สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 259 ข้ามาช้าไปอีกแล้ว?

        “ไม่ตอบ? แสดงว่าใช่สินะ?” ภายใต้แสงจันทร์และแสงดาวที่สาดส่องลงมาร่างสูงตรงหน้าก็ค่อยๆ ดึงดาบยักษ์ขึ้นมาอย่างช้าๆ “ข้าอัศวินโกลด์เซนต์เลโอแฟรงก์ แลมพาร์ด หนึ่งในสิบสองอัศวินโกลด์เซนต์ ผู้ใต้บังคับบัญชาของราชาแซมบอร์ด มาที่นี่เพื่อฆ่า!”

        ราชาแซมบอร์ด?

        ในที่สุดเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตก็รู้ที่มาที่ไปของหายนะในครั้งนี้

        ที่แท้ก็คือราชาแซมบอร์ด?

        เป็นราชาแซมบอร์ดจริงๆ?

        “ทุกคน…ฆ่า!” ในใจของ 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์คิดจะถอยหนีเขาแอบเดินถอยหลังไปอย่างช้าๆ ในขณะที่โบกมือไปด้านหน้าเพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังบุกเข้าไปสายตาของเขาเริ่มกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาทางหนี

        วินาทีต่อมา

        กำปั้น

        ตรงกลางกำปั้นของแลมพาร์ดมีจุดแสงสว่างสีขาวแสบตาเปล่งประกายออกมา จนสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน

        จุดแสงนี้มีประกายสายฟ้าออกมาจากนั้นลำแสงก็ค่อยๆ ขยายออกเป็นวงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อแสงสว่างที่เจิดจ้านั่นทำให้ทหารรับจ้างดาบโลหิตรู้สึกแสบตา

        หมัดสายฟ้า!

        ทหารรับจ้างดาบโลหิตเห็นแค่คนตรงหน้าหายตัวไป

        ทุกคนยังยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ไม่นานพวกเขาก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าร่างของตัวเองได้สูญเสียการควบคุมไปในช่วงเวลาที่มัวแต่สับสนงุนงง ทันใดนั้นปึกๆๆๆ…เสียงหมัดต่อยชุดเกราะก็ดังขึ้นเป็นชุดพวกเขาตกใจกลัวเมื่อเห็นชุดเกราะของตัวเองยุบเป็นรอยหมัดอย่างชัดเจนตามมาด้วยเสียงกระดูกหักดังลั่น แม้แต่ 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์ก็ไม่มีข้อยกเว้น

        มีเพียงคนที่ถูกจับใส่กระสอบเท่านั้นที่ยังคงดิ้นไม่หยุด

        “มะ...มะ...หมัด…ของ…เจ้า…เร็ว…ดี…”

        ดวงตาเริ่มพร่ามัวจนถึงตอนนี้ 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์ก็เพิ่งเข้าใจว่าลำแสงสายฟ้าที่ขยายออกเป็นวงกว้างก่อนหน้านี้ก็คือ ร่องรอยของการออกหมัดช่างเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ มันเร็วมากจนพวกเขาไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวได้ ทันทีที่บุรุษคนนั้นลงมือพวกเขาก็รู้สึกได้ถึงหมัดที่น่าเกรงขามกำลังต่อยเข้ามาที่ร่างของตัวเองเป็นชุด

        หมัดนี้ไม่มีทางหลบหนีได้

        หมัดนี้แข็งแกร่งขนาดไหนกัน?

        และความแข็งแกร่งเช่นนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านผู้นำของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตสักนิดบางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำแต่ทำไมบุคคลที่แข็งแกร่งขนาดนี้ถึงยอมรับใช้ราชาแซมบอร์ดได้…

        ความแข็งแกร่งของชาวแซมบอร์ดจะน่ากลัวแบบนี้ทุกคนหรือไม่?

        ในเวลานี้ ลมหายใจของพวกเขาก็ค่อยๆ ขาดห้วง 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์เพิ่งจะเข้าใจว่า กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตได้ไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าและในขณะเดียวกันถึงเข้าใจว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าจะเป็นแผนการอันชาญฉลาดของราชาแซมบอร์ดนั่น

        ตูมๆๆๆ!

        ฉับพลันก็เกิดระเบิดขึ้นมาเลือดกระจายไปทั่วอากาศ

        ร่างของทหารรับจ้างดาบโลหิตระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆกระดูกถูกบดขยี้อย่างละเอียดอวัยวะภายในถูกทำลายจนกลายเป็นเลือดเละๆ ที่กระเด็นไปแปะตามกำแพงฉากที่น่ากลัวนี้เกิดขึ้นเพราะ 'หมัดสายฟ้า' ของแลมพาร์ดแฝงด้วยพลังสายฟ้าที่น่ากลัวไว้ตามจุดต่างๆบนร่างของพวกเขา ทำให้ร่างของพวกเขาเกิดการระเบิดขึ้นมา

        ตายโดยที่ไม่มีแม้แต่ศพให้ทำพิธี

        “อื้อ…” เสียงร้องดังออกมาจากกระสอบทรายที่ร่วงลงกับพื้นกระสอบทรายนั่นพยายมแหกปากและดิ้นรนไปมาบนพื้น

        แลมพาร์ดหันมามองด้วยความสงสัย

        ตอนนี้เอง ก็มีเงาร่างของคนคนหนึ่งพลิ้วกายเข้ามาเมื่อเห็นฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้า คนที่มาใหม่ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง“อ่า…ฆ่าหมดแล้วหรือ? ซวยล่ะสิ มาช้าไป!”

        ……

        “วะฮะฮ่า ถนนสายนี้ห้ามผ่าน!”

        ภายใต้แสงดาว 'สองอสุรกาย' ที่สวมชุดเกราะอัศวินทอรัสและชุดเกราะอัศวินแคปริคอร์นก็แผ่จิตสังหารออกมาทำให้พวกเขาเหมือนเทพแห่งการสังหารพวกเขารับหน้าที่มาดักรอทหารรับจ้างดาบโลหิตที่คิดจะใช้ถนนทางทิศตะวันออกในการหลบหนีในดวงตาของพวกเขาฉายแววโหดเหี้ยม ร่างที่สูงใหญ่ราวกับภูเขายักษ์สองลูกขวางกั้นทหารรับจ้างดาบโลหิตประมาณสามสิบสี่สิบคนที่วิ่งเข้ามา

        “ใคร?”

        “ไสหัวไป!”

        “รนหาที่ตาย!”

        “ฆ่ามัน!”

        เหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตที่กำลังหนีตายหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะสถบด่าเสียงดัง พวกเขาชักดาบออกมาก่อนจะพากันทะยานเข้าไปหาบุรุษสองคนตรงหน้า พวกเขาร้อนใจอยากจะออกไปจากที่นี่เร็วๆ ดังนั้นแต่ละคนจึงโคจรคลื่นพลังในร่าง ส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นนักรบคลื่นพลังระดับสามดาวและในบรรดาพวกเขา มีหนึ่งในหกผู้นำของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต 'กิ้งก่าเพลิง' โทนี่อยู่ด้วยเขาไม่คิดที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่นานๆเขาแค่อยากจะฉวยโอกาสตอนที่ผู้ติดตามของเขาเข้าปะทะกับสองคนนี้หลบหนีออกไป…

        ทว่า

        “ฮ่าๆๆๆ ความโกรธเกรี้ยวของดาวพฤษภ… 'เกรทฮอร์น!'”

        “คำพิพากษาของทวยเทพ… 'เอ็กซ์คาลิเบอร์!'”

        อัศวินแห่งดวงดาวทะยานร่างเข้าไปสังหารทหารรับจ้างดาบโลหิตตรงหน้าด้านหลังของพวกเขาปรากฏภาพลวงตาขึ้นมา วัวยักษ์ที่แข็งแกร่งกำลังก้มหัวลงต่ำเพื่อโชว์เขาคู่ที่คมกริบ ในขณะที่วิ่งห้อตะบึงเข้ามากับดาบยักษ์โบราณเล่มหนึ่งที่กำลังฟาดฟันมาทางพวกเขาลำแสงสีดำสองสายถูกปล่อยออกไปอย่างรวดเร็ว

        วินาทีต่อมาเมื่อลำแสงหายไป

        ร่างของดร็อกบาและเพียร์ซก็ไปปรากฏอยู่ด้านหลังของพวกเขา

        ร่างของกลุ่มคนที่กำลังวิ่งไปด้านหลังก็ตัวแข็งทื่อ ยืนนิ่งอยู่กับที่

        รวมทั้งร่างของ 'กิ้งก่าเพลิง' โทนี่ที่ยังอยู่ในท่าชักดาบออกมาน่าเสียดายที่เขาคงไม่มีโอกาสชักดาบออกมาจนสุดฝักดาบได้อีก

        ชุดเกราะดาบ หมวกเกราะ กระดูก หัว หน้าอก ของพวกเขา…ทุกอย่างถูกบดขยี้จนแตกหัก

        กระดูกทุกส่วนในร่างของพวกเขาแตกหักจนหมด!

        เลือดชโลมพื้นจนแดงฉานไปทั่วสภาพของพวกเขาราวกับถูกสัตว์อสูรขนาดยักษ์เหยียบย่ำตั้งแต่หัวจรดเท้าบางคนเหมือนถูกดาบที่มองไม่เห็นแทงเข้าที่ร่างเสียงชุดเกราะและอาวุธร่วงลงสู่พื้นดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตจะทรุดตัวล้มลงกับพื้น

        'สองอสุรกาย' หันไปชมผลงานของตัวเองด้วยความพอใจ

        “นี่สินะคือความรู้สึกของยอดฝีมือ โครตสุดยอดเลย! ฮึๆ ข้าคนเดียวจัดการได้ตั้งยี่สิบห้าคนเลยนะ...ฮ่าๆๆ มากกว่าเจ้าด้วยซ้ำ!” ดร็อกบาวิ่งเข้ามานับจำนวนศพอย่างร่าเริง

        “ฝ่าบาททรงสอนพวกเราว่าอย่างไร? จำนวนไม่สำคัญคุณภาพสำคัญยิ่งกว่า เจ้าดูศพที่ตายด้วยดาบข้าสิ มีนักรบระดับสี่ดาวอยู่ด้วยคนหนึ่ง คนคนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในหกผู้นำอะไรนั่นแน่ๆ...” เพียร์ซยกมือลูบคางตัวเองด้วยท่าทางโอ้อวดเล็กน้อย

        ในตอนนั้นเอง มีร่างหนึ่งลอยเข้ามา

        ร่างของอินซากีมาหยุดอยู่ตรงหน้าดร็อกบากับเพียร์ซเขาเหล่มองศพมากมายที่นอนระเกะระกะบนพื้นด้วยด้วยท่าทางหมดแรง “อ่า…พวกท่านฆ่าเสร็จแล้วหรือ? นี่ข้ามาช้าไปอีกแล้วสิเนี่ย!”

        ……

        ฟุ่บๆๆๆ!

        เสียงธนูค่อยๆ หยุดลงกลิ่นอายเวทมนตร์ที่ปกคลุมไปทั่วอากาศก็เริ่มจางลง

        บนถนนทางทิศใต้มีเสาน้ำแข็งประมาณหกสิบเจ็ดสิบต้น และร่างมนุษย์ที่ถูกเผาเป็นตอตะโกอีกมากมายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณเหล่าทหารรับจ้างพวกนี้ล้มลงดุจใบไม้ร่วงโดยที่ไม่ทันได้ต่อสู้เลยด้วยซ้ำนักรบเผชิญหน้ากับห่าธนูเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งกับธาตุไฟ มีอะไรให้พวกเขาเอาไปสู้ได้?ภายใต้แสงดาวที่สาดส่องลงมา มือขาวนวลถือ 'ไวลด์โรสแบทเทิล' แน่นเทพธิดานักรบเอเลน่ายืนมองศพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาและสงบนิ่งตอนนี้นางดูไม่ต่างอะไรกับเทพแห่งความตายในโลก Diablo บนร่างของนางยังคงปกคลุมด้วยกลิ่นอายเวทมนตร์จางๆนางยืนหลับตาอยู่กับที่เพื่อฟื้นฟูพลังเวทที่เสียไปพร้อมกับรอคอยการมาของแมงเม่า

        อินซากีวิ่งเข้ามาด้วยเหงื่อที่ท่วมร่าง แค่เขาเห็นฉากตรงหน้า แข้งขาก็พลันอ่อนแรงจนแทบทรุด “พี่เอเลน่าท่าน…ไวอะไรขนาดนี้?”

        ……

        “เฮ้ เฟร์นันโด ครั้งนี้เจ้าไม่ต้องลงมือได้หรือเปล่า? ข้าขอเป็นคนแก้แค้นแทนชาวแซมบอร์ดที่ตายไปอย่างไม่เป็นธรรมเอง”

        เมื่อเห็นเหล่าทหารรับจ้างที่พากันล้มตายเพราะลูกธนูของตอร์เรสพัศดีโอเลเกร์ที่ยืนห่อเหี่ยวอยู่นานสองนานก็เอ่ยขึ้นมา ในตอนที่เขากำลังจะใช้ 'คลื่นยมโลกเซกิชิกิ' นั้น ยังไม่ทันจะได้ระเบิดพลังของตัวเองออกมาพวกทหารรับจ้างก็พากันล้มตายไปเสียก่อน…

        “ได้!” ตอร์เรสพยักหน้าตกลง

        ตอนนี้เองก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งเข้ามาเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตจำนวนสิบกว่าคนกำลังวิ่งตรงมาทางนี้

        “ฮ่าๆๆๆ นี่คือเวลาของข้า…คลื่นยมโลกเซกิ...”

        ฟุ่บๆๆๆ!

        เสียงธนูดังขึ้นมาอีกระลอกหนึ่งเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตที่กำลังวิ่งเข้ามาก็พากันล้มลงกองกับพื้นแทบจะทันที

        พัศดีโอเลเกร์อ้าปากค้างคำว่า ‘ชิกิ’ ยังไม่ทันได้หลุดออกมาจากปากของเขา ตอร์เรสก็ยิงธนูสังหารพวกมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

        ตอร์เรส“เอ๋?โทษทีนะ ข้าลืมตัวไป ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะเคยพูดไว้ว่าอะไรน้า…อ่า!สัญชาตญาณ...ฮึๆๆมันเป็นสัญชาตญาณที่พอเห็นหน้าคนพวกนี้แล้วมือไม้สั่นจนเผลอยิงออกไป…”

        โอเลเกร์ “เฟร์นันโด เจ้าพูดประโยคนี้มาหกรอบแล้วนะ”

        ตอร์เรส “หือ จริงหรือ? งั้นครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย”

        โอเลเกร์ “ประโยคนี้เจ้าก็พูดมาสี่รอบแล้ว”

        ตอนนี้เองอินซากีก็วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้เต็มทีเขาเอามือค้ำเข่าตัวเองพลางหอบหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะพูดออกมาอย่างเหนื่อยๆ ว่า“แฮ่กๆ...ฝ่าบาท...ฝ่าบาทมี...มีรับสั่ง…แฮ่ก…ให้พวกท่านพยายาม...ยื้อเวลา...แฮ่กๆฝ่าบาททรงพบ…อะไรแปลกๆ เข้า...โอ๊ย ข้าเหนื่อยจะตายแล้ว…”

        ……

        ……

        โครงกระดูกสีทองยืนนิ่งอยู่กับที่ดูจากสภาพแล้วน่าจะเป็น ‘คน’ และน่าจะตายมาได้หลายร้อยหลายพันปีแล้วชุดเกราะกับเสื้อผ้าที่อยู่บนร่างก็สึกกร่อนมานานหลายปี

        แต่ไม่รู้ทำไม ซุนเฟยถึงรู้สึกว่าที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่โครงกระดูก แต่เป็นภูเขายักษ์ที่สูงตระหง่านจนยากที่จะปีนขึ้นไปยังยอดเขาได้ในใจของซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะคุกเข่าทำความเคารพโครงกระดูกตรงหน้านี้

        ------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน