บอสก็ก้มหมอบกราบไปตามทับและพันอิน เพราะยังคงมึนงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้มีหลายสิ่งพรั่งพรูเข้ามาจนเขาตั้งสติไม่ทัน
“เช่นนั้นวันนี้ รบกวนพวกท่านมามากแล้ว พวกท่านจงไปทำกิจของตนเถิด เราขอขอบใจมาก แลขอท่านจันทน์ แจ้งหน้าที่แก่ราชองค์รักษ์ใหม่เหล่านี้ด้วยหนา"
“พระพุทธเจ้าข้าฯ”
แก้วมองไปที่เพียจันทน์ฯ จากนั้นก็เดินเข้าตำหนักใหญ่ไป สร้อยฟ้าหันมาสบตาบอสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามผู้เป็นพี่ชายไป บอสทำได้เพียงมองตามหลังจนทั้งคู่หายเข้าไปในพระตำหนักใหญ่ แสนแสงฯ จึงลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางเพียจันทน์ฯ
“ท่านเพีย แลจักทำเยี่ยงไรกับพวกเขาต่อไปดีขอรับ พระองค์ท่านให้มาอยู่ใต้สังกัดข้าเยี่ยงนี้ รือจักให้ทั้งหมดรั้งหน้าที่คุ้มกันถวายอารักขาพระน้องนางเธอฯ จริงเช่นนั้นหรือ ท่านมีความคิดเห็นประการใดขอรับ”
“ท่านอย่าเพิ่งได้กังวลอันใด ยังมิต้องกระทำการสิ่งใดตอนนี้ดอก เจ้ามหาชีวิตเพียงแค่ต้องการพระราชทานสิ่งตอบแทนแก่พวกเขาเท่านั้น มิได้จักทรงมอบหมายหน้าที่อันใดแท้จริงดอก แลหัวพันทั้งสองก็ยังเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 14 เท่านั้น ส่วนหัวหมื่นท่านนี้ก็อยู่สังกัดเดิมของท่านท้าวแสงขัน คงต้องไปแจ้งท่านผู้นั้นก่อน เช่นนั้น… คนทั้งสามนี้ มอบให้เป็นหน้าที่ข้าดูแลพวกเขาระหว่างนี้เถิด”
“กราบขอบพระคุณท่านเพียมากขอรับ เช่นนั้นข้าจักเพียงขึ้นบัญชีราชองค์รักษ์ทั้งสามไว้อยู่ในสังกัดข้าก่อนหนาขอรับ”
“ตามแต่ท่านเห็นสมควรก็แล้วกัน เช่นนั้นพวกข้าขอไปก่อนหนา”
“ขอรับ ท่านเพีย”
เมื่อเพียจันทน์อธิบายความต้องการแท้จริงของแก้วให้แสนแสงฯ ฟังแล้ว จึงได้นำบอส ทับ และพันอินเดินแยกออกไปยังศาลาหลังหนึ่ง ก่อนที่เพียจันทน์จะเข้าไปนั่งอยู่ด้านใน ส่วนอีกสามคนยืนอยู่ด้านนอก เพียจันทน์จ้องมองพิจารณาบอสอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าไซ นับแต่นี้ไปเจ้าก็มีศักดิ์แลสิทธิ์เป็นถึงหัวพัน ราชองค์รักษ์ในพระน้องนางเธอฯ แล้วหนา เจ้ามิใช่ชาวบ้านธรรมดาเช่นเดิมแล้ว เจ้ามีอันใดจักถามข้าหรือไม่”
“ท่านคือผู้ใดหรือขอรับ แลเหตุใดข้าถึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นถึงราชองค์รักษ์ที่ใกล้ชิดเยี่ยงนั้นได้ พวกท่านรู้จักข้าดีพอแล้วหรือขอรับ”
“ท่านนี้คือ เพียจันทน์แสงไชย ราชองค์รักษ์ในเจ้ามหาชีวิต แลท่านยังเป็นอาจารย์ของข้าด้วย”
ทับรีบพูดขึ้นแทรกเพื่อบอกให้บอสรู้ว่าคนผู้นี้คืออาจารย์ของตน
“ตามที่เจ้าทับว่ามานั้นแล ข้าคือเพียจันทน์ อันที่จริงแล้วเรื่องของเจ้า ข้าก็พอจักรู้เรื่องราวของเจ้าเป็นอย่างดี ตั้งแต่ที่พวกเราเคยพบกันเมื่อคราก่อน เจ้ามหาชีวิตก็ทรงให้ข้าติดตามความเป็นมาแลการใช้ชีวิตของเจ้ามาโดยตลอด”
“พวกท่านสืบเรื่องข้าอยู่หรือ เพราะเหตุใดต้องทำถึงเพียงนั้นด้วยขอรับ”
“ตั้งแต่เจ้าได้ช่วยพระน้องนางเธอฯ ไว้คราก่อน ทั้งสองพระองค์ก็ทรงใคร่อยากรู้เรื่องราวของเจ้าแล้ว ว่าแต่อาจารย์ที่แท้จริงของเจ้าเป็นผู้ใดหรือ เพราะพระอาจารย์อินที่ข้ารู้จัก ก็มิน่าจักใช้คำภีร์สรรพอาคมเยี่ยงเจ้าได้”
“ข้ามีพระอาจารย์เพียงผู้เดียวที่คอยสอนสั่งขอรับ แต่…เอ๋…. นี่… ท่านเพียรู้จักพระอาจารย์ของข้าด้วยหรือขอรับ”
“ข้ารู้จัก แลรู้จักดีเชียวหล่ะ ความจริงแล้วท่านเป็นถึงพระผู้ใหญ่ในราชสำนักเชียวหนา แลอดีตของท่านก็มิใช่คนธรรมดาสามัญด้วย ท่านมิเคยบอกเจ้ามาก่อนดอกรึ”
“ท่าน… มิเคยบอกอันใดแก่ข้าเลย…”
“พระอาจารย์อินที่เป็นถึงหนึ่งในพระเถระผู้ใหญ่ที่รับคณะสงค์แลพระไตรปิฏกจากพระเมืองแก้วแห่งราชวงศ์มังราย จากนครเชียงใหม่ ราชอาณาจักรล้านนา รูปนั้นหน่ะหรือ อาจารย์ของเจ้าก็เป็นผู้ที่สุดยอดจริงด้วย มิน่าเล่าเจ้าถึงมีความสามารถเยี่ยงนี้”
ทับเผลอพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง หลังได้ยินว่าพระอาจารย์ที่คอยสอนสั่งบอสเป็นผู้ใด ซึ่งตรงกันข้ามกับบอสที่ยังนึกไม่ถึงว่าพระอาจารย์ที่อยู่กับตนอย่างเรียบง่ายมาตลอดแบบนั้นจะเป็นถึงพระผู้ใหญ่ในราชสำนักได้ แต่พอลองนึกให้ถี่ถ้วนดูก็พอจะประติดประต่อเรื่องราวได้ เพราะพระอาจารย์ก็มีบางช่วงที่ต้องเข้าเมืองเป็นระยะจริงๆ
“เช่นนั้นดอกรึ หากพระอาจารย์ท่านยังมิบอกอันใดแก่เจ้า แสดงว่ายังมิถึงเพลาอันควรกระมัง เช่นนั้นข้าคิดว่าเจ้าจงกลับไปแจ้งท่านเองเถิด แลขออนุญาตท่านด้วย จากนี้ไปเจ้าจักต้องเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วหนา”
“ข้าต้องมาอยู่ในเมืองเลยหรือขอรับ เช่นนี้ก็จักมิมีผู้คอยปรนนิบัติพระอาจารย์ข้าหน่ะสิขอรับ”
