สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 57 วิชาต้องห้ามอันดับหนึ่งของสำนักหยุนซาน

    และแล้ว การประลองรอบรองชนะเลิศก็มาถึง


    หลี่ซวนและจ้าวเทียนเหอถูกเรียกตัวให้ก้าวขึ้นสู่ลานประลอง ทั้งสองยืนประจันหน้ากันคนละฝั่งสนามโดยไร้ซึ่งแววตาเกรงกลัวแม้แต่น้อย


    ในยามนี้ พวกเขากำลังยืนจ้องตากันอย่างไม่กะพริบ บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้ง หลี่ซวนจงใจแผ่จิตสังหารอันเย็นเยียบออกมาบางเบา ก่อนจะเอ่ยปากทำลายความเงียบ


    "ข้าให้โอกาสเจ้ายอมแพ้... หากไม่ล่ะก็ ข้าจะบดขยี้เจ้าให้ปางตาย"


    ประโยคนี้... คือคำพูดเดียวกับที่จ้าวเทียนเหอเคยกล่าวหยามเกียรติจางเหว่ยไว้ไม่มีผิดเพี้ยน!


    เมื่อจ้าวเทียนเหอได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่มักจะเรียบนิ่งหยิ่งยโสเสมอมาก็แสยะยิ้มออกมาร้ายกาจในทันที "หึ... คำพูดนี้ช่างดูคุ้นหูดีนี่ แต่หากมันหลุดออกมาจากปากของผู้อื่น ข้าคงพุ่งไปบั่นคอมันทิ้งเสียแล้ว แต่ในเมื่อมันออกมาจากปากคนที่แข็งแกร่งเช่นเจ้า... ข้าก็จะขอตอบเจ้าว่า 'ไม่มีทาง' ก็แล้วกัน"


    หลี่ซวนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ดี... เพราะข้าก็ไม่อยากได้ยินคำว่า 'ยอมแพ้'ออกมาจากปากของเจ้าอยู่แล้ว"


    "การประลอง... เริ่มได้!"


    สิ้นเสียงประกาศก้องของผู้อาวุโสผู้ตัดสิน จ้าวเทียนเหอก็ชักกระบี่ประจำกายออกมา พร้อมกับอัดฉีดพลังวิญญาณเข้าไปในตัวกระบี่ทันที


    ทว่า... หลี่ซวนกลับยืนเอามือไพล่หลัง นิ่งสงบไม่ไหวติงราวกับรูปสลัก รอให้จ้าวเทียนเหอเป็นฝ่ายเปิดฉากบุกเข้ามา


    "เหตุใดเจ้าถึงไม่ชักกระบี่ออกมา?" จ้าวเทียนเหอขมวดคิ้วถามด้วยความไม่สบอารมณ์


    "แค่เจ้า? ข้าเอาชนะได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธด้วยซ้ำ" หลี่ซวนตอบเสียงเรียบ


    "อวดดีนัก!" สีหน้าของจ้าวเทียนเหอแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวทันที เขาพุ่งตัวทะยานเข้าหาหลี่ซวนอย่างเต็มกำลัง หลี่ซวนเป็นแค่ศิษย์ไร้ชื่อที่ไม่ได้อยู่ในทำเนียบศิษย์หลัก ซ้ำยังโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ บังอาจมาทำโอหังอวดดีใส่ตนเช่นนี้ เขาจะไม่เดือดดาลได้อย่างไร!


    "วิชากระบี่สำนักหยุนซาน... กระบี่เมฆาสะท้านขุนเขา!"


    ฟึ่บ!!


    รังสีคลื่นกระบี่แนวยาวอันรุนแรงและบ้าคลั่ง ประดุจสามารถผ่าขุนเขาให้ขาดสะบั้นได้ทั้งลูก พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่หลี่ซวนทันที!


