บทที่ สามสิบเอ็ด
แสงแดดอ่อนของยามเย็นทอดเงาลงบนพื้นศิลาทอดผ่านศาลาทรงแปดเหลี่ยมที่ตั้งอยู่กลางสวนดอกไม้ภายในตำหนักฟู่ตงเงียบสงัดกว่าที่ควรจะเป็นเหล่าข้ารับใช้ในตำหนักต่างรัดกุมขึ้นกว่าเดิมหลังเกิดเรื่องหลี่กุ้ยเหรินถูกส่งตัวกลับมาจากพิธีบวงสรวงไม่มีใครได้เข้าหรือออกแม้จะได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามหน้าที่ตามปกติทว่าทุกคนก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงบรรยากาศกดดันที่แฝงอยู่ในอากาศ
เบื้องหน้าศาลาหลังนั้นหญิงสาวผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ริมราวระเบียงอิงหลานแม้จะได้รับคำสั่งให้กลับมาเฝ้าตำหนัก แต่ตั้งแต่ถูกส่งกลับมาที่นี่นางกลับไม่อาจทราบเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังได้เลยเหตุใดหลี่กุ้ยเหรินจึงถูกส่งไปที่อื่นแต่กลับถูกบอกว่าถูกกักบริเวณใจไม่อาจจะวางลงไป..หรือว่าเกิดเหตุร้ายใดกันแน่แม้แต่นางที่เป็นคนสนิทของหลี่กุ้ยเหรินเองก็ยังไม่รู้คำตอบส่วนฟ่านหรูที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักแม้จะดูสงบ ทว่าในใจกลับร้อนรนไม่ต่างกันฝ่าบาทพอใจผู้เป็นนายของตนขนาดนั้น แต่แล้วก็สั่งลงโทษจะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร? วันทั้งวันนับแต่กลับมาก็ได้แต่ถอนหายใจ
ขณะนั้นเองจู่ๆเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ท่ามกลางความเงียบงัน มันดังก้องชัดเจนทั้งสองหันไปตามต้นเสียง แล้วภาพของผู้มาเยือนก็ปรากฏขึ้นใต้แสงสนธยา บุรุษผู้หนึ่งปิดบังใบหน้าในชุดขันทีแต่รูปร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาภายในตำหนักยิ่งด้วยสูงโปร่งแลดูสง่างามยิ่งทำให้ทั้งสองขมวดคิ้วมองตามก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
ร่างโปร่งบางของสตรีในอาภรณ์สีอ่อนปรากฏขึ้นทันทีที่นางก้าวออกมา สายตาทั้งสองคู่ที่ยืนอยู่หน้าตำหนักต่างหันขวับไปมองแม้สตรีคนนี้จะปิดหน้าไว้เช่นกันแต่อิงหลานฟ่านหรูก็จำนางได้ทันที ‘หลี่กุ้ยเหรินปรากฏตัวแล้ว’
อิงหลานและฟ่านหรูอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะรีบก้าวเข้าไปหาแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากพูด เสียงของฟ่านหรูก็ดังขึ้นก่อน
“ถ้าคนนี้คือหลี่กุ้ยเหริน หรือว่า..ฝะ..ฝ่า” นางเผลอตาเบิกกว้างเมื่อเห็นดวงตาคมปลาบของบุรุษข้างกายของผู้เป็นนายนางกำนัลทั้งสองพลันคุกเข่าต่ำ หลิวชิงเซียงจึงดึงทั้งสองเข้ามาแล้วบอกให้เงียบไว้ก่อนจะดึงคนสนิทหายเข้าไปในตำหนักส่วนบุรุษที่เหลือตัวคนเดียวก็ใช้เส้นทางประจำลัดเลาะกลับตำหนักตัวเอง
ทันทีที่มีโอกาสสองนางกำนัลผู้ทุกข์ทนมาหลายคืนก็โล่งอกที่นายหญิงของตัวกลับมาทั้งยังกลับมาพร้อมบุคคลที่สั่งลงโทษเสียด้วยเห็นทีจะมีเบื้องหลังเกินกว่าที่ทั้งสองจะคาดเดาได้
อิงหลานที่ได้สติก่อนกลาดตามองผู้เป็นนายแล้วถอนหายใจใบหน้าของหลี่กุ้ยเหรินซีดเซียวลงเล็กน้อย ทั้งมีร่องรอยความอ่อนล้าแต่แววตากลับสดใสขึ้น เป็นอะไรที่น่าประหลาดใจ “เหตุใดหลี่กุ้ยเหรินของหม่อมฉันถึงผายผอมเช่นนี้” หลังอิงหลานกล่าวจบฟ่านหรูก็อ้าปากจะพูดต่อทว่านายหญิงกลับขัดขึ้นเสียก่อน
“ผอมที่ไหนกัน?” หลิวชิงเซียงยกมือขึ้นแตะแขนเสื้อของตนเองแล้วถอนหายใจเบาๆ“ข้ากินเอาๆ ต่างหากเล่าตอนนี้แทบจะกระโดดไม่ขึ้นแล้ว”
ฟ่านหรูกับอิงหลานสบตากันก่อนที่อิงหลานจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แล้วพระสนมหายไปไหนหลายวันเพคะ..แล้วเหตุใดอยู่ๆ ถึงกลับมาได้?”
