บทที่ 3 ฉันจะสวย ฉันต้องสวย ๆ
ความเงียบแบบนี้ช่างน่าขนลุกจริง ๆ
แม้ระบบจะไม่ได้รู้จักสวีเถาเถามากนัก แต่การที่สวีเถาเถาเงียบและไม่โต้เถียงแบบนี้ทำให้มันรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
[เฮ้ เธอไม่ได้หลงรักผู้ชายคนนั้นจริง ๆ หรอกใช่ไหม ฉันยอมรับว่าเขาหน้าตาดี แต่เขามีแฟนแล้วนะ อย่าคิดมากไปเลย]
สวีเถาเถาไม่สนใจระบบ ในที่สุดเธอก็พบแผนกขายเครื่องสำอาง โชคดีที่นี่เป็เมืองหลวงประจำมณฑล ทำให้ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีสินค้าค่อนข้างครบครัน แต่ก็น่าผิดหวังที่แผนกขายเครื่องสำอางที่นี่ มีลิปสติกขายเพียงแค่สองสี แท่งหนึ่งเป็สีแดงสด อีกแท่งสีคือชมพู ที่ดูยังไงก็ค่อนข้างที่จะน่ากลัว
พนักงานขายพิจารณามองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า เธอพันผ้าพันคอสีแดงปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งอย่างแปลก ๆ ก่อนจะพึมพำในใจและเอ่ยปาก
"คุณน้อง จะซื้อไหมคะเนี่ย? นี่เป็สินค้าที่เพิ่งนำเข้ามาจากเมืองหลวงนะ ดูสิคะว่าสีสวยสดใสแค่ไหนเมื่อวานพอมาถึงก็ขายไปได้หลายสิบแท่งแล้ว ถ้าจะซื้อก็รีบซื้อ ตอนนี้ยังพอมีของอยู่นะคะ เดี๋ยวอีกสักพักก็จะไม่มีสินค้าให้ซื้อแล้วนะ!"
สวีเถาเถามองพนักงานขายอย่างลำบากใจ "พี่สาวคะ นอกจากสองสีนี้แล้วมีสีอื่นอีกไหมคะ?"
สีแดงมะเขือเทศก็ไม่มี สีเชอร์รี่ก็ไม่มี สีส้มสดใสก็ไม่มี อย่างน้อยก็ต้องมีสีนู้ดสักแท่งสิ?
ทำไมไม่มีสักสีเลย!!!
บางทีอาจเป็เพราะความรังเกียจในน้ำเสียงของสวีเถาเถาชัดเจนเกินไป จนทำให้พนักงานขายรู้สึกไม่พอใจ
"ก็แค่สีลิปสติกจะเอาอะไรกันนักหนา! ปากเดียวทาแค่สองสียังไม่พอหรือไง? นี่คุณน้องคะไม่เคยทาลิปสติกก็อย่ามาพูดพล่อย ๆ ลิปสติกในโลกนี้ก็มีแค่สองสีนี้แหละ ถ้าไม่มีเงินก็บอกมาตรง ๆ สิ ทำเป็เฉไฉเื่อื่นไปได้!"
พนักงานขายกลอกตาใส่สวีเถาเถาแล้วหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานข้าง ๆ ไม่มีทีท่าจะสนใจสวีเถาเถาอีกต่อไป
ระบบค่อย ๆ เอ่ยอย่างระมัดระวัง [โฮสต์ฉันมีลิปสติกนะ หลายพันสีเลย คุณอยากได้สีอะไรฉันมีหมดแหละ]
สวีเถาเถาสูดหายใจลึก ดึงผ้าพันคอสีแดงลงเผยให้เห็นใบหน้าทั้งหมดของเธอ [ระบบเชื่อมต่อกันเถอะ]
ระบบประหลาดใจเป็อย่างมาก ถึงกับสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า [โฮสต์ คุณหมายความว่า...]
[ฉันให้โอกาสแค่ครั้งเดียวนะ อย่าทำให้ฉันต้องเปลี่ยนใจ]สวีเถาเถาพูด
ระบบได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก มันไม่สนใจแล้วว่าโฮสต์จะคิดอะไรอยู่มันรีบทำการเชื่อมต่อเข้ากับร่างของโฮสต์อย่างคล่องแคล่วแม้ว่าจะเป็เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่ราบเรียบ แต่กลับฟังแล้วนึกถึงความสุขขึ้นมาอยู่บ้าง[โฮสต์เชื่อมต่อสำเร็จแล้ว!]
สวีเถาเถารู้สึกในขณะนั้นเลยว่า มีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมต่อเข้ากับตัวเธอย่างหนาแน่น
ระบบเพิ่งสังเกตเห็นว่าผ้าพันคอที่โฮสต์ใช้ปิดหน้าหล่นไป จึงรีบเตือน [โฮสต์ ผ้าพันคอ...]
[อ๋อ ฉันถอดมันออกเองแหละ เกือบจะร้อนตายอยู่แล้ว]สวีเถาเถาตอบอย่างใจเย็น
อีกอย่างเธอก็คิดได้แล้ว จะขี้เหร่แค่ไหนก็ช่างมันเถอะ จะไม่ยอมรับหน้าตาตัวเองได้ยังไง อย่างมากก็คงต้องทำงานหนักต่อไป เพื่อแลกกับความสวยในชาติที่แล้วกลับคืนมา!
ส่วนเื่หนุ่มหล่ออะไรนั่น สวีเถาเถาหัวเราะเยาะ รอให้ฉันสวยขึ้นก่อนเถอะ หนุ่ม ๆ แบบไหนฉันก็สามารถหาได้ทั้งนั้น
สุนัขของคนอื่นฉันไม่สนใจหรอก
"โอ้โห ฉันก็ว่าแล้วว่าทำไมอากาศแบบนี้ยังใส่ผ้าพันคออยู่อีก ที่แท้ก็มีหน้าแบบนี้นี่เองสินะ สมควรแล้วจริง ๆ ที่ต้องปิดไว้"
เสียงเยาะเย้ยของพนักงานขายคนนั้น ดังแสบหูเป็พิเศษ เมื่อสวีเถาเถาหันไปก็ได้ยินเธอใช้น้ำเสียงพูดจาถากถาง นินทาเธอกับเพื่อนร่วมงาน
"เสี่ยวฉิน ฉันจะบอกอะไรให้นะเมื่อกี้ตอนที่ฉันหันไปเกือบใตายแน่ะ หน้าตาอัปลักษณ์มากขนาดนี้ ไม่รู้พ่อแม่ทำใจคลอดออกมาได้ยังไง ถ้าลูกสาวฉันหน้าตาแบบนี้นะ ฉันคงไม่กล้าให้ออกไปเจอผู้คนข้างนอกหรอก"
พูดจบ เธอก็เอามือปิดปากพร้อมกับหัวเราะ สายตาที่มองมาทางสวีเถาเถาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ชาติที่แล้วสวีเถาเถาสามารถเป็ผู้จัดการฝ่ายการตลาดได้ั้แ่อายุยังน้อย ฝีปากของเธอก็ไม่เคยน้อยหน้าใคร
เธอพยักหน้าแล้วพูดว่า "ใช่แล้วถ้าลูกสาวในอนาคตของคุณรู้ว่าตัวเองมีแม่ที่ปากเหม็นและไร้มารยาทแบบนี้ อย่าว่าแต่ออกไปเจอผู้คนข้างนอกเลยเธอคงใจนไม่กล้ามาเกิดเป็ลูกคุณเลยมั้ง"
พูดจบ สวีเถาเถาไม่คิดแม้แต่จะหันมามองพนักงานขายคนนั้นเลยสักนิด พร้อมกับหันหลังเดินจากไปทันที
คนรอบข้างที่มองมา แม้จะรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้หน้าตาไม่สวย แต่พนักงานขายก็พูดจาหยาบคายเกินไป ดังนั้นคุณป้าที่ดูมีอายุหลายคนจึงช่วยกันต่อว่าพนักงานขายอยู่พักใหญ่
พนักงานขายคนนั้นถูกสวีเถาเถาพูดจาโต้กลับ จากนั้นก็ถูกป้าแก่ ๆ ที่เข้ามาจุ้นจ้านสองสามคนพูดจาว่าร้าย ทำให้เธอโกรธจนเกิดการทะเลาะกับลูกค้าในเวลาทำงาน
ปกติพวกเธอชอบทำตัวหยิ่งยโสจนเคยชินไม่มีใครกล้าไปหาเื่พนักงานขายพวกนี้ แต่ครั้งนี้พนักงานขายคนนั้นไม่รู้ตัวเลย ว่าตัวเองได้ทำผิดต่อลูกค้าอย่างร้ายแรง
เมื่อลูกค้ากลุ่มใหญ่มีปัญหาผู้จัดการที่ซ่อนตัวอยู่ถึงแม้จะไม่เต็มใจออกมา แต่สุดท้ายก็ต้องออกมาระงับความโกรธของทุกคน
ในที่สุด เื่ก็จบลงด้วยการที่พนักงานขายปากร้ายคนนั้นถูกหักเงินเดือนทั้งสิ้นหนึ่งเดือน เื่ทั้งหมดถึงได้สงบลง
แน่นอนว่าสวีเถาเถาไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะเธอได้เดินออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ถึงแม้ว่าจะซื้อลิปสติกไม่สำเร็จ แต่สวีเถาเถาคิดว่าไหน ๆ ก็ลงทุนเดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ควรจะกลับบ้านไปตัวเปล่า จึงลงไปที่แผนกขายของชำชั้นล่างซื้อขนมพุทรากวนสองชั่ง
ของในยุคนี้ไม่ต้องพูดถึงเื่รสชาติเลย รับรองว่าทำจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพจริง ๆ สวีเถาเถากินไปหนึ่งชิ้นก็รู้สึกอิ่มแล้ว ที่เหลือเธอจะเอากลับบ้านให้คนในครอบครัวได้ลองชิม
พอตกเย็นคนในบ้านตระกูลสวีที่ไปทำงานก็พากันกลับมาบ้านขนมพุทรากวนที่สวีเถาเถาซื้อมาก็ได้รับความนิยมจากทุกคน สวีกั๋วเฉียงยัดขนมพุทรากวนเข้าปากพลางหยิบปิ่นโตอะลูมิเนียมออกมาจากด้านหลังอย่างภูมิใจ สวีเถาเถามองอย่างสงสัย แล้วก็ได้เห็นสวีกั๋วเฉียงเปิดฝาออกอย่างรวดเร็ว
"แต่น แต่น แต๊น! ฮ่า ๆ ๆ นี่คือ...หมูตุ๋นน้ำแดง! น้องเล็กพี่รองของเธอเก่งไหมล่ะ คืนนี้พวกเราจะได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงกัน กินเยอะ ๆ นะรู้ไหม ร่างกายเธอยังดูอ่อนแออยู่เลย!"