    หลี่ซวนลอบยิ้มเยาะในใจ แม้เขาจะไม่ได้ดึงพลังออกมาทั้งหมด ใช้เพียงแค่เจ็ดส่วน ก็น่าจะเพียงพอที่จะโค่นคนผู้นี้ได้แล้ว ถึงอย่างไรเขาก็ถนัดการใช้สองมือสองเท้าเปล่า ๆ มากกว่าการใช้กระบี่อยู่แล้ว แต่แค่หากอยากใช้วิชาที่แข็งแกร่งต้องใช้กระบี่แค่นั้นเอง


    เขายังคงไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง ก่อนจะผนึกพลังวิญญาณลงบนฝ่ามืออีกข้างแล้วกางฝ่ามือสวนกลับไปเต็มกำลัง!


    "ฝ่ามือสยบแปดทิศ!"


    ปั้งงง!!


    เสียงปะทะกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบฉีกขาด พลังสองสายระเบิดออกจนควันฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานประลอง


    จ้าวเทียนเหอสะบัดแขนเสื้อเพียงคราเดียว ฟูบ! กลุ่มควันทั้งหมดก็มลายหายไป เผยให้เห็นร่างของหลี่ซวนที่ยืนตระหง่านอยู่โดยไร้รอยขีดข่วน จ้าวเทียนเหอเบิกตากว้างก่อนจะเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง


    "ข้าสงสัยมันมานานแล้วเจ้าใช้วิชากระบวนท่าของสำนักข้าได้อย่างไร? หรือเจ้าขโมยมันมา" แต่ในใจของเขากลับค้านหัวชนฝา ‘มันจะขโมยไปได้อย่างไร? หากไม่ได้ปูพื้นฐานกระบวนท่าของสำนักหยุนซานมาตั้งแต่ต้น ย่อมไม่มีทางใช้มันออกได้ ซ้ำมันยังไม่ใช่ศิษย์หลักด้วยซ้ำ!’


    "หรือว่า... เจ้าเคยเป็นศิษย์ของสำนักพวกข้ามาก่อน?" จ้าวเทียนเหอโพล่งถามออกไป


    เมื่อได้ยินประโยคนี้ แม้แต่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักหยุนซานบนอัฒจันทร์ต่างก็ตื่นตระหนกตกใจ เพราะการจะใช้วิชานี้ได้ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างยาวนาน และต้องเรียนรู้ทักษะพื้นฐานลับที่มีเพียงคนในสำนักเท่านั้นที่รู้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่สามารถใช้วิชานี้ได้ในระดับลมปราณแรกเริ่ม... มีเพียงศิษย์อันดับหนึ่งอย่าง 'ฉืออิง' และอันดับสองอย่าง 'จ้าวเทียนเหอ' เท่านั้น!


    แล้วศิษย์จากสำนักรั้งท้ายอย่างเฟิงหยวน จะไปใช้วิชาเอกลักษณ์ของสำนักหยุนซานได้อย่างไร? ทว่าเมื่อเหล่าผู้คนในสำนักหยุนซานพิจารณาดูให้ดี หากมีศิษย์ที่หน้าตาหล่อเหลาและพรสวรรค์โดดเด่นระดับหลี่ซวนเคยอยู่ในสำนัก พวกเขามีหรือที่จะจำไม่ได้หรือคุ้นหน้าคุ้นตาได้อย่างไร?


    หลี่ซวนได้ยินข้อสันนิษฐานนั้น ก็ยกยิ้มมุมปากเผยให้เห็นแววตาที่เย็นชา "ข้าแค่เห็นเจ้าทำแว็บแรก... ข้าก็ทำตามได้แล้ว"


    "โกหก! เกรงว่าวิชาสำนักข้าคงหลุดรอดไปจนคนนอกแอบฝึกกันได้แล้วล่ะสิ ไม่งั้นเจ้าคงไม่มีทางใช้มันได้แน่!"


    "ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไม? ข้าแค่พูดความจริง วิชาของพวกเจ้า หากไม่นับพวกวิชาต้องห้ามที่ดูอลังการเหมือนสำนักอื่นล่ะก็... วิชาพื้นฐานพวกนั้นก็ไม่เห็นจะยากตรงไหน" เขากล่าวออกมาอย่างสบาย ๆ


    ที่หลี่ซวนกล้ากล่าวว่า 'ไม่เห็นจะยากตรงไหน' นั่นก็เป็นเพราะความสามารถของดวงตาสีครามของเขาต่างหาก หากให้เขาไปนั่งศึกษาและทำความเข้าใจวิชาพวกนี้ด้วยตัวเอง เกรงว่านั่งทำความเข้าใจเป็นเดือนก็คงยังเข้าใจไม่หมด แต่ด้วยเนตรของเขา เพียงแค่ปรายตามองครั้งแรก ก็สามารถลอกเลียนแบบกระบวนท่าได้ถึงเกือบสิบส่วนแล้ว


    "สามหาวนักนะ!!" จ้าวเทียนเหอกระทืบเท้าด้วยความเดือดดาล ก่อนจะหมุนตัวทะยานเข้าหาหลี่ซวนด้วยความเร็วสูงสุด


    "วิชากระบี่สำนักหยุนซาน... ระบำแหวกเมฆา!"


    ร่างของจ้าวเทียนเหอหมุนควงประดุจพายุกระบี่ที่บ้าคลั่ง พุ่งกวาดล้างเข้าหาหลี่ซวนหมายจะสับร่างให้เป็นชิ้น ๆ! หลี่ซวนเห็นดังนั้นกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย


    ฟู่ว... "คล้อยตามสายลม"


    ร่างของเขาพร่าเลือนหายไป ก่อนจะพุ่งสวนเข้าปะทะกับพายุกระบี่ในทันที!


    ด้วยระดับของหลี่ซวนในตอนนี้ เขาเห็นทุกการเคลื่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง มันเป็นเพียงการโจมตีแบบหมุนตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างภาพตกค้างของกระบี่ที่ซ้อนทับกันหลายเล่มเท่านั้น!


    หลี่ซวนใช้ความเร็วเพียงเจ็ดส่วน เบี่ยงตัวหลบและใช้มือเปล่าปัดป้องคมกระบี่เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำทุกเล่ม


    เมื่อจ้าวเทียนเหอเห็นท่าไม่ดีเพราะเห็นหลี่ซวนหลบได้หมด ก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยม โดยการทำเป็นแทงไปตรง ๆ เพื่อบีบให้หลี่ซวนหลบ แล้วเขาจะเบี่ยงทิศทางกระบี่ทันทีเพื่อหลอกล่อให้หลี่ซวนติดกับ


    แต่หลี่ซวนกลับไม่หลบ และพุ่งเข้าใส่คมดาบแล้วใช้มือปัดกระบี่ไปด้านข้าง จ้าวเทียนเหอที่เห็นว่าแผนของตนไม่ได้ผล ก็รีบตั้งสติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้แขนอีกข้างของตนเหวี่ยงหมัดใส่อย่างเต็มแรง หลี่ซวนกำลังจะใช้แขนรับหมัดนั้นไว้ แต่จ้าวเทียนเหอกลับเร่งใช้ความเร็วสูงสุดดึงหมัดกลับแล้วหมุนตัว หวังใช้กระบี่ตัดศีรษะของเขา!


    ทว่าหลี่ซวนกลับมองตามทันความเร็วของจ้าวเทียนเหอได้ทุกประการ เล่ห์เหลี่ยมตื้น ๆ ที่จ้าวเทียนเหอใช้ ตัวเขาก็เคยทำเป็นประจำตอนสู้กับอสูร ทำไมจะไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกนี้!


    เขาเบี่ยงตัวหลบกระบี่ไปด้านหลัง ก่อนจะฉวยโอกาสกำหมัดแน่น พุ่งตัวอัดกระแทกเข้าที่หน้าท้องของจ้าวเทียนเหออย่างจัง! จากนั้นจึงใช้สันมืออีกข้างสับลงบนท่อนแขนข้างที่ถือกระบี่อย่างเต็มแรงจนกระบี่หลุดกระเด็นออกจากมือ!


    แต่แทนที่จ้าวเทียนเหอจะลอยกระเด็นไปตามแรงปะทะ เขากลับกัดฟันกรอด ใช้แขนข้างที่เพิ่งถูกสับคว้าหมับเข้าที่แขนของหลี่ซวนที่ต่อยท้องเขาไว้แน่น แล้วง้างหมัดซัดเข้าที่ใบหน้าของหลี่ซวนทันที!


    ปั้ง!!


