ชายหนุ่มทั้งสองต่างก็มองหน้ากันอยู่แวบหนึ่ง ครั้นเห็นชายหนุ่มหัวเราะร่า ขึ้นไปบนหุบเขาม้อซาน “เจ้ารู้สึกคุ้นหน้าไอ้เด็กนั้นหรือไม่”
“อืมๆ ข้าก็คิดเหมือนเจ้า แต่ข้าคิดอย่างไรก็จำเขาไม่ได้”
ส่วนด้านอี้เฉิน ที่เดินสืบฝีเท้าขึ้นไปพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนเขายกยิ้มยินดี ออกมาน้อยๆ เหมือนว่าเวลา5ปีกว่าๆ ผู้คนจะลืมชื่อแม้กระทั่งหน้าตา ของเขาไปหมดแล้วในยามนี้
ไม่รู้ว่ายามนี้ หลินเฟยกับ เยว่ชิงเซียน นางจะจำเขาได้หรือไม่ อี้เฉินถอนหายใจออกมาน้อยๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เพิ่มขึ้น ตามกาลเวลา แถมเขายังดูอ่อนเยาว์อยู่เช่นนี้ มันต้องทำให้ หลายคนประหลาดใจแน่ๆ ไม่คิดการผลัดเปลี่ยนไขกระดูก จะทำให้ผิวพรรณ ใบหน้าของอี้เฉินดูอ่อนเยาว์ลง
ก่อนสตรีน้อยศิษย์สำนักพิรุณ ที่มองดูภายนอก อายุน่าจะ ไล่ๆ กับอี้เฉิน เดินสืบฝีเท้าเข้ามาไต่ถามอี้เฉิน จากความแปลกใจของนาง “เจ้าอายุเท่าไรกันแน่เหตุใด ถึงไปอยู่ในขั้นเทพสวรรค์ได้”
อี้เฉินหันไปมองด้านข้างอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยพูดออกมา “สาวน้อย เจ้าถามข้าเช่นนั้นหรือ?”
หญิงสาวนางนั้น นางมีสีหน้าไม่พอใจในทันใด “ข้าก็ถามเจ้านั้นและ ไอ้เด็กโง่”
อี้เฉินคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนตอบออกไป “ราวๆ 55ปีกระมัง”
คำพูดนั้นของอี้เฉิน ทำให้พวกคนสำนักพิรุณ ต่างก็ครุ่นคิดขึ้นมาในทันใด โดยเฉพาะผู้ที่ถูกเรียกขานว่าพี่หญิง นางไม่คิดว่า อี้เฉินจะอายุ ไล่ๆ กับนางไม่ห่างมากนัก ทว่าเหตุใด ชายหนุ่มถึงดูเด็กเช่นนี้เล่า ราวกับเขาอายุ17-18ปีไม่ขยับไปไหน
ก่อนนางจะกล่าวตักเตือน คำพูดของศิษย์ในสำนัก ไม่แน่ชายหนุ่ม ที่อยู่เบื้องหน้านาง อาจจะเป็น ผู้มีพรสวรรค์ หรืออัจฉริยะที่ไหนสักแห่ง บนทวีปแห่งนี้ก็เป็นได้ “เจ้าอย่าพูดจาเสียมารยาท กับคุณชายท่านนี้”
หญิงสาวทำปากมุ่ยในทันที “ข้ารู้แล้วน่าพี่หญิง”
ก่อนที่นางจะชี้นิ้วออกไปเบื้องหน้า ที่มีเมฆหมอกหนาตา ปกคลุมไปทั่วบริเวณทางขึ้น แม้แต่แสงแดดยามสายก็ไม่อาจ ทำให้มันสลายลงไปได้ รับรู้ถึงความไม่ธรรมดา ของสถานที่แห่งนี้ในทันใด “หากเราผ่านบริเวณนี้ไปได้ ก็จะขึ้นไปด้านบนส่วนยอด ที่จัดงานชุมนุมได้”
ครั้นพวกเขาเดินฝ่าเข้าไป ไม่นาน ร่างพวกเขา ก็ราวกับถูกส่งขึ้นไปบนยอดเขาสูง ราวกับสถานที่แห่งนั้น เป็นที่ประทับของเซียนโบราณ มองเห็นสวนดอกไม้ทอดยาวออกไปไกล ใจกลางที่เด่นสะดุดตาปรากฏ ศาลาหยกขาว หลังใหญ่วิจิตรงดงาม ให้ความรู้สึกจิตผ่อนคลายลงไม่น้อย
รอบด้าน ต่างก็เต็มไปด้วยผู้คนไม่น้อย เดินกันขวักไขว่ แถมพวกเขาเหล่านั้น ยังไม่ธรรมดา ปลดปล่อยริ้วคลื่น ปราณพลัง ของผู้เยี่ยมยุทธ์ แผ่ซ่านออกมาทั่วสารพางค์กาย พร้อมกับกลิ่นอายความน่าคร้ามเกรงโดดเด่นขึ้นมา แตกต่าง จากจอมยุทธ์ทั่วไป
ทว่าในกลุ่มของพวกอี้ประมือฉิน มีเพียงผู้ที่ถูกขานเรียกว่า ศิษย์พี่หญิงเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปด้านในได้ ส่วนพวกอี้เฉิน ก็ต้องรออยู่บริเวณรอบนอก เฉกเช่นผู้ติดตาม คนอื่นๆ
ไม่นานที่พวกเขาเดินลัดเลาะ ตามทางเดิน มาอยู่บริเวณ สวนดอกหญ้าที่ปลิวไสว อี้เฉินกับศิษย์สำนักพิรุณ ก็หยุดอยู่บริเวณสถานที่แห่งนั้น รอบๆ เองก็มีคนอื่นๆ ทยอยกันมามุงดู ไม่ขาด
ก่อนเสียงชายหนุ่ม จะชี้ออกไปหาสตรีนางหนึ่งที่สืบฝีเท้าเข้ามา ภายในงานชุมนุม “นั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์ เยว่ชิงเซียน นางมาแล้ว งดงาม สมคำกล่าวขานจริงๆ”
“ใช่ๆ แค่มาเชยชมความงดงามของนางก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”
อี้เฉินครั้นได้ยินผู้คนกล่าวขานนามของ เยว่ชิงเซียน เขาหันไปมองนางในทันใด ยามนี้เยว่ชิงเซียน เหมือนสาวงามสะพรั่ง ยากจะหาใครเทียบเคียงได้ ดูเหมือนสาวงามอายุราวๆ 23ปี อยู่ในช่วงที่งดงามที่สุด ของสตรีในยามนี้ ด้วยคิ้วโค้งเป็นคันศร ปากอวบอิ่มได้รูป ผิวขาวเนียนละเอียด ราวกระเบื้องแก้ว ประหนึ่งกับเซียนหญิง ที่หลุดออกมาจากภาพวาด สะกดสายตาเหล่าบุรุษได้ไม่น้อย

ทว่าเมื่ออี้เฉินเหลือบไปเห็นชายหนุ่มข้างๆ เยว่ชิงเซียน เป็นคุณชาย รองตระกูลวัง อย่างเทียนซง เขาถึงกับหน้าบูดบึ้งน้อยๆ ก่อนจะกล่าวพูดพึมพำออกมา “ไหนว่าเป็นงานชุมนุม ของจอมยุทธ์รุ่นใหม่ ไฉนขั้นเทียบเท่าเจ้าสำนัก ถึงมาอยู่ภายในงาน ของจอมยุทธ์รุ่นใหม่ได้เล่า”
แม้เสียงอี้เฉินกล่าวพูดจะไม่ดังมากนัก ทว่าคนรอบด้านต่างก็ได้ยินชัดแจ๋ว ก่อนน้ำเสียงผู้ติดตาม ของเผ่าอีกาอเวจี จะกล่าวพูดขึ้น “คุณชายวังจิน เป็นหัวเรือหลัก ไม่แปลกที่ พี่ชายของเขาจะเข้ามาได้ เจ้าไปอยู่ รู ไหนมาถึงไม่รู้เรื่องพวกนี้”