ฟ่านหรูรีบเสริมขึ้นทันที“ใช่เพคะ! ที่พิธีบวงสรวจฝ่าบาททรงรับสั่งให้หลี่กุ้ยเหรินถูกกักตัวมิใช่หรือ? แล้วเหตุใด..ถึงหายไป”
หลิวชิงเซียงปรายตามองทั้งสองอย่างอ่อนโยนก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบาทำนองว่าเรื่องนี้อย่าพึ่งพูดถึง“ตอนนี้ยังตอบไม่ได้”
ฟ่านหรูขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม“หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
“ยังต้องรอดูก่อน” ผู้เป็นนายเอ่ยตอบ “หากทุกอย่างจบลงอย่างแท้จริงข้าจะบอกพวกเจ้าทุกเรื่อง”
อิงหลานนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะหลุบตาลงท่าทางครุ่นคิดฟ่านหรูก็ได้แต่เม้มปากไม่อาจเอ่ยอะไรออกไป ความเงียบปกคลุมไปทั่วตำหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่นางกำนัลจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อนเพราะท่าทางที่อ่อนล้าไม่อาจจะทำให้พวกนางรั้งนายหญิงเอาไว้ต่อไปได้ “เช่นนั้นพระสนมพักผ่อนก่อนเพคะ”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าแล้วจึงยิ้มจางๆนางเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยจริงๆ จากการเร่งเดินทางมาครั้งนี้ยามราตรีได้หลับตาเพียงสองสามชั่วยามเท่านั้น
แม้จะเหน็ดเหนื่อยก็จริงแต่ร่างกายนางก็ไม่ได้บอบบางเท่าไรค่ำคืนนั้นหลังได้แช่น้ำเพราะความอุ่นสบายหญิงสาวเอียนตัวพิงขอบถังแล้วเริ่มปล่อยความคิดล่องลอยนึกถึงเหตุการณ์ช่วงที่ไปอยู่นอกวังระหว่างที่แช่น้ำไล่เรียงเหตุการณ์มาถึงวันสุดท้ายก็นึกเสียดายที่หมดโอกาสได้หนีจากวังหลวงเพราะมัวแต่รั้งรอยิ่งเพราะการเร่งช่วงท้ายทำให้ที่เดินทางด้้วยม้าเร็วไม่เปิดโอกาสให้นางเลยจนเหมือนเพียงว่าพริบตาก็กลับมาถึงตำหนักฟู่ตงแล้ว
เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงแดดอ่อนจางที่ทอดตัวผ่านม่านโปร่งบางภายในตำหนักฟู่ตงลำแสงสีทองทาบลงบนพื้นไม้ขัดเงาจนดูราวกับมีประกายหลิวชิงเซียงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบง่ายขัดกับตำหนักโอ่อ่าอิงหลานและฟ่านหรูยืนอยู่ด้านข้างคอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด บนโต๊ะมีสำรับอาหารหลากหลายทั้งข้าวต้มร้อนส่งกลิ่นหอมจาง ผักดองน้ำมันงา และเนื้อนกกระทาอบเครื่องเทศกลิ่นหอมกรุ่นจากชาดอกไม้อุ่นที่รินใส่จอกหยกขาวทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูสงบอย่างน่าประหลาด