    หลี่ซวนไม่คิดจะหลบแม้แต่น้อย เขารับหมัดนั้นด้วยใบหน้าที่เย็นชา ทว่าวินาทีต่อมา... รอยยิ้มแสยะแบบเดียวกับตอนที่เขากำลังสนุกในการต่อสู้กับหลินเซวียนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า!


    "ต้องให้ได้อย่างนี้สิ!"


    ปั้ง!! หลี่ซวนสวนหมัดซัดกลับเข้าที่ใบหน้าของจ้าวเทียนเหออย่างหนักหน่วงเช่นกัน!


    "เฮือก!" จ้าวเทียนเหอแทบจะล้มทั้งยืน พลังหมัดของหลี่ซวนนั้นหนักหน่วงเหนือจินตนาการ ทว่าเขาก็ยังฝืนสวนหมัดกลับไปที่ลิ้นปี่ของหลี่ซวน


    หลี่ซวนที่รับหมัดเข้าไปเต็ม ๆ กลับยิ่งยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม


    ปั้ง!! หลี่ซวนซัดหมัดกระแทกกลับเข้าที่ลิ้นปี่ของจ้าวเทียนเหอคืนเช่นกัน!


    "แฮ่ก... เจ้า...!" จ้าวเทียนเหอถึงกับกระอักเลือดสีสดออกมา "อยากจะวัดพละกำลังกับข้างั้นหรือ? ย่อมได้!"


    สิ้นเสียง จ้าวเทียนเหอก็โคจรพลังวิญญาณเคลือบไว้รอบกาย หลี่ซวนเห็นดังนั้นก็ระเบิดพลังวิญญาณคลุมร่างตามเช่นกัน จากนั้น สองบุรุษบนลานประลองก็พุ่งเข้าซัดแลกหมัดกันตามจุดตาย โดยต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะตั้งการ์ดป้องกันแม้แต่น้อย!


    ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง!


    เสียงหมัดลุ่น ๆ กระแทกเนื้อดังสะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งสองผลัดกันต่อยแลกหมัดที่จุดตายกันด้วยแรงปะทะรุนแรงเสียจนมวลอากาศรอบลานประลองสั่นไหว!


    "นี่มันการต่อสู้บ้าบออันใดกัน! เหตุใดพวกเขาทั้งสองถึงไม่ยอมใช้วรยุทธ์เลยเล่า!?" เสียงผู้ชมโวยวายด้วยความไม่เข้าใจ


    "คงจะเป็นเพราะ... ต้องการวัดกันด้านพละกำลังร่างกายเพียว ๆ กระมัง ถึงยังไงจ้าวเทียนเหอก็เป็นถึงศิษย์หลักอันดับสองของสำนักหยุนซาน หากโดนหยามเกียรติโดยการที่อีกฝ่ายไม่ยอมชักกระบี่ออกมาสู้ด้วย เขาก็คงจะหัวเสียไม่น้อย เลยตั้งใจจะวัดพลังกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าใครเหนือกว่ากัน" ศิษย์จากสำนักหนึ่งบนอัฒจันทร์ผู้มีท่าทีฉลาดเฉลียวเอ่ยวิเคราะห์สถานการณ์


    ผ่านไปเพียงไม่นาน จ้าวเทียนเหอก็เป็นฝ่ายทนรับสภาพไม่ไหว เขาจำต้องใช้วิชา 'ฝ่ามือสยบแปดทิศ' รับหมัดที่กำลังกระแทกตน ก่อนจะผลักร่างของตนเองให้ถอยร่นทิ้งระยะห่างออกมา


    ปั้ง! ฟึ่บ!


    การแลกหมัดของทั้งสองยุติลง พร้อมกับเสียงของหลี่ซวนที่กำลังยั่วโมโห "เจ้าพอแค่นี้แล้วงั้นหรือ? แต่ข้ายังต่อได้อยู่นะ"


    ในยามนี้ ร่างกายของหลี่ซวนเต็มไปด้วยรอยแผลฟกช้ำดำเขียว ทว่าแม้จะดูเจ็บปวด แต่หากนำไปเทียบกับความทรมานจากการฝึกฝนโดยการใช้พลังวิญญาณอัดที่แขนจนระเบิดแหลกเหลวมาตลอดสามเดือน... อาการบาดเจ็บแค่นี้ถือว่าเทียบกับความเจ็บปวดนั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แถมเขาใช้พลังหมัดพวกนั้นไปเพียงแค่เจ็ดส่วน เขาไม่เชื่อหรอกว่าฝั่งตรงข้ามที่เป็นถึงศิษย์หลักอันดับต้น ๆ ของสำนักหยุนซาน จะรับพลังหมัดเพียงเจ็ดส่วนของเขาไม่ได้


    กลับกัน ด้านของจ้าวเทียนเหอในตอนนี้กำลังยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ขาทั้งสองข้างสั่นเทาไม่อาจยืนหยัดได้มั่นคง ซ้ำยังกระอักเลือดออกมาคำโตจากการฝืนรับหมัดของสัตว์ประหลาดอย่างหลี่ซวน


    ‘เจ้านี่มันสัตว์ประหลาดมาจากไหนกัน วัดด้านพละกำลังร่างกาย ข้าไม่สามารถสู้มันได้ ไม่ต้องพูดถึงด้านพลังวิญญาณที่มันน่าจะมีเทียบเท่ากับสหายฉืออิงเลย... ขืนสู้แบบนี้ต่อไป ข้าไม่มีวันชนะแน่ แต่ว่า...!’


    จ้าวเทียนเหอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สะกดกลั้นความเจ็บปวด ก่อนจะใช้พลังวิญญาณดึงกระบี่ที่ตกอยู่ให้ลอยกลับมาเข้ามือ ซึ่งหลี่ซวนก็ยืนมองอยู่เฉย ๆ โดยไม่คิดจะพุ่งเข้าไปขัดขวางแม้แต่น้อย


    หลี่ซวนตั้งใจจะต้อนจ้าวเทียนเหอให้จนมุมถึงขีดสุด บดขยี้ความเย่อหยิ่งของมันให้แหลกสลาย ก่อนที่จะปิดบัญชีเพื่อล้างแค้นให้จางเหว่ยอย่างสาสม โดยให้อีกฝ่ายต้องรับรู้ถึงความสิ้นหวังที่ไม่สามารถตอบโต้ตนเองได้เลยแม้แต่นิดเดียว


    "เจ้าจะกลับมาใช้กระบี่ต่องั้นสินะ? เช่นนั้นก็รีบ ๆ เข้ามาได้แล้ว" หลี่ซวนยกมือขึ้นกวักเรียกท้าทาย


    แต่จ้าวเทียนเหอกลับไม่สนใจท่าทียั่วยุนั้น เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า


    "ข้า... แฮ่ก ๆ... ข้าขอยอมรับเลยว่าเจ้านั้นแข็งแกร่งจริง ๆ... แต่ว่า...!"


    จ้าวเทียนเหอกระชับกระบี่ในมือแน่น และกระบี่ก็ลอยล่องขึ้นไปอยู่กลางอากาศ


    "นี่คือวิชาที่ปรมาจารย์กระบี่แห่งสำนักของข้าถ่ายทอดให้ศิษย์หลักสืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่น! หากเจ้าคิดว่ารับมันได้ ก็ลองดู!!"


    จ้าวเทียนเหอปล่อยกระบี่ขึ้นฟ้าใส่พลังวิญญาณเข้าไปเต็มสิบส่วน ปราณกระบี่มหาศาลปะทุขึ้นจนท้องฟ้าบิดเบี้ยว! เขาร้องตะโกนออกมาพร้อมกับอัดพลังวิญญาณเข้าไปในเสียงนั้นจนดังก้องไปทั่วพื้นที่


    "วิชาต้องห้ามอันดับหนึ่งของสำนักหยุนซาน!!" 


    "กระบี่ยักษ์ลือเลื่องชื่อ ฟ้าสยบ 


    ก้องพิภพทั่วหล้า พลันได้เห็น 


    กระบี่ใหญ่ฟาดไป ไร้คนเป็น 


    หมื่นผู้บำเพ็ญสยบใต้... เงากระบี่!"


    "กระบี่... สะท้านเมฆา!!"


    ทันใดนั้น ตัวกระบี่ก็ขยายขนาดใหญ่โตขึ้นจนบดบังแสงตะวันที่สาดส่องลงมา ทาบทับเงาทะมึนปกคลุมเกือบจะมิดทั้งลานประลอง! ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างตกตะลึงจนตาค้างเมื่อได้เห็นเงากระบี่ยักษ์ลอยตระหง่านอยู่บนกึ่งกลางฟากฟ้า


    ทว่า... หากนำไปเทียบกับชื่อวิชา 'สะท้านเมฆา' แล้ว กระบี่ยักษ์เล่มนี้กลับดูเล็กจ้อยไปถนัดตา สาเหตุก็เพราะระดับบำเพ็ญของจ้าวเทียนเหอยังต่ำเกินไป แม้เขาจะได้รับสืบทอดวิชาลับที่มีไว้สำหรับศิษย์หลักโดยเฉพาะ แต่ด้วยพลังในปัจจุบัน เขากลับไม่สามารถแสดงอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาได้ถึงหนึ่งในสิบส่วน เมื่อเทียบกับปรมาจารย์ของสำนักหยุนซานผู้เป็นคนคิดค้นวิชาด้วยซ้ำ


    แต่ทว่า... ความโชคร้ายอย่างถึงที่สุดของจ้าวเทียนเหอก็คือ ห้วงเวลานี้กลับเป็นเวลาเดียวกันพอดิบพอดีกับที่หลี่ซวนเคยใช้งาน 'เนตรคัดลอก' ไปเมื่อวาน!


    ก่อนที่จ้าวเทียนเหอจะทันได้ร่ายเจตจำนงวิชาจบ นัยน์ตาของหลี่ซวนก็พลันเปล่งประกายวาบ เปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีครามเข้มลึกล้ำ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า 'ความสามารถที่สี่' ของดวงตาคู่นี้ฟื้นฟูกลับมาพร้อมใช้งานแล้ว!


    หลี่ซวนเห็นเช่นนั้นก็ดีใจทันทีที่มันใช้เวลาฟื้นฟูเพียงหนึ่งวันแต่ยังไม่ทันได้ขบคิดเลยว่าวันนี้ตนจะนำความสามารถนี้ไปคัดลอกวิชาอันใดดี ทว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้ากลับนำ 'สุดยอดวิชา' มาส่งให้ถึงที่!


    ตั้งแต่วินาทีที่จ้าวเทียนเหอเริ่มขยับปากร่ายเจตจำนงวิชา จนกระทั่งปราณกระบี่ควบแน่นขยายขนาดเป็นกระบี่ยักษ์ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ทุกการไหลเวียนของพลังวิญญาณ ทุกการเคลื่อนไหวของกระบวนท่า ตลอดจนเจตจำนงที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวกระบี่ยักษ์เล่มนั้น... ล้วนถูกเนตรสีครามเข้มของหลี่ซวนจดจำและทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งทั้งหมด!


    หลี่ซวนลอบยิ้มกริ่มในใจด้วยความยินดีปรีดาทันที


    ‘ที่แท้ความสามารถคัดลอกวิชานี้ ก็มีเงื่อนไขระยะเวลาพักฟื้นหนึ่งวันเต็มสินะ... และวิชาของเจ้านี่ก็ถือเป็นวิชาชั้นเลิศจริง ๆ! แม้ในยามนี้จะยังไม่รู้ว่าจะสามารถใช้กระบวนท่านี้ออกมาได้ทันทีหรือไม่ แต่ด้วยเนตรที่จดจำวิชาของมันไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากข้ากลับไปฝึกฝน ข้ารู้สึกว่ามันย่อมต้องสามารถใช้งานมันออกมาได้อย่างแน่นอน’


    หลี่ซวนเงยหน้ามองกระบี่ยักษ์ของจ้าวเทียนเหอที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะก้มลงมองมาที่จ้าวเทียนเหอ แล้วแสยะยิ้มกว้าง แววตาแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต


    ‘ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์ใจกว้าง... มอบสุดยอดวิชาชั้นเลิศมาให้ข้าถึงที่ขนาดนี้ หากข้าไม่ “ตอบแทน” เจ้า... ก็คงจะเสียมารยาทแล้ว’

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน