ตอนที่ 28
สายลมที่เคยพัดผ่านทุ่งหญ้าอย่างสงบ พลันบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันจากมวลมานาที่แผ่ออกมาจากร่างเปลือยเปล่าของาาแวมไพร์
เซเวียร์ดีดตัวจากพื้นดินเพียงครั้งเดียว ร่างกำยำของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดค้อนั์ที่สูงตระหง่านราวกับแท่นบูชาเหล็กกล้า
ที่บนสันด้านข้างของหัวค้อนนั้น บลัดดี้…ปีศาจสาวผู้สถาปนาตนว่าเป็อัจฉริยะหนึ่งเดียวในทวีป นอนหงายรออยู่ด้วยท่าทางกวนประสาท
ขาสองข้างชันขึ้นอย่างไร้เดียงสา แต่ก็ดูไร้ความเป็กุลสตรีอย่างที่สุด เธอยังคงพึมพำถึงปลาซาบะและทูน่าที่เซเวียร์เอามาล่อ โดยไม่ได้เอะใจเลยว่า ‘น้ำอุ่นๆ’ ที่เขาสัญญาไว้นั้นคืออะไร
“มาช้าชะมัด…มัวลีลาท่ามากอยู่ได้ รีบจัดการยัดไอ้สิ่งน่ารำคาญของเ้า เข้ามาในตัวข้าตามที่ตกลงกันไว้เสียทีสิ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว!!”
“ไม่ต้องห่วง…ข้าจะจัดมื้อพิเศษให้เ้าจนอิ่มแปล้เชียวล่ะ” เซเวียร์เหยียดยิ้มเย็นเยือก ดวงเนตรสีโลหิตวาวโรจน์
เขาโถมตัวลงทับร่างขาวซีดนั้นทันที ผิวััเย็นเฉียบของเหล็กกล้าใต้ร่างบลัดดี้ ตัดกับความร้อนระอุจากร่างกายของเซเวียร์อย่างรุนแรง
แวมไพร์หนุ่มเริ่มบทเรียนด้วยการรุกรานริมฝีปากที่ชอบพ่นคำโอ้อวดนั่นอย่างดุดัน รสััของเขาดิบเถื่อนและเต็มไปด้วยอำนาจการสั่งสอน บลัดดี้เบิกตากว้างด้วยความใ ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มติดขัด
“อื้อออ!! อ่อยอ๊ะ…!!” เธอประท้วงในลำคอพลางดิ้นพล่าน แต่แขนแกร่งของเซเวียร์กลับตรึงข้อมือเธอไว้กับพื้นเหล็กราวกับคีมเหล็กกล้า
เมื่อเขาถอนริมฝีปากออก บลัดดี้ก็รีบสูดอากาศเข้าปอดพลางะโด่าทันที
“เ้าทำอะไรน่ะ!! นี่มันแผนลอบสังหารด้วยการแย่งอากาศหายใจงั้นรึ!? เ้ามนุษย์ชั้นต่ำ!! ข้าคืออัจฉริยะนะ เ้ารู้ไหมว่า…อ๊ะ!!”
เสียงด่าทอขาดห้วงไปเมื่อเซเวียร์เริ่มใช้มือหนา เคล้าคลึงปทุมถันคู่สวยที่ซ่อนอยู่ใต้ปอยผมสีพีช
เขารู้ดีว่าจุดไหนคือจุดอ่อนของปีศาจสาวผู้ด้อยประสบการณ์
บลัดดี้สะดุ้งสุดตัว ร่างกายของเธอเริ่มตอบสนองต่อััพิเรนทร์ที่เซเวียร์มอบให้ ความร้อนวูบวาบเริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดกึ่งกลางกาย จนเธอต้องบิดเร้าไปมาอย่างคุมไม่ได้
“นี่มัน…เวทมนตร์อะไร!? ร่างกายของข้า…มันร้อน…มันควบคุมไม่ได้!!”
ตรรกะที่เคยภาคภูมิพลันวินาศสันตะโร
“หยุดเดี๋ยวนี้!! ข้าสั่งให้เ้าหยุด…อ๊าาา!!”
“อัจฉริยะอย่างเ้าก็น่าจะรู้ดีนี่นา…ว่ายิ่งขัดขืน มันจะยิ่ง ‘เจ็บ’ และ ‘เสียว’ ขนาดไหน!!”
เซเวียร์กระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่ามัว ก่อนจะจับขาสองข้างของเธอแยกออกกว้าง เผยให้เห็นเนินเนื้อลี้ลับที่เริ่มฉ่ำเยิ้มด้วยหยาดน้ำใส
บลัดดี้ตาพร่าลอย เธอพยายามจะวิเคราะห์สถานการณ์ตามหลักปราชญ์ในหัว
[ข้อที่หนึ่ง ศัตรูใช้ความร้อนเข้าจู่โจม ข้อที่สอง…ข้ากำลังจะพ่ายแพ้ต่อ…ต่อความรู้สึกบ้าๆ นี่!!]
เซเวียร์ไม่ปล่อยให้เธอคิดนาน เขาจับ ‘ศาสตราลับ’ ประจำกาย ที่ขยายใหญ่จนน่าเกรงขามจ่อเข้าที่ทางรักของปีศาจสาว
“เตรียมรับน้ำอุ่นๆ ตามสัญญาได้เลย บลัดดี้!!”
“เดี๋ยวก่อน!! ไอ้แท่งนั่นมันจะเข้า…อ๊ากกก!!”
เสียงกรีดร้องของบลัดดี้ดังก้องไปทั่วทุ่งหญ้า เมื่อเซเวียร์บดเบียดศาสตราทมิฬเข้าสู่ร่องรอยแห่งความลับรวดเดียวจนมิดด้าม
ความรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากผสมผสานกับความรุ่มร้อนมหาศาล ทำให้สติปัญญาของบลัดดี้แตกกระจายไปคนละทิศละทาง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นิ้วเท้าจิกเกร็งลงกับสันค้อน
“ฮึ่มมม…แน่นเป็บ้า!!” เซเวียร์กัดฟันกรอดพลางเริ่มขยับกายอย่างหนักหน่วง
ค้อนั์ที่ปักดินเริ่มสั่นคลอนตามจังหวะการสั่งสอนที่รุนแรงราวกับพายุทอร์นาโด
“เ้าแวมไพร์เฮงซวย!! เ้าหลอกข้า!! นี่มันไม่ใช่พิธีเข้าฮาเร็ม…มันคือการทรมาน…อื้อออ…แต่ทำไม…ทำไมมันถึง…อ๊างงง!!”
จากคำด่าเริ่มเปลี่ยนเป็เสียงครางฮึดฮัด บลัดดี้ที่เคยโอหังบัดนี้หลับตาปี๋ ใบหน้าแดงซ่าน ลิ้นจุกปาก…เสียอาการแบบสุดขีด
เซเวียร์ใช้ประสบการณ์ที่มีมากกว่าสี่ร้อยปีรุกรานเธอทุกจุด ไม่ว่าจะเป็การขบเม้มซอกคอ หรือการรุกรานด้วยััเปียกชื้นที่วนเวียนอยู่หลังใบหู สลับกับการเป่าลมหายใจอันกระเส่า
บลัดดี้เริ่มไร้ทางสู้ มือที่เคยจะผลักไสกลับเปลี่ยนมาโอบรัดรอบคอเซเวียร์ไว้แน่น ขาเรียวสวยเกี่ยวพันรอบเอวหนาตามสัญชาตญาณ
“ข้า…ข้าจะไม่ยอมแพ้เ้า…เ้ามนุษย์... อื้อออ!! เ้าแวมไพร์สติเฟื่อง ข้าคือมหาปราชญ์…ข้าต้องไม่…อ๊าาา!! ตรงนั้น…อย่ากระแทกตรงนั้น…มันจะ…มันจะออกแล้ว!!”