เหล่าศิษย์สำนักพิรุณ เดือดดาลแทนอี้เฉินในทันใด ก่อนอี้เฉินจะส่ายหัวออกมา บอกกล่าวพวกเขา “ไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่ต้องคิดมาก ไอ้พวกเผ่าอีกาอเวจี ไม่กี่ตัว ปล่อยพวกมันไปเถอะ ถือว่าปล่อยนกปล่อยกา”
“เจ้า! เจ้า! ช่างสามหาวนัก” พวกเผ่าอีกาอเวจี เดือดดาลเป็นโทสะในทันใด ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรอี้เฉิน กลัวจะทำให้นายน้อย ของพวกเขาเสียหน้า
แม้แต่ศิษย์สำนักพิรุณ ยังไม่อยากเชื่อคำพูดนั้น จะหลุดออกมาจากปากของ ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาในยามนี้
อี้เฉินที่กวาดสายตา ไปเห็นซีเยว่ กับซีเผิง โม่กวาง กงหนาน สัตว์วิเศษ เยว่ เยว่ เจ้าสมิงน้อย อี้เฉินเขาอมยิ้มออกมาน้อยๆ ที่เห็นมิตรสหายของเขายังอยู่ดีมีสุข ก่อนอี้เฉินจะรีบหลบเลี่ยงสายตา ครั้นรับรู้ถึงความรู้สึกเฉียบคมของ ซีเผิง จ้องมองมาที่ตัวเขาอยู่แวบหนึ่ง
ก่อนอี้เฉินถอนหายใจ ส่ายหัวออกมาเมื่อสายตาคู่นั้น กวาดเลยตัวเขาไป อี้เฉินในยามนี้ เขายังไม่อยากให้เป็นเรื่องวุ่นวาย อยากจะรู้สถานการณ์โดยรอบ อย่างละเอียด
ทว่าเมื่ออี้เฉินเห็นคนตระกูล เซียน จากดินแดนจักรพรรดิ เดินสืบฝีเท้า มาร่วมงาน มันก็ทำให้เขาหนังตากระตุกน้อยๆ เมื่อเห็นคนคุ้นเคย อย่างคุณชาย จ้าวอี้เทียน ที่เคยอยู่ภายในดินแดนเบื้องล่างเฉกเช่นเดียวกับตัวเขา
แถมอี้เฉินยังเคยประมือกับเขามาก่อน สืบฝีเท้ามาพร้อมกับ บุตรสวรรค์หนิงชวน พูดคุยกับ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิงอย่างสนิทสนม แม้แต่มารพุทธ ทงอี้ ราชันน้อย เหรินเจิ๋ย เสียงสังหารเฉินอิน พวกเขาเหล่าจอมยุทธจำศีล ต่างก็ถูกเชื้อเชิญ เข้ามาภายในงานชุมนุมอย่างพร้อมเพรียง
อี้เฉินไม่คิดเลยว่า เขาจะได้พบเจอคุณชาย ตระกูลเซียนอีกครา แต่ยามนี้เหมือนว่า จ้าวอี้เทียน ตำแหน่งของเขาจะสูงไม่น้อย ขั้นพลังของเขาเองก็ดูจะประมาทไม่ได้เช่นกัน
ทว่ากลุ่มคนที่ไม่สบอารมณ์ที่สุด เกรงว่าจะเป็นพวก คนด่านในราชวงศ์ อย่างองค์ชายชิงไป๋ยี่ องค์ชายซือจงเทียน แห่งสองราชวงศ์ใหญ่
พวกเหล่าจอมยุทธ์สายเลือดใหม่อย่าง หลี่หยวน แห่งสำนักหยินหยาง หงส์เหมิง แห่งสำนักเซียนสวรรค์ คู่กัดของเยว่ชิงเซียน นางก็มาอยู่ยังสถานที่ชุมนุมแห่งนี้เช่นกัน หลายๆ คน ล้วนเป็นคนที่อี้เฉินคุ้นเคยใบหน้า ไม่คิดว่าพวกเขา จะมารวมตัวกันยังสถานที่แห่งนี้ อย่างพร้อมเพรียง
