ณ ยามเว่ย (未 13:00) องค์หญิงหย่งชิงได้ปลอมพระองค์ด้วยชุดลำลองสีเหลืองทองพร้อมด้วยหมวก เพื่อใช้ปกปิดศักดิ์ฐานะ เพศสภาพและผมยาวสลวยเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วหลังจากเสด็จเข้าห้องสอบไปแล้วก็ประทับบนพระราชอาสน์ของอิงจงฮ่องเต้ แล้วแกล้งสังเกตดูบัณฑิตหน้าขาวทั้งหลายซึ่งต่างก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันอย่างเร็วจี๋ เพื่อให้ทันต่อเวลา
และด้วยการบัณฑิตก้งซื่อแทบทุกคนต่างก้มหน้าก้มตามาตั้งแต่ต้น และแม้จะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของอิงจงฮ่องเต้ก็ไม่กล้าเงยหน้าจ้องมอง จึงไม่ทราบลูกเล่นขององค์หญิงหย่งชิงแต่ประการใด จะยกเว้นก็แค่เพียงชายหนุ่มผู้หนึ่งเท่านั้นกระมัง ?
พอผ่านไปเกือบ 1 ชั่วยาม องค์หญิงจอมซนก็เริ่มเบื่อหน่ายที่การต้องคอยนั่งนิ่ง ๆ ชมอยู่บนเก้าอี้เช่นนั้นแล้ว จึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรวจตราไปทั่วทั้งห้องโถง โดยมีขันทีชราจาก ‘สำนักบูรพา’ ผู้หนึ่งเดินตามเพื่อคอยอารักขาตามธรรมเนียม
ฝ่ายหย่งชิงเมื่อเห็นใบหน้าและท่าทางของเหล่าบัณฑิตซึ่งเอาแต่ท่องตำราในห้องหอมาหลายปีแล้ว ใบหน้าของพวกเขาจึงซีดจาง ทั้งยังดูผอมแห้งเป็นอันมาก และบางรายก็สูงโปร่งจนดูน่ากลัวอย่างที่สุด หนำซ้ำส่วนใหญ่อายุอานามก็มาโขกันอยู่ แล้วชะรอยจะมากกว่า 30 ปีขึ้นไป
ซึ่งหากเทียบกับพระองค์ซึ่งมีอายุเพียง 15 ปี ย่อมมากกว่าถึง 1 เท่าตัว ก็ยิ่งรู้สึกไม่เข้าตาน่ามองเลยสักนิดเดียว
แต่พอมองไปทางฝั่งซ้ายมือเห็นแผ่นกระดาษสีแดงแต่มีขนาดเล็ก ๆ เขียนข้อความบางอย่างเอาวไว้แล้วติดไว้ที่ผนังห้องก็มีความสงสัยนัก จึงก้าวเดินไปทางซ้ายมือเพื่อจะเข้าไปอ่านใกล้ ๆ แผ่นป้ายนั้น
ส่วนฝ่ายหยางไคซึ่งกำลังเขียนงานวิจัยอยู่ ก็เริ่มสัมผัสได้ว่ามีคนเดินมาใกล้ ทั้งกำลังเงยหน้ามองสิ่งใดบนผนังห้องอยู่ก็เริ่มมีความสงสัย จึงลองกวาดสายตาขึ้นไปเช่นเดียวก็เห็นป้ายสีแดงแผ่นหนึ่งเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า
###########################
# เบื้องหน้าข้อสอบ ทุกคนล้วนเท่าเทียม #
##########################
ครั้นชายหนุ่มอ่านแล้วก็รู้สึกได้ถึงความหมายอันยิ่งใหญ่นั้น เพราะด้วยการสอบนี้เองที่ทำให้เขาและบัณฑิตอีกหลายร้อยหลายพันหรือหลายหมื่นคน สามารถยกระดับฐานะจากชนชั้นอันแร้นแค้นขึ้นสู่สถานภาพอันทรงเกียรตินี้ได้ โดยไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะใด ๆ ของผู้สอบไล่นี้เลยแม้แต่นิดเดียว
ฝ่ายองค์หญิงหย่งชิง เมื่อได้อ่านข้อความบนแผ่นกระดาษของอดีตองค์ฮ่องเต้แล้วย่อมปราศจากความรู้สึกอันใดเลยแม้แต่นิดเดียวด้วยตนนั้นอยู่ในสถานะอันสูงส่งที่สุดแล้ว แต่ครั้นมองลงมาที่โต๊ะสอบที่ตั้งอยู่เยื้อง ๆ กันนั้นเอง ก็เห็นบัณฑิตก้งซื่อผู้หนึ่งกำลังเงยหน้าขึ้นอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเช่นกัน ทั้งยังมีความตั้งใจเป็นอันมาก แต่ชายหนุ่มผู้นี้ก็ช่างมีความแตกต่างออกไป จากเพศตรงข้ามทุกคนที่นางเคยเห็นมาตลอดทั้งชีวิต
คือชีวิตที่อยู่เพียงวังหลังพบเจอเพียงนางในวัง ส่วนบุรุษเพศนั้นก็พบเจอเพียงแต่ขันทีกับพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ซึ่งแม้จะมองดูแล้วสบายตามกว่าขันทีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังไม่น่าเมียงมองเท่ากับบุรุษที่อยู่ตรงหน้านี้เลย
ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเอาแต่จ้องกระดาษสีแดงแผ่นนั้น นางก็ยิ่งได้โอกาสจ้องมองเขาได้นานขึ้น จึงมองลงมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นไหล่ของกว้างอย่างที่ไม่เคยได้เห็นจากที่ไหน และยิ่งรู้สึกได้ถึงอบอุ่นอันแปลกประหลาดในนั้น ?
