีคำปราชญ์ บทกวี แลหมากรุกล้วนไม่คืบหน้า เช่นเดียวกับการทุ่มฝึกปรือพลังลมปราณและการเข้าออกตึกไม้สี่ชั้นก็มิเคยบังเกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ความลุ่มร้อนใจก็ยิ่งบังเกิด เวลาอีกสี่เดือนที่เหลือ หากมันจุดติดเพลิงปราณมิได้ ก็อย่าคิดหวังที่จะมีโอกาสได้เข้ารับการคัดเลือกเป็นมือปราบติดลำดับ
ฟู่
อวิ๋นเซ่อนอนแผ่หลาเป่าปากด้วยความเหน็ดเหนื่อยมันไม่คิดว่าการฝึกพลังลมปราณและพลังเพลิงปราณจะยากเย็นเช่นนี้ ทั้งที่ประตูสู่เพลิงปราณก็รออยู่ตรงหน้ามันแท้ๆประตูที่มีรอยร้าวแตกระเอียดเช่นนี้มันกลับมิอาจฝ่าทะลวงผ่านไปได้
“เรามีข้อบกพร่องประการใด?”
“บางทีเจ้าอาจจะมิได้บกพร่อง”เสียงชราดังขึ้นที่ด้านหลัง อวิ๋นเซ่อจดจำน้ำเสียงนี้ได้คนจึงรีบดีดกายลุกขึ้นประสานมือ
“อาจารย์ใหญ่"
ผู้มาก็คือหานตงสือ อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบมันทอดสายตาจ้องมองตึกไม้สี่ชั้น แม้ตรงนั้นจะไม่มีผู้คน แต่สายตาของมันก็มองเห็นสองบุรุษที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคข้างหน้าอย่างคนบ้าคลั่งแต่บุรุษชรากลับมองพวกมันแตกต่างจากผู้อื่น นั่นเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นความดื้อรั้น ความที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ยากหาผู้ใดมาเทียบเคียงได้ ซึ่งบุคคลที่มันกำลังมองเห็นย่อมหมายถึงเทียนหยวนผู้นั้นและอวิ๋นเซ่อที่กำลังอยู่ตรงหน้ามันผู้นี้
หานตงสือกล่าวต่อ
“แค่บางทีเจ้าอาจกำลังก้าวเดินผิดทาง"
“อย่างไรหรือขอรับ”
หานตงสือมิได้กล่าวตอบ คนยื่นฝ่ามือทาบลงบนหน้าท้องของอวิ๋นเซ่อพลังลมปราณถูกเร่งเร้าจนศีรษะที่มีผมเผ้าสีเทาแซมดำมีควันพวยพุ่งออกมา เป็นเช่นนี้เนิ่นนานคนจึงดึงรั้งมือกลับนัยน์ตาจ้องไปที่อวิ๋นเซ่อ
“เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ”
อวิ๋นเซ่อก็ปรากฏความสงสัย แต่ยังมิทันได้เอ่ยปากถามหานตงสือได้กล่าวขึ้นก่อน
“ที่เจ้ามิอาจมีความรุดหน้าด้านการฝึกพลังลมปราณนั่นเพราะพลังลมปราณของเจ้าไหลเวียนแบบย้อนทวน ซึ่งหนึ่งในล้านจะพบพานได้ซักคน"
อวิ๋นเซ่อทวนคำแผ่วเบา“ลมปราณไหลเวียนย้อนทวน" คล้ายพบเจอหนทางออก มันจึงรีบกล่าวถาม
“แล้วข้าต้องทำอย่างไรหรือขอรับ”
“ผู้อื่นฝึกไปข้างหน้า แต่เจ้าต้องฝึกแบบย้อนกลับ”
“ฝึกย้อนกลับ?”