ก่อนเสียงหนึ่งจะกล่าวขึ้นมาอีกครา “พวกเจ้าดูนั้นเร็ว หัวเรือใหญ่ อย่าง คุณชาย วังจินมาแล้ว แถมสตรีที่เดินมาไม่ห่างคุณชาย อย่างหมอหญิง หลินเฟยก็มาด้วยเช่นกัน ว่ากันว่า นางเก่งกาจ เรื่องการรักษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบาดแผลที่โดนพิษ ไม่มีพิษไหนที่นางรักษาไม่ได้ แถมวัฏจักรการสร้างของนาง ยังก่อร่างขึ้นมาจนเกือบจะสมบูรณ์”

“อืมๆ ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน ไฉนนางยังอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ อยู่เลยเล่า”
“เจ้าอย่าพูดเสียงดังไป หากคุณชายวังจินได้ยิน เดียวเจ้าจะเจ็บตัวเอา ไม่รู้หรือว่า คุณชายวังจินเกี้ยวพาราสี แม่นางหลินเฟยอยู่ หากเขารู้มีใครนินทา สตรีของเขาลับหลัง เดี๋ยวได้กลายเป็นเรื่องใหญ่เอาหรอก”
คุณชายวังจินที่ได้ยินเสียงซุบซิบของผู้คน เขายกยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวพูดออกมาเสียงดังก้อง “ขออภัยทุกท่านภายในสถานที่แห่งนี้ ข้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ แท้ๆ กลับมาช้าเฉกเช่นนี้ ที่ข้าจัดการชุมนุมครานี้ขึ้นมา อยากจะกล่าวพูดคุย ถกเถียงถึงเรื่องในอนาคตของพวกเราเหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่”
หลายคนได้ยิน ต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดี ทว่าองค์ชายทั้งสอง พวกเขากลับไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก มองปราดเดียวก็รู้ ว่าคุณชายวังจินผู้นี้อยากโดดเด่น ภายในงานชุมนุมครานี้
ก่อนคุณชายวังจิน จะยกฝ่ามือขึ้น หยุดเสียงโห่ร้อง ของเหล่าผู้คน ก่อนจะสืบฝีเท้าเข้าไปนั่งภายในศาลา พร้อมกับผู้เยี่ยมยุทธ์คนอื่นๆ ก่อนจะกล่าวพูดถึงเรื่อง ผู้ยิ่งใหญ่ภายในดินแดนจักรพรรดิ ออกตามหาเหล่าผู้มีพรสวรรค์ ขึ้นไปฝึกตนบนดินแดนจักรพรรดิ ทำให้ผู้คนที่ได้ยินข่าวคราว ต่างก็โหร้องยินดีกันไม่น้อย
ทว่าอี้เฉินกลับหน้าบูดบึ้ง สงครามมหาทวีปยังไม่จบ คนดินแดนจักรพรรดิ พวกเขาก็คิด จะเข้าแทรกแซงดินแดนเทพ แล้วเช่นนั้นหรือ บางคนเองก็คิดเฉกเช่นเดียวกับอี้เฉิน ส่งให้รอบๆ เต็มไปด้วย บรรยากาศที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดถนัดตา