หลังจากผ่านมาสองปี ในที่สุดนางก็พบเขา
ปีนั้นเขาก็เป็เช่นนี้ ขี่ม้าพุ่งเข้าหาศัตรู ช่วยเหลือคนที่สบกับอันตรายอย่างไม่เกรงกลัว
ซูอันหนิงเฝ้ามองทุกท่วงท่าของเขาด้วยดวงตาเปล่งประกาย เมื่อทุกอย่างสงบ ภาพใบหน้าของเขาก็แจ่มชัด
นางยืนนิ่งมองชายหนุ่มอย่างตะลึงงัน ที่แท้ จอมยุทธ์ผู้นั้น...ก็คือเขาเอง
จะเป็ไปได้อย่างไรที่เื่บังเอิญเช่นนี้จะมีอยู่จริง คนที่นางไม่อยากแต่งด้วย กลับเป็บุรุษที่นางคิดถึงมาสองปี
“เกือบไปแล้ว ดีที่องค์ชายรองเข้ามาช่วยไว้ทัน ไม่อย่างนั้นแผงลอยข้าคงพังไม่ต่างแผงโน้นแล้ว” เสียงพ่อค้าแพงลอยข้าง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโล่งอก ในมือยังอุ้มแจกันเคลือบไว้แน่น
สถานการณ์ทางด้านนั้นสงบลงพอสมควรแล้ว
ม่านของรถม้าก็แหวกออก สตรีงดงามนางหนึ่งมุดออกมา ใบหน้าของนางซีดขาวเล็กน้อย ยอบกายแช่มช้อย ขอบคุณผู้ช่วยชีวิต
“นั่น...คุณหนูสกุลจางหรือไม่” เสียงชาวบ้านที่ยืนชมเหตุการณ์ลอยมา “หรือข่าวลือที่ว่า คุณหนูจางคือคู่หมายเดิมขององค์ชายรองจะเป็เื่จริง พอนางประสบภัย องค์ชายรองก็มาช่วยไว้ทันที”
เสียงหัวเราะคิกคักพลันดังขึ้น น้ำเสียงของสตรีเ่าั้ชวนให้เคลิ้มฝัน
ซูอันหนิงใจหล่นวูบ ภาพหญิงสาวผู้เลอโฉม กับบุรุษผู้สง่างามราวกับภาพวาดทำให้นางต้องรีบถอยหลังกลับ ไม่รู้อะไรทำให้นางรีบหลบเร้นออกจากมาจากจุดนั้น
การได้รู้ว่าจอมยุทธ์คือองค์ชายรอง หรือการได้รู้ว่าว่าองค์ชายรองคือคู่หมายของคุณหนูจางกันแน่ ที่ทำให้มือไม้ของนางอ่อนแรงไร้กำลังเช่นนี้
ซูอันหนิงพิงหลังกับกำแพงในตรอกเงียบแห่งหนึ่ง ในหัวยามนี้ว่างเปล่า
บนถนนสายหลักหลังความโกลาหล จูเกาเซวียนะโกลับขึ้นม้าของตนเอง
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ช่วยเหลือ” จางลั่วหลินกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน
ตัดกับเสียงใสที่ไร้จริตมารยาซึ่งอุทานออกมาในเงามืดของคืนนั้น เขากลืนคำพูดเดิมลงไป แล้วกล่าวกับนางอย่างเป็กลาง
“ไม่ลำบากอันใด รถม้าของคุณหนูจางชนแผงลอยของชาวบ้านพังไปหลายแผง หากไม่รีบจัดการความเสียหายจะยิ่งมาก”
เอ่ยจบจูเกาเซวียนก็หันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อครู่ตอนที่เขาขี่ม้าผ่านมา เหมือนจะเห็นหญิงสาวนางหนึ่งสวมชุดสีดอกโบตั๋น สวมผ้าปิดหน้าครึ่งหนึ่ง
เป็ภาพคุ้นตาและเจนใจอย่างมาก ทั้งที่คนผู้นั้นควรเป็จะเป็สตรีที่อยู่ตรงหน้าจึงจะถูก
“องค์ชายรองมองหาใครหรือเ้าคะ” จางลั่วหลินเอ่ยถาม มองตามสายตาของเขาไป
จูเกาเซวียนหันกลับมามองนาง ประหลาดนักหัวใจของเขาไม่ได้กระเพื่อมแรงอย่างที่คิด หลังได้รับสมรสพระราชทาน เขาเคยคิดอยากพูดคุยกับนาง ยามนี้เมื่อได้พูดกันแล้วกลับพบว่า ตนเองไม่มีสิ่งใดให้ต้องสนทนา
การพบกันอย่างใกล้ชิดในคืนนั้นยิ่งแจ่มชัด ยามนี้เขากลับหาความคล้ายคลึงกันระหว่างพวกนางไม่พบแม้สักส่วนเดียว
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นใช้ฝ่ามือปิดใบหน้านางไว้ครึ่งหนึ่ง
ดวงตาหงส์คู่หนึ่งกลับปรากฏขึ้นมาแทน มือของเขากระตุก มองดวงตาดอกท้อของสตรีตรงหน้าด้วยแววตาสับสน
ดวงตาคู่นั้น... ไม่เหมือนกันเลย
หรือว่าที่ผ่านมา...เขาจะเข้าใจผิดมาโดยตลอด
ชายหนุ่มสูดหายใจลึก นึกถึงเงาสีดอกโบตั๋นที่เห็นเพียงแวบหนึ่งเมื่อครู่ ในใจก็เกิดความกระวนกระวายขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม
“ข้ามีธุระต้องรีบไป คุณหนูจางรักษาตัว
พูดจบเขาก็ชักม้าขี่กลับไปทางเดิม สายตากวาดมองข้างทาง หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความคาดหวัง เขาเห็นนางจริง ๆ นางอยู่ข้างร้านแจกันตรงนี้ไม่ผิดแน่
“เฒ่าแก่ เมื่อครู่มีดรุณีน้อยสวมผ้าปิดหน้ามาหยุดอยู่ตรงนี้หรือไม่”
เฒ่าแก่ร้านเครื่องเคลือบชะงัก เขายืนนึกอยู่ครู่หนึ่ง “เหมือนจะมี แต่ข้าน้อยไม่ได้มองนาง”
“นางไปทางใดแล้ว” องค์ชายรองถามเสียงร้อนรน
“ไม่ทราบขอรับ ข้าน้อยมองทางนั้น” เขาชี้ไปทางรถม้าของจางลั่วหลิน “ไม่ได้สนใจคนด้านหลังเลย”
เหอไห่เห็นเ้านายกำลังตามคนอยู่จึงรีบเข้ามาสอบถาม “ท่านอ๋อง ตามหาผู้ใดหรือขอรับ”
“สตรีสวมชุดสีดอกโบตั๋น สวมผ้าปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง รีบหานางให้เจอ”
“รับทราบ” เหอไห่กุมหมัด แล้วชักม้าออกไปอีกทางทันที
จูเกาเซวียนมองไปบนถนนเส้นยาว จากนั้นก็เริ่มขี่ม้าตามหาอีกครั้ง ทุกครั้งที่ขี่ม้าผ่านตรอกตรอกหนึ่ง เขาก็มักจะเห็นเงาสีชมพูแวบผ่านทางหางตา แต่เมื่อชักม้าตามไปกลับไม่พบใครเลย
รู้ตัวอีกครั้งเขามาถึงจวนหลังหนึ่งแล้ว
จูเกาเซวียนมองกำแพงสูง ประตูหลังปิดสนิท เหอไห่ติดตามมาทันเอ่ยรายงานขึ้นทันที “ไม่พบเลยขอรับ สตรีที่สวมอาภรณ์สีโบตั๋นไม่มีนางใดปิดหน้า บางคนอายุมากแล้ว”
องค์ชายรองกลับเอาแต่มองป้ายเหนือประตูสีชาดบานนั้น
“สกุลซู” เหอไห่อุทาน หันกลับมามองเ้านายด้วยสายตาซับซ้อน
องค์ชายรองบอกไม่ชอบคุณหนูสกุลซู ไม่พอใจสมรสนี้ แต่กลับมาหยุดมองกำแพงเรือนของว่าที่เ้าสาวอยู่นาน
หรือว่า...
“สืบมาว่าคุณหนูใหญ่ซูออกไปไหนมาบ้าง”
“หวงจื่อคิดว่าเป็นางหรือขอรับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ข้าเห็นเงาของนางมาถึงที่นี่ก็หายไป” ชายหนุ่มเลื่อนสายตาไปที่กำแพง หากนี่ไม่ใช่จวนขององครักษ์จิ่นอีเว่ย เขาจะต้องเข้าไปสำรวจด้วยตนเองแน่
ไม่ว่านางจะใช่หรือไม่ใช่ วันแต่งงานก็สามารถรู้ได้แล้วไม่ใช่หรือ
จูเกาเซวียนชักม้ากลับ พร้อมความหวังที่ลุกโหมขึ้นมาอีกครั้ง
แต่แล้วเย็นวันนั้นเขาก็ได้รับข่าวที่ทำให้หัวใจเย็นชืดลง
“คุณหนูใหญ่ซูถูกกักบริเวณมาหนึ่งเดือนแล้วขอรับ”
จูเกาเซวียนนิ่งเงียบไปนาน สายตาตกอยู่ที่หยกพกรูปเมฆโอบจันทร์ ความหวังที่ก่อเกิดขึ้นมาราวกับการวิ่งไล่ควัน จู่ ๆก็ปรากฏ แล้วจู่ ๆ ความหวังนั้นก็สลายไป
“นางไม่ได้แอบออกมาเลยหรือ นางมีวิทยายุทธ์กระมัง” เขาถามด้วยความคาดหวังที่ไม่ยอมมอดดับ
“ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าองครักษ์ได้ติดตามค้นหาคน จึงอนุมานว่านางไม่ได้แอบออกจากจวนขอรับ”
จูเกาเซวียนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ โบกมือเบา ๆ เหอไห่ก็ถอยออกไป เขานึกถึงแววตาที่อยู่เหนือผ้าแพรปิดจมูกสีดอกโบตั๋น ได้พบเพียงครั้งเดียว กลับไม่เคยลบเลือน
“แม่นางน้อย...ข้าเคยคิดว่าเรามีวาสนาต่อกัน แต่เหมือนว่าข้าจะเข้าใจผิดไปเอง”
จูเกาเซวียนออกจากห้องหนังสือแล้วมายังศาลาสุ่ยเซี่ยริมสระน้ำของเรือนส่วนหน้า บนโต๊ะริมระเบียงยื่น คือกู่ฉินโบราณเก่าแก่ แผ่นไม้อู่ถงถูกขัดเงาจนมันวับปรากฏลวดลายตามกาลเวลา
เขานั่งลง ปลายนิ้วเรียวยาวสะกิดสายเบา ๆ
เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ เรียงร้อยเป็ทำนองเนิบช้า นุ่มลึก แฝงความเศร้าไว้จาง ๆ ทว่าเพียงไม่นาน จังหวะก็แปรเปลี่ยน ท่วงทำนองฮึกเหิมดังขึ้นอย่างฉับไว ประหนึ่งเสียงฉินปลุกใจกองทัพนับหมื่นให้ลุกขึ้นสู่สนามรบ
ขณะที่เสียงฉินในจวนองค์ชายรองบรรเลงอย่างฮึกเหิม ณ จวนสกุลซูกลับมีเสียงเซียวแ่เบา ในท่วงทำนองสั่นไหว นุ่มลึก ทอดยาว ดุจแสงจันทร์สกาวที่ลากผ่านผิวน้ำในค่ำคืนเดือนเพ็ญ
ยามที่ซูอันหนิงเป่าเซียว ภาพที่ปรากฏขึ้นในใจนางก็คือฉากที่องค์ชายรองขี่ม้าเข้าไปช่วยคุณหนูจางในตลาด
ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า กระทั่งเสียงเซียวสะดุด นางลดเซียวลงแล้วคลี่ยิ้มบางจาง แหงนมองฟ้ากว้างเบื้องบน
“ท่านสมกับเป็จอมยุทธ์เสียจริง ช่วยสตรีนางนั้น ช่วยสตรีนางนี้ แล้วก็ฉวยหัวใจของสตรีเ่าั้ไปด้วยพร้อม ๆ กัน”
ดวงตาของนางหลุบต่ำ เสียงเซียวดังขึ้นอีกครั้ง แ่เศร้าและสั่นระรัว
พร้อมกับหัวใจดวงหนึ่งซึ่งชืดชาลงอย่างช้า ๆ