“มิผิด อาจจะยุ่งยากกว่าผู้อื่นหลายต่อหลายเท่าแต่หากทำได้พลังลมปราณของเจ้าจะมีความพิเศษแลพิสดารกว่าผู้ที่มีพลังลมปราณระดับเดียวกัน"
อวิ๋นเซ่อมิกล่าววาจาไต่ถามมากความ ด้วยภูมิปฏิภาณอันล้ำเลิศของชายหนุ่มมันจึงหลับตาลงพร้อมโคจรพลังลมปราณในร่างทันทีหากเป็นผู้อื่นต้องเริ่มโคจรพลังลมปราณที่จุดตันเถียนไปยังจุดชีพจรส่วนปลายของอวัยวะแต่ชายหนุ่มกลับต้องโคจรพลังลมปราณโดยเริ่มจากจุดชีพจรตามส่วนต่างๆ ให้ไหลวนย้อนทวนเข้าหาจุดตันเถียนการกำหนดลมหายใจก็ต้องย้อนคืนกลับหลังไปทั้งหมด ทุกสิ่งอย่างค่อยๆ ไหลเวียนคืนกลับอย่างเชื่องช้ามันมิอาจที่จะโคจรได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพราะการทำอะไรที่ตรงข้ามกันนั้นมักยุ่งยากซับซ้อนและยากที่จะจดจำได้โดยมิสับสนปนเป
แม้การโคจรพลังลมปราณของอวิ๋นเซ่อจะเป็นไปอย่างล่าช้าแต่หานตงสือกลับต้องบังเกิดความแปลกใจในความสามารถที่ซุกซ่อนในตัวของชายหนุ่มผู้นี้มันนอกจากจะมีสมองที่จดจำได้อย่างเป็นเลิศ สติปัญญาการคิดวิเคราะห์ของมันก็ยากหาตัวจับได้มือปราบที่มีความดื้อรั้น เหี้ยมหาญ และภูมิภาณเป็นเลิศเช่นนี้ ที่สำนักมือปราบขาดหายไปนานแล้วอีกทั้งหากบุรุษผู้นี้สามารถค้นพบความแตกต่างของชีพจรลมปราณตนตั้งแต่ต้น ป่านนี้มันก็คงเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆไปแล้ว
หานตงสือจ้องมองอวิ๋นเซ่อเนิ่นนาน คนจึงกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งการที่ต้องสำรวจมองชีพจรของคนอื่นอย่างลึกซึ้งนับว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงมิใช่น้อยเรื่องแบบนี้มิใช่เป็นใครอยากทำก็ทำได้ การสัมผัสถึงพลังของคนผู้หนึ่ง หากสัมผัสดูเพียงผิวเผินว่ามันมีลมปราณในระดับใดย่อมมีคนกระทำได้ทั่วไปถ้ามีพลังลมปราณที่สูงกว่าผู้ที่ตนต้องการจะสัมผัสแต่ทว่าหากจะเจาะลึกถึงตัวตนแลการไหลเวียนของจุดชีพจรในร่างได้ มันผู้นั้นก็ต้องเสี่ยงที่จะต้องใช้พลังลมปราณเป็นจำนวนมากและอาจกระทบต่ออวัยวะภายในได้ หากผู้ที่ตนสัมผัสนั้นมีจุดกำเนิดพลังลมปราณที่แกร่งกล้าหรือมีความแปลกแยกพิสดาร
“อาจารย์ใหญ่ท่านเป็นอะไร”
หานตงสือยกมือขึ้นห้าม