แต่แล้วจู่ ๆ ชายผู้นั้นก็สัมผัสถึงบางอย่างได้ จึงหันขวับมาจ้องที่ใบหน้าน้อย ๆ ของนางโดยไม่คาดคิด เด็กสาวจึงเกิดอาการตกใจทำอะไรไม่ถูกพลันชักเท้าถอยกลับ แต่ด้วยกางเกงที่ค่อนข้างจะหลวมเนื่องด้วยมิใช่ฉลองพระองค์ของตนจึงเกิดการสะดุดขาของตัวเองขึ้น จนทำทีจะล้มลงเองเสียแล้ว!!
ฝ่ายหยางไคซึ่งจดจำพระพักตร์ของอิงจงฮ่องเต้ได้อย่างแม่นยำ เมื่อหันมาเห็นเป็นใบหน้าของสตรีที่แต่งกายเลียนแบบเจ้าชีวิตเช่นนั้นก็มีความสงสัยอยู่ แต่ก็ดูน่ารักอยู่ไม่น้อยทั้งยังมีส่วนคล้ายอิงจงฮ่องเต้อยู่สักประมาณ 5-6 ส่วน แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสียหลักจนจวนจะลมคะมำลงเช่นนั้นก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้ จึงลุกขึ้นแล้วขยับท่าร่างด้วยความรวดเร็วที่สุด!!
ฝ่ายขันที่เฒ่าที่ติดตามอารักขามานั้น ย่อมไม่มีความธรรมดาเป็นอันขาด
ครั้นเห็นยอดฝีมือปรากฏตัวขึ้นในหมู่บัณฑิตก้งซื่อก็มีความตกใจเป็นอันมาก และแม้ตนจะเดินตามองค์หญิงหย่งชิงเพื่อคอยอารักขาอยู่แต่ก็ต้องเว้นระยะไว้พอสมควร จึงเกิดช่องว่างอันห่างไกลระหว่างคนทั้งสองคนขึ้น ทั้งยอดฝีมือผู้นั้นก็อยู่ใกล้นางเพียงเอื้อมมือเท่านั้น
จึงเร่งโคจรพลังลมปราณขึ้น และหากพบว่าบัณฑิตยอดฝีมือผู้นั้นมีเจตนาร้าย เขาก็จำเป็นจะต้องใช้วิชาลับออกไปแล้ว!!
ด้วยขันที ‘ปี้หลัน’ ผู้นี้ ก็เป็นถึงผู้บัญการแห่งสำนักบูรพาอันเลื่องชื่อ
ซึ่ง ‘สำนักบูรพา 东厂’ นี้ มีหน้าที่ดุจมือปราบหน่วยราชการลับแห่งวังหลวง ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่รัชสมัยในจักรพรรดิหย่งเล่อ โดยมีหน้าอารักขาและปฏิบัติภารกิจพิเศษที่ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิ ทั้งไม่อาจมีหน่วยงานใดแทรกแซง
ยกเว้นแต่เพียง ‘สำนักประจิม 西厂’ ซึ่งมีหน้าที่ถ่วงสมดุลอำนาจ โดยมีมหาขันทีหวังเจิ้น ผู้มีอำนาจทางการเมือง พ่วงด้วยตำแหน่งราชครูและหัวหน้าขันที ไปเป็นผู้บัญชาการสูงสุด
ส่วนมหาขันทีปี้หลัน (畢嵐) แห่งสำนักบูรพา แม้อำนาจทางเมืองของเขาต้อยต่ำกว่ามหาขันทีหวังเจิ้งอย่างมากมายสักเท่าใดก็ตาม แต่มีพลังฝีมือนั้นสูงส่งในต้น ๆ ของแผ่นดิน ทั้งเป็นผู้บัญญัติ 'พลังลมปราณทานตะวัน’ อันสามารถควบคุมพลังหยางอันร้อนแรงของบุรุษมาใช้ประโยชน์ได้ โดยแลกเปลี่ยนกับการ 'เฉือน' อวัยวะสำคัญของผู้ชาย เพื่อมิให้ไปกระตุ้นพลังหยางจนธาตุไฟย้อนกลับมาเผาผลาญตัวผู้ใช้วิชาเสียเอง
ในขณะที่ปี้หลันซึ่งกำลังทะยานร่างเข้ามาจนได้ระยะแล้ว จึงรีบหยั่งขุมพลังของบัณฑิตก้งชื่อผู้นั้นก็ยิ่งตกใจ
เพราะดูอีกฝ่ายอายุยังน้อยนัก แต่กลับอยู่ขอบเขตขั้นปลายของ [พลังก่อร่าง] จึงเกิดความตึงเครียดขึ้นมาอีก จากนั้นจึงตัดสินใจยกนิ้วชี้ขึ้น เพื่อลงมือสังหารอีกฝ่ายจากระยะไกล !!