หลิวชิงเซียงตักข้าวต้มขึ้นจิบเล็กน้อยรสชาติอ่อนๆ นั้นช่วยปลุกความรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างเมื่อวานนางถูกส่งตัวกลับมาอย่างเงียบเชียบช่วงเวลานั้นถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเวลานี้ก็ต้องกลับมาเป็น ‘หลี่กุ้ยเหริน’ เช่นเดิมพร้อมกับต้องแสดงบทสนมต้องโทษถูกกักบริเวณอย่างที่ได้ประกาศไว้
แต่ความจริงแล้วการถูก‘ลงโทษ’ เช่นนี้ถือเป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับนางอย่างน้อยก็ไม่ต้องพัวพันกับความวุ่นวายใดๆ สามารถขังตัวเองอยู่ในตำหนักใช้ชีวิตไปอย่างเงียบสงบ..ทว่าความสงบนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานยังไม่ทันที่เวลาจะเข้าสู่ยามสายดี เสียงประกาศจากด้านนอกก็ดังขึ้น
“ตำหนักฟู่ตงรับราชโองการ!”
อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันอย่างประหลาดใจหลิวชิงเซียงเองก็ชะงักมือลงเช่นกัน ก่อนจะวางตะเกียบลงอย่างแช่มช้าขบวนขันทีจากตำหนักเฉียนชิงเท่ากับว่ามาจากฮ่องเต้โดยตรง
เพียงไม่นานขบวนขันทีในอาภรณ์สีแดงเข้มก็พากันก้าวเข้ามาภายในตำหนักพวกเขาห้อมล้อมขันทีผู้หนึ่งที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นหัวหน้าขันทีอย่างหลี่ต้ากงเมื่อทุกคนก้าวเข้ามาแล้ว ก็คุกเข่าลงพร้อมกัน
“หลี่กุ้ยเหรินรับราชโองการ” หัวหน้าขันทีเงยหน้าขึ้นพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย“ฝ่าบาทมีราชโองการให้ยกเลิกโทษกักบริเวณหลี่กุ้ยเหรินและทรงพระราชทานบำเหน็จแก่พระสนม เนื่องจากบทคัดลอกพระคัมภีร์และคำถวายพระพรของพระสนมได้ช่วยให้ฝ่าบาทฟื้นจากอาการบาดเจ็บภายในคืนเดียว นับเป็นคู่วาสนาโดยแท้”
สิ้นคำกล่าวทุกคนภายในตำหนักต่างตกตะลึงไปตามกัน “ยกเลิกโทษกักบริเวณ?” ฟ่านหรูเผลออุทานออกมาเบาๆพลางมองผู้เป็นนายของตนอย่างงุนงง
หลิวชิงเซียงขยับริมฝีปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายกลับเพียงแค่ระบายลมหายใจแผ่วเบาดวงตาของนางทอดมองหัวหน้าขันทีอย่างนิ่งสงบ ไม่มีท่าทีแตกตื่นหรือดีใจจนเกินไปชายคนนั้นเอาอีกแล้วแต่งเรื่องราวขึ้นมาหาเหตุผลที่จับต้องไม่ได้ว่านางช่วยเขาฟื้นจากเหตุการณ์พลัดตกเขา
“เนื่องจากหลี่กุ้ยเหรินผู้เป็นคู่วาสนากอปรด้วยความพากเพียรฉลาดหลักแหลมและคุณงามความดีกิริยางามเป็นเลิศ เลื่อนขั้นเป็นผินนับจากประกาศนี้เป็นหลี่ผิน” หลี่ต้ากงผู้นั้นอ่านราชโองจบก็ปรบมือเบาๆและทันใดนั้นขันทีอีกกลุ่มหนึ่งก็พากันยกกล่องบรรจุของล้ำค่าหลายกล่องเข้ามาวางเบื้องหน้า
“ของพระราชทานจากฝ่าบาท” หัวหน้าขันทีกล่าวเสียงดังฟังชัด “ประการแรกคันฉ่องหยกขาวสลักลายเมฆมงคล ส่องสะท้อนสิ่งใดก็ชัดเจนราวกับน้ำค้างแรกแย้มเปรียบดั่งพระสนมที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา” ขันทีคนหนึ่งเปิดกล่องไม้หอมเผยให้เห็นกระจกเงากรอบหยกแกะสลักงดงามสะท้อนภาพของทุกคนในตำหนัก
“ประการที่สองสร้อยไข่มุกดำจากทะเลใต้ คัดพิเศษมาจากราชสำนักเปรียบได้กับพระสนมที่สูงศักดิ์และสง่างาม” เมื่อกล่องที่สองถูกเปิดออกสร้อยเส้นงามที่ร้อยด้วยไข่มุกเงางามเป็นประกายดำเข้มก็เผยให้เห็นภายใต้แสงแดดอ่อน
“ประการที่สาม น้ำหอมดอกเหมยกลั่นจากดอกเหมยหิมะห้าสิบชนิด กลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ ราวกับบุคลิกของพระสนม” ก่อนจะตามมาด้วยอีกกล่อง “ประการที่สี่เครื่องประดับปิ่นทองคำประดับปีกผีเสื้อ หุ้มด้วยทองคำขาวอันหายากเปรียบได้กับความอ่อนโยนแต่แข็งแกร่งของพระสนม”
“ประการที่ห้า ผ้าแพรไหมสีชาด ลวดลายมังกรคู่หงส์ร่ายรำยกเป็นข้อยกเว้นแด่หลี่กุ้ยเหรินผู้เดียวแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งคู่วาสนาและความรุ่งเรือง”
เมื่อของทุกชิ้นถูกเปิดเผยออกมาฟ่านหรูและอิงหลานก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาพวกนางคิดไว้แล้วว่าฝ่าบาทคงมิได้กริ้วพระสนมจริง แต่ถึงกับพระราชทานบำเหน็จมากมายขนาดนี้ยิ่งผ้าลายมังกรคู่หงส์..สิ่งนี้ล้ำค่ากว่าวสิ่งใดเพราะนี่ไม่ใช่คำกล่าวว่าฝ่าบาทเลือกผู้ครองมงกุฎหงส์หรือ?
หลิวชิงเซียงมองของเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจภาระหนักอึ้งที่สองบ่าต้องรับไว้ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่วรับเอาราชโองการมา “ขอบพระทัยฝ่าบาท” ขันทีเหล่านั้นถวายบังคมกับหลี่ผินผู้รับตำแหน่งใหม่หมาดๆอีกครั้งก่อนจะลาถอยออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ปกคลุมภายในตำหนัก
อิงหลานมองดูข้าวของที่กองอยู่เบื้องหน้าไม่ใช้แค่ของล้ำค่าห้าชิ้นที่หลี่ต้งกงประกาศยังมีตำลึงทองสามหีบ หยกงามแปดสี และอื่นๆอีกที่ไม่ได้ถูกพูดถึงก่อนจะหันมามองผู้เป็นนาย “พระสนม..เพคะ” นางเอ่ยอย่างลังเล “เหตุใดจึงมีราชโองการนี้? เรื่องของพระคัมภีร์และคำถวายพระพร..หมายความว่าอย่างไรกัน?” ฟ่านหรูก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างร้อนรน
หลิวชิงเซียงสบตาทั้งสองพลางยกมือขึ้นนวดขมับด้วยท่าทีเรียบเฉยพระคัมภีร์อะไรนางยังไม่เคยได้คัดสักตัว จะเอาที่ไหนไปถวายให้อีกฝ่ายนางเลยใช้ความเงียบแทนคำตอบที่ไม่รู้จะเอ่ยอย่างไร
...
ในสวนด้านหลังของตำหนักยู่คังมีนางกำนัลกลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันเสียงแผ่วเบาแม้ปากจะบอกว่ากระซิบกระซาบแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิด
“เจ้าได้ยินหรือไม่?” นางกำนัลคนหนึ่งกระซิบด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น“ขนาดถูกกักบริเวณฝ่าบาทยังทรงพระราชทานบำเหน็จให้ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
“ใช่ ข้าเองก็นึกสงสัยนัก” อีกคนพยักหน้า “ไม่เพียงแต่ยกโทษให้แต่ยังทรงเลื่อนขั้นเป็น ‘หลี่ผิน’ เข้าวังมาก็พร้อมๆกันแต่กลับมีวาสนาขึ้นเร็วจนน่าอัศจรรย์”
“วาสนาหรือ? ข้าไม่คิดเช่นนั้น” นางกำนัลที่อาวุโสกว่าสะบัดแขนเสื้อสีหน้าแสดงความไม่พอใจ “เจ้าคิดดูสิ แม้แต่ในบันทึกกาลก่อน องค์หญิงต่างเผ่าเข้าถวายตัวยังต้องผ่านพิธีสถาปนาและช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตนแต่หลี่ผินผู้นี้เล่า?ถูกขังในตำหนักแท้ๆมิหนำซ้ำฝ่าบาทยังทรงได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่แล้วอยู่ๆ ก็ฟื้นคืนมาในคืนเดียวยังไม่พอยังทรงกล่าวว่านางเป็นผู้ช่วยให้ฟื้นจากอาการป่วยอีก!”
“พูดเช่นนี้..ฟังไปก็แปลกอยู่เหมือนกัน” นางกำนัลที่ยืนข้างๆ กะพริบตา “หมอหลวงเผยเองก็เข้าเฝ้าอยู่ในตำหนักเฉียนชิงตลอดยังช่วยไม่ได้ทั้งได้ยินว่าหลายวันมานี้ไม่ได้ออกจากตำหนักเลยด้วยซ้ำหรือว่าหลี่ผินเป็นผู้ใช่คุณสะ..”
“พวกเจ้ากล้ากล่าวถึงเรื่องภายในของฝ่าบาทกันเชียวหรือ!” เสียงกริ่งกร้าวดังขึ้นขัดจังหวะเหล่านางกำนัลสะดุ้งโหยง รีบหมุนตัวไปทางต้นเสียงทันทีเมื่อเห็นผู้มาใหม่ก็คุกเข่าลงพร้อมกัน “ฉู่มาม่า!”
ฉู่มาม่าหญิงสูงวัยที่อยู่รับใช้ในตำหนักมาเนิ่นนานยืนกอดอกด้วยสีหน้าขึงขังแววตาดุดันกวาดมองทุกคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า “หากพวกเจ้ามีเวลาว่างมานั่งนินทาพระสนมของฝ่าบาทเช่นนั้นข้าจะหางานให้พวกเจ้าทำเอง!”
“พวกบ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ!” นางกำนัลรีบก้มศีรษะแนบพื้นบางคนตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
“ผิดหรือ? เจ้ายังรู้ตัวอยู่อีกหรือว่าผิด!” ฉู่มาม่าหรี่ตา แววตาเย็นเฉียบ “การกล่าวถึงราชโองการของฝ่าบาทยิ่งเป็นเรื่องส่วนพระองค์ พวกเจ้าเป็นใครจึงกล้าตั้งข้อกังขา? คิดว่าฝ่าบาทจะทรงโปรดให้พวกเจ้าตัดสินพระทัยของพระองค์กระนั้นหรือ?”
“พวกบ่าวมิกล้า!”
“มิกล้า? แต่ก็ทำไปแล้ว!” ฉู่มาม่ากระตุกริมฝีปากเย็นชาก่อนจะตวัดสายตาไปที่นางกำนัลคนแรกที่พูดขึ้น “เจ้ากล่าวหาว่าสนมเอกของฝ่าบาทมิใช่ผู้มีวาสนาเช่นนั้นเจ้าจะรับผิดชอบคำพูดของตนอย่างไร?”
นางกำนัลคนนั้นหน้าซีดเผือดรีบก้มลงจนหน้าผากแนบพื้น “พวกบ่าวผิดไปแล้วขอฉู่มาม่าปรานี!”
“หึ..เช่นนั้นข้าจะปรานีสักหน่อย” ฉู่มาม่าพยักหน้าช้าๆ “พวกเจ้าทั้งหมดไปคุกเข่าหน้าตำหนักเป็นเวลาสองชั่วยามแล้วอย่าให้ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าคิดนินทาเรื่องในวังอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะรายงานไปถึงหูของผู้ที่อยู่สูงกว่าข้าแน่นอน!”
“เจ้าค่ะ! พวกบ่าวขอบคุณฉู่มาม่าที่เมตตา!” นางกำนัลทั้งหลายรีบคลานเข่าออกไปฉู่มาม่ามองตามด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวเดินจากไป
ภายในตำหนักของเหลียงไท่เฟยกลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยกรุ่นอยู่ทั่วห้อง ภายในตำหนักตกแต่งอย่างหรูหราทั้งพรมทอมือจากต่างแดน ฉากกั้นแกะสลักลวดลายเมฆมงคลและเครื่องเรือนที่ล้วนแล้วแต่เป็นของล้ำค่า
เหลียงไท่เฟยนั่งพิงหมอนอิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมือขาวเรียวลูบไล้ขอบถ้วยชาดอกเหมยเบาๆ ราวกับกำลังขบคิดสิ่งใดอยู่ฉู่มาม่าที่กำลังเดินเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ข้างกายเห็นสีหน้าหนักใจของผู้เป็นนายก็เอ่ยถาม“ไท่เฟยก็ทรงได้ยินแล้วหรือเพคะ?”
เหลียงไท่เฟยได้ฟังเสียงคนสนิทก็ดวงตาหม่นลึก“เรื่องที่ฝ่าบาทฟื้นคืนมาอย่างปาฏิหาริย์เพราะการคัดลอกพระคัมภีร์ของหลี่ผินน่ะหรือ”
ฉู่มาม่าพยักหน้าพร้อมสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล“นับเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อยิ่งนักขนาดที่หมอหลวงเผยเข้าเฝ้าไม่ขาด มิได้ออกจากตำหนักเฉียนชิงเลยแท้ๆแต่พอรุ่งเช้าก็ฟื้นขึ้นมาได้” นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ“อีกทั้งฝ่าบาทฟื้นมาปุ๊บก็เลื่อนนางขึ้นเป็นผิน”
คนสูงศักดิ์ถอนหายใจหนักหน่วง“ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะฟื้น..นับว่าแผนการณ์ที่วางไว้สะดุดอีกครั้งเสียแล้ว” นางจิบน้ำชาเล็กน้อยก่อนจะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาทอแววครุ่นคิด “ที่คิดว่าจะต้องรอฮองไทเฮากลับมาเพื่อจัดการเป็นเรื่องสูญเปล่าแล้ว”
ฉู่มาม่าพยักหน้าเห็นพ้อง“กระนั้นก็เถอะเพคะ ฝ่าบาทฟื้นคืนแล้ว” นางลดเสียงให้เบาลง “หม่อมฉันคิดว่าควรรอให้ฮองไทเฮากลับมาก่อนแล้วค่อยขยับหมากต่อไป”
เหลียงไท่เฟยหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “เช่นนั้นก็ได้ รอดูสถานการณ์ก่อน..แต่ข้าจะไม่ยอมให้หลี่ผินก้าวล้ำเกินไปมากกว่านี้แน่”
หญิงรับใช้ค่อยๆเงยหน้าขึ้นก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น “เหลียงไท่เฟยเพคะฮองไทเฮากำลังจะเสด็จกลับมา เรื่องนี้เราควรจะนิ่งไว้ก่อนทางนั้นคงจะทำอะไรไม่ทันเช่นกันอีกทั้งก็รู้กันดีว่าฮองไทเฮาให้ความสำคัญกับชนชั้นฐานะมาแต่ไหนแต่ไรจะปล่อยให้หลี่ผินได้ผยองต่อได้อย่างนั้นเพคะ?”
ขณะที่แม่นมคนสนิทกำลังเอ่ยไปเหลียงไท่เฟยก็ขบกรามแน่นก่อนที่ฉู่มาม่าจะเอ่ยเสริมต่อ “ฮองไทเฮาเคยตรัสเองว่าผู้หญิงที่มาจากตระกูลต่ำศักดิ์หากจะคิดปีนขึ้นสูงย่อมเป็นเรื่องที่ฝืนลิขิตนางย่อมต้องหาทางสะสางเรื่องนี้แน่นอน”
คำกล่าวนี้จบเหลียงไท่เฟยพลันหัวเราะเย็นพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “หากนับเรื่องฐานันดรเป็นสำคัญไยฮองไทเฮาถึงสนับสนุนให้องค์ชายสามขึ้นครองบัลลังก์กันเล่า?”
ดวงตาของฉู่มาม่าสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญกับคำถามนี้แต่นางก็ยังรักษาท่าทีสงบนิ่ง ค่อยๆ ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เรื่องนี้อย่าได้กล่าวอีกเลยเพคะ” นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเหลียงไท่เฟยก่อนลดเสียงลงต่ำราวกับเกรงว่าแม้แต่กำแพงยังมีหู“ตอนนั้นฮ่องเต้พระองค์ก่อนตัดสินใจแล้วฮองไทเฮาคงยากจะคัดคานได้แต่หนุนหลังองค์ชายสามครองบัลลังก์”
เหลียงไท่เฟยวางถ้วยชาลงแรงกว่าปกตินางจ้องฉู่มาม่าเขม็ง “แล้วโอรสข้าล่ะ?”
ฉู่มาม่าพลันถอนหายใจแผ่วเบาก่อนกล่าวเสียงเรียบ“องค์ชายใหญ่แม้จะเป็นพระโอรสที่มีฐานะสูงสุดแต่..”
“แต่เขาถูกส่งออกไปครองที่ดินบรรณาศักดิ์ห่างไกลแล้ว!..เพราะเหตุใดกัน?” เหลียงไท่เฟยเอ่ยเน้นทีละคำ “เพราะเหตุใดลูกชายข้าต้องถูกกันออกไปเช่นนั้น?” ตลอดหลายปีมานี้เรื่องนี้ยังนับเป็นสิ่งทิ่มแทงใจนางอยู่ทุกวันทุกเวลา
แม่นมข้างกายเม้มปากแน่นก่อนลดเสียงให้เบาลงกว่าเดิมอีก“เรื่องนี้ไม่อาจกล่าวถึงได้อีกแล้วเพคะเทียนหลงฮ่องเต้ฟื้นคืนมาแล้ว สิ่งใดที่กล่าวไปอาจกลายเป็นโทษได้โดยง่าย”
คนสูงศักดิ์กว่ามองอีกฝ่ายอยู่นานก่อนหลุบตาลงหัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น “น่าสมเพชนัก..ข้าเพียรวางเส้นทางมานานหลายปีแต่เพียงชั่วพริบตาทุกอย่างก็พลิกผันแค่จะพลักดันคนในตระกูลให้เลื่อนตำแหน่งยังทำไม่ได้” นางเอนกายพิงพนักปลายนิ้วลูบชายแขนเสื้อเบาๆเพื่อสงบใจและใช้ความคิด เมื่อคุมโทสะได้แล้วก็กล่าวขึ้นเนิบช้า “เจ้าว่าฮองไทเฮาจะจัดการกับหลี่ผินอย่างไร?”
ฉู่มาม่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ“อย่างไรเสียฮองไทเฮาไม่ปล่อยให้นางได้เฉิดฉายแน่เพคะไม่แน่ไม่ต้องลงมือด้วยตนเองก็มีผู้พร้อมจะจัดการแทน ขอแค่คนสกุลเฉินหรือสกุลเฉียวต้องได้รับโอกาสถวายตัวบางตอนนั้นคงพอจะมีข้อต่อรองมากขึ้น”
เหลียงไท่เฟยพยักหน้าช้าๆพลางถอนหายใจยาว “เช่นนั้นก็รอดูกันไป”
“แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่หม่อมฉันได้ยินคำลือมามีพวกนางกำนัลเริ่มคิดว่าหลี่ผิน..เป็นผู้ใช้คุนไสยจริงๆเพคะ”
-----------------------------------------------------------
ชิงเอ๋อร์ก็คืองงมาก คือยังไงนะ น้องไม่เก็ทฮ๋าๆ แต่จะมีคนหนึ่งที่ไม่ชอบ อกร้อนรุ่ม
มาส่งพลังแปะใจให้ชิงเอ๋อร์สู้กับวังหลังกันค่ะทุกคน