“มิต้องห่วง ข้ามิได้เป็นอะไรทั้งนั้น…..อวิ๋นเซ่อ เรื่องการฝึกพลังลมปราณหรือการเข้าสู่ตึกเจตจำนงแห่งเพลิงปราณเจ้าอย่าพึ่งรีบร้อนไปจุดประสงค์เจ้าข้ารู้ดี แต่เจ้าอย่าได้ทิ้งโอกาสที่จะเป็นมือปราบเด็ดขาด ข้ามิได้ดูถูกเจ้าแต่ใช่ว่าเจ้าทำเช่นนี้แล้วจะกลายเป็นมือปราบติดลำดับได้ หากพลาดจากมือปราบติดลำดับไปอย่างน้อยเจ้ายังเหลือหนทางการเป็นมือปราบอยู่ และหากยังเป็นมือปราบ วันหน้าเจ้าก็อาจไปถึงมือปราบติดลำดับได้แต่หากพลาดจากการเป็นมือปราบไป เจ้าจะไม่เหลือหนทางอะไรทั้งนั้น หากเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดแล้วจงกลับไปตั้งใจศึกษาในทุกภาควิชาเถิดทุกสิ่งอย่างที่เจ้าจะได้รับในการฝึกเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในภายภาคหน้าทั้งสิ้น”
อวิ๋นเซ่อด้วยจิตใจส่วนหนึ่งก็พอคาดเดาได้ว่าอาการบาดเจ็บภายในของอาจารย์ใหญ่ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการช่วยตรวจสอบความผิดแผกของพลังลมปราณภายในร่างตนเช่นนั้นชายหนุ่มจึงประสานมือขึ้นอย่างเชื่อฟัง ไม่คิดขัดคำสอนสั่งของบุรุษชรา
“ขอรับ"
“อวิ๋นเซ่อ”
“ขอรับ"
“ทุกยามเฮ่ยอานหลังจากศึกษาในแต่ละภาควิชาเสร็จให้มาพบข้าที่ป่าใหญ่ด้านหลังสถานที่ฝึกแห่งนี้”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่คนมิได้กล่าวถามเพราะอาจารย์ใหญ่หานตงสือได้ก้าวเดินจากไปแล้ว แต่แม้คนจะจากไป ทุกคำที่บุรุษชรากล่าวเมื่อครู่ยังก้องอยู่ในหูของอวิ๋นเซ่อส่งให้มันมิอาจที่จะไม่คิดตาม คนเลือกที่จะกลับไปศึกษาตามตารางฝึก รอจนถึงยามเฮ่ยอานคนค่อยไปยังจุดนัดหมายที่อาจารย์ใหญ่บอกเอาไว้
พอไปถึงก็เห็นบุรุษผู้มีสง่าราศียืนรออยู่ก่อนแล้วเป็นบุรุษผู้นั้นที่กล่าวทัก
“อวิ๋นเซ่อ เจ้าก็ถูกอาจารย์ใหญ่เรียกมาเช่นกันหรือ"
“มิผิด…. พี่เทียนหยวนท่านทราบหรือไม่ว่าเรื่องอันใด”
เทียนหยวนส่ายศีรษะ ก่อนทำทีครุ่นคิดคาดเดา
“หรือท่านอาจารย์ใหญ่จะเรียกพวกเรามาลงโทษข้อหาแอบหนีเรียนไปเข้าตึกไม้อันร้ายกาจนั่น”
“พวกเจ้าอย่าเดาให้ยาก"
“อาจารย์ใหญ่” ทั้งอวิ๋นเซ่อและเทียนหยวนกล่าวขึ้นพร้อมเพรียงเป็นหานตงสือที่ยื่นคัมภีร์เล่มหนึ่งให้แก่เทียนหยวน อีกเล่มให้อวิ๋นเซ่อ
ทั้งสองรับคัมภีร์คนละเล่มมาจากมือของอาจารย์ใหญ่แล้วเปิดออกอ่านทราบว่านี่คือคัมภีร์ฝึกลมปราณ แต่เนื้อหาทั้งสองเล่มล้วนแตกต่าง ของเทียนหยวนบนหัวคัมภีร์เขียนว่าลมปราณผนึกศูนย์กลาง ส่วนของอวิ๋นเซ่อบนหัวคัมภีร์เขียนว่า ลมปราณไร้สภาวะ
หนึ่ง ผนึกศูนย์กลางรวมเป็นหนึ่งแลกระจายสู่ส่วนปลาย
และอีกหนึ่ง ไร้สภาวะ ไร้รูปแบบ ไร้กฎเกณฑ์อันตายตัวก่อกำเนิดจุดศูนย์รวม
คัมภีร์ทั้งสองมีสาระสำคัญที่แตกต่างกันชัดเจนและก็มีความเหมาะสมต่อลักษณะต้นพลังลมปราณของทั้งสองอย่างดียิ่ง เพราะเหมาะสมจึงคู่ควรและเพราะคู่ควรจึงต้องฝึกหัด
หานตงสือกล่าว
“ข้าเห็นในความมุ่งมั่นของพวกเจ้า และไม่อยากสูญเสียมือปราบที่มีจิตปณิธานอย่างพวกเจ้าไปจึงบากหน้าไปหยิบยืมคัมภีร์จากหอคัมภีร์ชั้นสูงของเหล่าภาคีมือปราบที่เหมาะสมกับพวกเจ้ามา”
ทั้งอวิ๋นเซ่อและเทียนหยวนบังเกิดความซาบซึ้งใจในความเมตตาของอาจารย์ใหญ่พวกมันจึงประสานมือคารวะจนศีรษะแทบจรดพื้น
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่ที่เมตตาพวกข้าทั้งสอง”
หานตงสือผงกศีรษะ
“ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจฝึกมือปราบตามตารางฝึกสอนและจบมาเป็นมือปราบให้ได้ก็พอ โดยเฉพาะเจ้าเทียนหยวน เจ้าเพียงเหลือการฝึกอีกแค่ปีเดียวเท่านั้นส่วนเรื่องการจะเป็นมือปราบติดลำดับได้หรือไม่นั้นให้แล้วแต่โชควาสนาของพวกเจ้าเถอะ”
“ขอรับ"
“พวกเจ้าไปฝึกได้แล้ว หากมิเข้าใจให้นำมาถามข้าและหากเลิกฝึกก็ให้นำคำภีร์มาคืนข้าหากต้องการฝึกอีกครั้งก็ค่อยมาหยิบยืมใหม่”
“ทราบแล้ว”
ทั้งอวิ๋นเซ่อและเทียนหยวนต่างแยกย้ายกันไปนั่งอ่านคัมภีร์ในมือตนเทียนหยวนดูจะท่องจำทำตามอย่างไม่มีปัญหา แต่สำหรับอวิ๋นเซ่อที่ต้องศึกษาคัมภีร์ในลักษณะที่ยวนทวนคืนกลับหลังนี่จึงนับว่ายากเย็นต่อมันนัก แต่ถึงแม้ยากเย็น ผลที่เกิดขึ้นกลับดีกว่าที่มันฝืนฝึกฝนตลอดในช่วงที่ผ่านมาพลังลมปราณของมันดูจะกระเตื้องและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ส่งให้คนมีกำลังใจเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลหากมันสามารถฝึกคัมภีร์ลมปราณไร้สภาวะนี้จนสำเร็จ มิแน่มันอาจยืนหยัดจำแนกแยกแยะเจตจำนงค์แห่งพลังเพลิงปราณที่หลาหลายวิถีในตึกไม้แห่งนั้นและจุดติดเพลิงปราณขึ้นมาได้!
หานตงสือจ้องมองร่างของอวิ๋นเซ่อที่มีไอระเหยสีขาวพวยพุ่งออกมาได้เห็นถึงการตีความในคัมภีร์แบบย้อนกลับที่รวดเร็วราวกับอ่านไปตามปกติ ก็อดที่จะตื่นตะลึงในความสามารถนี้ของมันอีกครั้งมิได้และพอได้นึกถึงจุดต้นกำเนิดพลังลมปราณที่ตนสัมผัสในร่างมันตอนนั้น จุดต้นกำเนิดพลังลมปราณที่สามารถสะท้อนพลังเข้าใส่ตนจนถึงขั้นบอบซ้ำภายในได้นั่นมิใช่ต้นกำเนิดของพลังลมปราณที่สามัญธรรมดาดั่งที่ปลดปล่อยออกมาภายนอกแม้แต่นิดหากตนไม่ได้ลองสัมผัสหยั่งลึกลงไป ก็คงจะมิได้เห็นถึงความลึกล้ำแกร่งกร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความธรรมดาสามัญนี้
หานตงสือพึมพำแผ่วเบาราวเสียงแมลงหวี่
“เป็นยอดคนท่านใดกัน ถึงได้กล้าสละพลังฝึกปรือทั้งหมดของตนสร้างเส้นชีพจรลมปราณขึ้นให้เจ้าโดยไร้ความเสียดายและลังเลเช่นนี้ อวิ๋นเซ่อ ตัวตนของเจ้าเป็นมาอย่างไรกันนัยน์ตาของเจ้าเครียดแค้นสิ่งใดกัน เหตุใดตัวเจ้าถึงได้มีปริศนามากมายนัก”