“ใช่แล้ว ต่อไปเจ้าจักต้องมาอยู่ที่เรือนข้า แลข้าจักสอนวิชาดาบให้แก่เจ้าไว้ป้องกันตัว เจ้าเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์อินเยี่ยงนี้ คาดว่าเจ้าจักมีเจตวิญญาณน้ำ ที่ตอนนี้คงใช้เป็นเพียงแค่วิชชาอาคมสินะ ส่วนเรื่องผู้ปรนนิบัติพระอาจารย์เจ้ามิต้องเป็นกังวล ข้าจักส่งคนไปทำหน้าที่แทนเจ้าเอง”
“ข้าขอกลับไปปรึกษากับพระอาจารย์ก่อนจักได้หรือไม่ขอรับ หากพระอาจารย์ท่านมิว่าอะไร ข้าก็จักทำตามที่ท่านว่ามาขอรับ”
“มาเถิด เจ้าไซ เชื่อข้า เจ้ามาก็จักมาเป็นศิษย์น้องของข้า ฮ่าๆ แลพวกเราจักได้มาฝึกร่วมกันด้วย”
พอทับได้ยินอาจารย์ของตนพูดกับบอสดังนั้น จึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้ฝึกร่วมกับบอส ทั้งอยากจะรู้เรื่องคำภีร์สรรพอาคมที่บอสใช้ด้วย ส่วนบอสตอนนี้ก็ยังไม่ได้ติดสินใจอะไรทั้งสิ้น ตั้งใจรอกลับไปปรึกษาพระอาจารย์ก่อน
จากนั้นทั้งหมดก็แยกย้ายกัน บอสรีบกลับไปยังโรงเตี้ยมที่อยู่ข้างโรงน้ำชา ซึ่งพี่สังและพี่สังพักอยู่ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 9 โมงเช้าแล้ว บอสจึงคาดว่าทั้งสองน่าจะตื่นและกระวนกระวายใจที่ไม่พบตนแล้ว
แต่เมื่อบอสมาถึงและเปิดประตูเข้าไป กลับพบว่าพี่ทั้งสองยังนอนหลับสนิท บอสถึงกับทำหน้าเจื่อนคิดในใจว่า
‘อะไรของสองคนนี้กัน เราหายไปทั้งคืนยังไม่สนใจ ยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอีก…’
“ท่านพี่ทั้งสองตื่นกันได้แล้ว….!! นี่มันสายแล้ว พวกเรากลับหมู่บ้านกันเถิด”
บอสรีบเข้าไปปลุกคนทั้งสอง ที่ตอนนี้ตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียน เดินตุปัดตุเป๋ไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเก็บของและเตรียมตัวกลับหมู่บ้าน
“ไซ เอ็งไปที่ใดมาหรือ เมื่อคืนพวกข้ากลับมาก็มิพบเอ็งในห้อง”
“แลพวกท่านก็ออกตามหาข้ากันทั้งคืนเลยหรือ…”
“เปล่า… มิได้ไปดอก ด้วยฝีมือระดับเอ็งต้องให้พวกข้าห่วงด้วยรึ ฮ่าๆ”
“พวกท่านนี่หนา ไปๆ กลับกันเถิด…”
ทั้งสามได้เดินตามถนนสายหลักจนมาถึงจุดขึ้นเรือเพื่อจะข้ามฟากไปยังอีกฝั่งแม่น้ำคาน ตอนนี้มีผู้ที่จะข้ามค่อนข้างมาก ทั้งสามจึงยืนรอตามคิวอยู่พักใหญ่ เมื่อกำลังจะถึงคิวของพวกตนที่อยู่ลำดับถัดไป จู่ๆ ก็มีชายสามคนเดินเข้ามาแทรกคิว พี่สังและพี่สีจึงเดินเข้าไปหาพวกนั้นอย่างไม่พอใจ
“เฮ้ย พวกเอ็ง มิเห็นพวกข้ายืนแถวรออยู่ดอกหรือ จึงมาแทรกเยี่ยงนี้”
“พวกมึงเป็นผู้ใดจึงมาขวางกิจราชการของหัวหมู่นายกันวะ นี่เป็นกิจด่วน พวกมึงรอไปก่อน”