"ทำไมถึงกลายเป็ความดีความชอบของนายคนเดียวล่ะ ฉันก็ไปด้วยนะ" พี่ชายคนโต สวีกั๋วหัว พูดขึ้นเมื่อเห็นน้องชายคุยโวคนเดียว
สวีกั๋วเฉียงหัวเราะเยาะพี่ชาย "พี่ยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ พี่แค่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันฟาดหัวไอ้หวังลี่นั่นด้วยไม้กระบอง พี่คิดว่ามันจะยอมควักเงินออกมาให้ง่าย ๆ เหรอ?"
ขณะที่สวีกั๋วหัวกำลังจะแก้ตัว สวีลี่ลี่ก็กลับมาพอดี
เธอเข้ามาในบ้านก็เห็นหมูตุ๋นน้ำแดงในปิ่นโตบนโต๊ะ รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปทันที เธอหันมองพี่ชายทั้งสองคนด้วยความใ
"พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่ไปหาหวังลี่มาจริง ๆ เหรอ?"
สวีกั๋วเฉียงกลอกตามองบนใส่เธอ "แน่นอนสิ! หมูตุ๋นน้ำแดงก็อยู่ตรงนี้ไง!"
"พวกพี่ ทำแบบนี้ได้ยังไง!"
สวีลี่ลี่โกรธจนตัวสั่น ชี้นิ้วไปที่หมูตุ๋นน้ำแดงบนโต๊ะ ดวงตาแดงก่ำ สวีเถาเถาเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าพี่สาวของเธอคนนี้ยังไม่ตัดใจจากหวังลี่
จ้าวซิ่วหลานวางชามข้าวลงเสียงดัง 'ปัง' ทำหน้าบึ้งตึงและพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
"จะร้องไห้ทำไม พ่อแม่ยังไม่ตายสักคนเลยนะ!"
สวีต้ากวงแอบส่งสายตาให้ลูกสาวคนโต เขาพยายามพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ลูกเอ๊ยเ้าหวังลี่คนนั้นเขาไม่ได้ชอบลูกหรอกนะ เขาแค่หลอกลูกสาวของพ่อเล่น ๆ เท่านั้น ยังมีหนุ่มหล่ออีกตั้งเยอะแยะ ลูกไม่จำเป็ต้องสนใจเขาหรอกนะ"
"แต่ฉันสนนี่! ฉันสนใจแค่เขา! พวกคุณใจร้ายเกินไปแล้ว! ฉันแค่อยากมีครอบครัวของตัวเองมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณให้กำเนิดฉันออกมาขี้เหร่แบบนี้ ฉันคงไม่ต้องอยู่จนแก่ป่านนี้แล้วยังไม่ได้แต่งงานสักที! พวกคุณรู้ไหมว่าคนอื่นเขาเรียกฉันว่ายัยขี้เหร่ เด็ก ๆ เห็นฉันก็ร้องไห้ แถมยังพากันขว้างก้อนหินใส่ฉันในที่สุดก็มีผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าเขาจะแต่งงานกับฉันแต่พวกคุณก็ทำทั้งหมดนั่นพัง ทุกอย่างมันเป็เพราะพวกคุณนั่นแหละ!"
สวีลี่ลี่ระบายความน้อยอกน้อยใจออกมา บอกเล่าความโกรธที่มีต่อคนในครอบครัวตัวเอง
และอธิบายถึงความสิ้นหวังที่อายุมากขนาดนี้แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถแต่งงานได้
ทุกคนในบ้านตระกูลสวีพูดอะไรไม่ออกสักคำต่างก็พากันมองไปทางสวีลี่ลี่