แต่ทันใดนั้นก็เห็นกระบวนท่าอันหมดจดงดงามของชายหนุ่มจนเกิดความเพลิดเพลินอยู่บ้าง เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วแล้ว ฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองข้างต่างประสานงานกันอย่างลงตัวนัก
จากนั้นพอชายหนุ่มโถมตัวลงมาใกล้องค์หญิงแล้วก็ทำการแตะที่ไหล่เพียงเบาบางเพื่อให้นางทรงตัวกลับคืนได้ แต่หมวกสีทองที่นางสวมไว้เพียงหลวม ๆ อยู่นั้นก็ร่วงลงไปอีก แล้วส่งผลให้หมวยผมพร้อมปิ่นที่ม้วนอยู่ในนั้นก็สลายลงมาอย่างต่อเนื่อง!!
แต่ดูเหมือนชายหนุ่มผู้นี้จะมีสติปัญญาที่ว่องไวกว่าที่คิดไว้ เพราะเขารีบเอื้อมมือซ้ายไปคว้าเอาปิ่นที่ตกลงมานั้นไว้ ส่วนมือขวาก็คว้าเอาหมวกสีทอง จากนั้นจึงใช้พลังลมปราณบางอย่างม้วนวนเอาเส้นผมที่กำลังสยายลงมานั้นให้ย้อนกลับคืนขึ้นไป แล้วใช้ปิ่นทองเสียบกลับคืนให้พร้อมกับสวมพระมาลาอย่างแนบเนียน จึงย่อกายลงไปเพื่อทำความเคารพแล้วนิ่งค้างอยู่
ฝ่ายบัณฑิตก้งซื่อนั้นเพิ่งสังเกตุเห็นความผิดปกติ ทั้งยังเกิดเสียงดังจากการวิ่งสุดขีดของขันทีเฒ่าจึงต่างเงยหน้าขึ้นมามอง ก็เห็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่งกำลังทำความเคารพองค์ประมุข จึงละสายตาแล้วกลับมาสนใจกับงานเขียนของตนต่อไป
และด้วยกระบวนการที่รวดเร็วนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นได้ยกเว้นเพียงมหาขันทีปี้หลัวเพียงผู้เดียว ตนจึงรีบหยั้งพลังดัชนีเอาไว้แล้วคิดขึ้นในใจว่า
‘ช่างน่าหวาดเสียวนัก จนข้าเองก็เกือบลงมือสังหารอัจฉริยะรุ่นหลังด้วยอำมหิต ’
จากนั้นจึงเข้าไปน้อมกายต่อองค์หญิงหย่งชิง แล้วกล่าวด้วยความเคารพว่า
“ฝ่าบาท เชิญเสด็จ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหย่งชิงจึงกลับมามีสติอีกครั้ง ทั้งทราบว่าบัดนี้ตนยังรับบทบาทเป็นพระเชษฐาของตนอยู่ จึงก้าวพระบาทออกไปแต่พระเนตรยังชำเลืองดูบัณฑิตซึ่งคุกเข่าอยู่นั้น แล้วสังเกตเห็นเพียงป้ายติดเสื้อว่า ‘杨 หยาง’ จึงจดจำเอาไว้ในใจ
..แต่จนกระทั่งการสอบในวันแรกจบลงไปแล้ว ภาพต่าง ๆ ก็ยังวนเวียนรบกวนอยู่ภายในหัวใจของนาง จนสาวน้อยผู้นี้ยังไม่อาจข่มตานอนได้เลยทั้งคืน..