“มันจักด่วนอันใดหนักหนา แลมิเห็นแต่งชุดทหารมา จักรู้ได้เยี่ยงไรว่าพวกเอ็งมิได้หลอกพวกเรา”
“เอ๊ะ พวกมึงนี่ ! อยากมีเรื่องใช่หรือไม่ ทำเป็นมองมิเห็นก็แล้ว”
สองในสามคนที่มาแทรกเริ่มมีอารมณ์และขึ้นเสียง จนทำให้คนที่รอคิวอยู่แตกตื่น ซึ่งพี่สีและพี่สังเองก็ไม่ยอม โต้เถียงกันไปมายกใหญ่ จนชายผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหมู่นายก็เดินออกมาหยุดลูกน้องทั้งสองของตนเองไว้ แล้วหันมาหาพวกบอส
“พวกมึง คิดจักลองดีกับกูจริงหรือ มิอยากหายใจต่อแล้วรึ”
“พวกท่านต่างหากที่กระทำผิด มาแทรกพวกข้าก่อน แลคนก็ต่อแถวอยู่เป็นนานกว่าจักได้ขึ้น พวกท่านทำเยี่ยงนี้ไม่สมควรหนาขอรับ”
บอสเดินขึ้นมาอยู่หน้าพี่สังและพี่สี ก่อนจะสบตาหัวหมู่ผู้นั้น แล้วกล่าวต่อว่าออกไป หัวหมู่ผู้นั้นมองบอสด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะสั่งลูกน้องทั้งสองให้เข้าไปจัดการบอส
“พวกมึงสองคน จัดการไอ้เด็กปากดีนี่ซะ พวกเราจักได้รีบไปเสียที แม่หญิงท่านนั้นคงจักรอกูนานแล้ว”
“ขอรับ หัวหมู่”
“หยุดบัดเดี๋ยวนี้ แลนั้นพวกเจ้าจักทำสิ่งใดกัน จักมีเรื่องในถิ่นดูแลข้าเชียวรึ”
“หือ… ท่านหัวหมู่ ! นั่นพันเทียน ผู้ดูแลท่าเรือมาขอรับ เอาเยี่ยงไรดี”
“เอาหน่ะ อยู่เฉยไว้ก่อน หัวพันผู้นี้ ประเดี๋ยวข้าจักยัดเงินเอง”
ชายร่างท้วมผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมผู้ติดตามอีกเกือบสิบคน โดยทุกคนแต่งชุดทหารทั้งสิ้น หัวหมู่นายจึงรีบเข้าไปประจบ
“ท่านพันเทียน มิได้มีเรื่องอันใดสำคัญดอกขอรับ เพียงแค่เจ้าเด็กนี้มันหาเรื่องว่าข้าลัดแถวมันขอรับ”
“แลนี่พวกเจ้าเป็นผู้ใดกันบ้าง มิรู้หรือว่าในเขตพระนครห้ามมีเรื่องกัน หือ…”
“ตัวข้าคือหัวหมู่นาย สังกัดหมื่นเดช แห่งกองทัพคชสีห์ที่สอง ขอรับ”
“ส่วนข้า คือ พันไซ สังกัดแสนแสงคำม้วน ราชองค์รักษ์ในพระน้องนางเธอฯ ขอรับ”
ทุกคนเมื่อได้ยินบอสแนะนำตัวจบ ถึงกับตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า ฝั่งหัวหมู่นายทั้งสามถึงกับหน้าซีดเผือก ส่วนพี่สังและพี่สีก็ต่างกังวลว่าบอสช่างกล้าโกหกคำโตแบบนั้น ทางด้านพันเทียนเองก็เผลอเอามือลูบคางขณะพิจารณาบอสอยู่
‘เป็นถึงหัวพัน แลยังสังกัดแสนแสงฯ ผู้นั้นเชียวรึ ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เจ้าเด็กนี้ช่างน่าทึ่งเสียจริง…’
---------------------------------------