บลัดดี้แผดเสียงร้องอย่างไม่อายฟ้าดิน
“อะไรจะออกล่ะยัยอัจฉริยะ? ไหนลองบอกข้าซิ?” เซเวียร์จงใจผ่อนจังหวะรุกรานลง ทิ้งให้เธออารมณ์ค้างเติ่งอยู่บนยอดเหวแห่งความหฤหรรษ์
“เ้าคนเ้าเล่ห์!! รีบทำซะ!! ข้าไม่ไหว…ข้าไม่ไหวแล้ว…น้ำอุ่นๆ ของเ้า…เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้!! อ๊าาา!!"
เซเวียร์เหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะโหมกระหน่ำพายุแห่งกามารมณ์ลูกสุดท้ายเข้าใส่เธออย่างไม่ยั้งมือ
ความเร็วและแรงกระแทกทำให้ยอดค้อนั์สั่นะเืจนดินรอบๆ ด้ามค้อนเริ่มปริแตก มานาในร่างของทั้งคู่พุ่งพล่านแผ่กระจายไปทั่วรัศมี
บลัดดี้เบิกตาค้าง ดวงตาสีส้มเรืองแสงของเธอเหลือกลอยด้วยความสุขสมที่เกินขีดจำกัด สติปัญญาที่เธอเคยภูมิใจบัดนี้กลายเป็สีขาวโพลน
“ไอ้เ้าแวมไพร์เฮงซวย…ข้าไม่ไหวแล้ว!! มันจะะเิแล้ววว!!”
“รับไปซะ!! น้ำอุ่นๆ ของข้า…”
เซเวียร์กระแทกครั้งสุดท้ายอย่างรุนแรงจนบลัดดี้ร่างกระตุกวาบ หยาดพิรุณสีมุกที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตของาาแวมไพร์ พรั่งพรูเข้าไปในร่างของปีศาจสาวจนล้นปรี่
“อ๊างงง~!!”
บลัดดี้กรีดร้องสุดเสียงก่อนจะสติหลุดลอยสู่ห้วงนิทรา ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนสันค้อนอย่างหมดสภาพ
สายลมเย็นพัดผ่านร่างที่อาบไปด้วยเหงื่อของทั้งคู่ เซเวียร์หอบหายใจพลางจ้องมองผลงานของตัวเอง
บลัดดี้นอนอ้าปากค้าง ลิ้นห้อยออกมาเล็กน้อย ดวงตาเลื่อนลอยราวกำลังเห็น์ที่เต็มไปด้วยปลาซาบะ
“เป็ไง…บทเรียนของราชันแวมไพร์?” เซเวียร์กระซิบข้างหูคนหมดสติ
เ้าหน้าบี้ที่อยู่ข้างล่างเงยหน้ามองยอดค้อน แล้วพ่นลมหายใจออกทางจมูกแบนๆ ของมันอย่างระอา ราวกับจะบอกว่า ‘สุดท้ายเ้าทาสอวดฉลาดก็โดนกินจนได้’
บลัดดี้ขยับตัวเล็กน้อยพลางละเมอออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“ปลาซาบะย่าง…ข้าจะเอา…สองตัว…”
“หึ…มหาปราชญ์งั้นรึ? สภาพดูไม่ได้เลยนะนั่น”
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เซเวียร์โน้มกายหมายจะโอบอุ้มร่างเปลือยเปล่าของปีศาจสาวลงจากสันค้อน เปลือกตาของบลัดดี้ก็พลันกระตุกถี่รัวราวกับมีใครสับสวิตช์ เธอดีดกายผุดลุกขึ้นนั่งหลังตรงแหนว ราวกับตุ๊กตาผีสิงที่ถูกไขลานจนสุด
แม้แข้งขาจะยังสั่นพั่บๆ และมีหยาดพลังชีวิตอันเข้มข้นไหลย้อนมาตามเรียวขาขาวซีด แต่เธอก็ยังไม่วายเชิดหน้าขึ้นฟ้าแล้วะเิเสียงหัวเราะแหบแห้งออกมา
“หวะ…ฮะๆๆๆๆๆ เห็นหรือยังล่ะเ้าแวมไพร์!! สติปัญญาอันล้ำเลิศของข้า…ข้าคำนวณเอาไว้หมดแล้ว การที่ข้าปล่อยให้เ้ายัดไอ้แท่งนั่นเข้ามา…ก็เพื่อจะทดสอบความทนทานของร่างกายอัจฉริยะต่างหากล่ะ!!”
เซเวียร์เลิกคิ้วมองยัยตัวแสบที่พยายามฝืนสังขาร
“ทดสอบ? แล้วที่ร้องลั่นทุ่งจนม้าข้าในั่นคือแผนด้วยหรือเปล่า?”
“แน่นอน!!”
บลัดดี้ะโสวนกลับทันควันทั้งที่หน้าแดงแป๊ดไปถึงใบหู
“นั่นคือเวทมนตร์ข่มขวัญศัตรู เ้าต่างหากที่เกือบจะเสียสมาธิเพราะเสียงอันทรงพลังของข้า แล้วไหนล่ะ…ไหนล่ะปลาซาบะชั้นเลิศที่เ้าสัญญาไว้!? ข้าทำภารกิจ ‘แช่น้ำอุ่น’ ของเ้าเสร็จแล้วนะ!!”
เซเวียร์หัวเราะหึในลำคอ เขาเอื้อมมือไปคว้าหมับเข้าที่รอบเอวบางของปีศาจสาวแล้วออกแรงหิ้วเธอลอยขึ้นมาจากสันค้อนเหล็กเหมือนหิ้วลูกแมว
ร่างกายเปลือยเปล่าของทั้งคู่ัักันท่ามกลางสายลมเย็น แต่ไม่มีใครมีความคิดเื่การหาอะไรมาปกปิดร่างกายแม้แต่นิดเดียว
“ปลาซาบะน่ะมีแน่ แต่เ้าต้องไปกินข้างหน้า ตรงนี้ไม่มีกองไฟสำหรับย่างปลาให้เ้าหรอกนะ…และที่สำคัญ ข้าว่าท่วงท่าของเ้าตอนนอนตาค้างเมื่อครู่ มันดู ‘อัจฉริยะ’ กว่าตอนโวยวายแบบนี้เยอะเลย”
“หนวกหูเ้าาาเก๊!! ร่างกายอันงดงามและสมบูรณ์แบบของข้าน่ะ คือศิลปะชั้นสูงที่พวกชั้นต่ำอย่างเ้าควรจะก้มหัวกราบไหว้ด้วยซ้ำ”
บลัดดี้โวยวายพลางดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของเซเวียร์ที่หิ้วเธอไว้เพียงมือเดียว
ทรวงอกแบนๆ ของเธอไหวตามจังหวะการดิ้น แต่เธอก็ไม่ได้ขัดขืนอย่างจริงจังนัก เพราะลึกๆ แล้วร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านและซ่านสยิว จากบทเรียนที่รุนแรงและพิสดารบนยอดค้อนเมื่อครู่ไม่จางหาย
เซเวียร์ะโลงจากยอดค้อนั์สู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล โดยมีบลัดดี้พ่วงท้ายมาด้วย
ร่างบางชะงักวูบเมื่อััอันรุ่มร้อนและแรงปะทะหนักหน่วงบนยอดค้อนเมื่อครู่ยังคงตราตรึงอยู่ในโสตประสาท
เธอรีบปรับสีหน้าให้ดูหยิ่งผยองดังเดิม ก่อนจะทอดสายตามองเ้าหน้าบี้ที่นอนเลียอุ้งเท้าสีชมพูอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับมันกำลังรับชมละครฉากใหญ่ที่เพิ่งจบลงไป
“หน้าบี้…เห็นไหมว่าทาสคนใหม่ของพวกเรามันรับใช้ได้ดีขนาดไหน…คืนนี้พวกเราจะได้กินซาบะกันจนพุงกางแล้ว!!”
เ้าแมวหน้าบี้เงยหน้ามองบลัดดี้ด้วยสายตาเหยียดหยาม มันพ่นลมหายใจออกทางจมูกที่บี้แบน ก่อนจะเดินนวยนาดไปคลอเคลียอยู่ที่ขาของเซเวียร์แทน ราวกับจะบอกว่า ‘ข้าขออยู่ฝั่งคนที่มีของกินจริงๆ ดีกว่า ยัยเ้านายสติเฟื่อง’
“เฮ้ย!! เ้าแมวทรยศ…กลับมาหาข้านะ!!” บลัดดี้หน้าถอดสีทันทีที่เห็นแมวรักปันใจ
“ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ แมวเ้ายังฉลาดกว่าเ้าเลย”
เซเวียร์หัวเราะร่าพลางอุ้มเ้าแมวสีชมพูขึ้นมาไว้บนบ่า
“เอาล่ะ ได้เวลาออกเดินทางต่อแล้ว อ้อ…แล้วค้อนของเ้าล่ะ?”
บลัดดี้หันไปมองค้อนปอนด์ขนาดั์ที่ปักแน่นอยู่บนพื้นดิน เธอขยับยิ้มอย่างลำพองใจก่อนจะเดินไปคว้าด้ามค้อนด้วยมือเดียว
“เื่แค่นี้…ข้าบอกแล้วไงว่าข้าแข็งแกร่งที่สุดในปฐี!!”
เธอออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ค้อนั์ที่ฝังลึกก็ถูกกระชากจนหลุดลอยขึ้นมา ส่งผลให้ดินรอบๆ กระจุยกระจาย
บลัดดี้เหวี่ยงค้อนขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดายราวกับแบกไม้จิ้มฟัน ทั้งที่ร่างกายท่อนล่างของเธอยังมีน้ำแห่งชีวิตของเซเวียร์ไหลซึมออกมาเล็กน้อยทุกครั้งที่ขยับตัว
“ไปกันได้แล้วเ้าาาจอมลวงโลก!! นำทางไปหาอาหารของพวกข้าเดี๋ยวนี้!!”
ภาพที่ปรากฏกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ยามอาทิตย์อัสดงสาดแสงสีส้มอาบไล้แผ่นดิน จึงดูประหลาดล้ำเหลือคณนาเกินกว่าที่ตำนานบทใดจะเคยจารึกไว้…
ราชันแวมไพร์ผู้มีเรือนผมสีเงินวาววับประดุจโลหะศักดิ์สิทธิ์ ในร่างเปลือยเปล่าอันกำยำ ควบขับอาชาทมิฬไปตามทุ่งหญ้าอย่างสง่างาม โดยมีเ้าแมวเปอร์เซียหน้าบี้ขนสีชมพูสะท้อนแสง นั่งเชิดหน้าประกาศศักดาอยู่บนหัวม้าประหนึ่งมาสคอตประจำตัว
ขณะที่เื้ัของเขา มีปีศาจสาวผมสีพีชในสภาพไร้อาภรณ์ปกปิดร่างกายเช่นกัน นั่งหันหลังชนแผ่นหลังกว้างของาาแวมไพร์
สองมือเล็กแต่ทรงพลังโอบอุ้มค้อนปอนด์เหล็กั์เอาไว้พาดเยื้องไปบนบ่าอย่างสบายอารมณ์ เธอโยกศีรษะไปมาเบาๆ ตามจังหวะฝีเท้าม้า พลางฮัมเพลงด้วยน้ำเสียงใสซื่อที่ขัดกับอาวุธในมือเป็อย่างยิ่ง
“When the night has come and the land is dark and the moon is the only light we'll see.”
(เมื่อยามราตรีมาเยือน และแผ่นดินมืดมิดลง และมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่เป็แสงสว่างเดียวที่พวกเราเห็น)
เซเวียร์เหลือบมองเงาของบลัดดี้และค้อนั์ที่ทอดยาวขนานไปกับพื้นหญ้า พลางฟังเนื้อร้องภาษาแปลกหูที่ยัยอัจฉริยะกำมะลอขุดขึ้นมาร้องด้วยความพึงใจ
เขาอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มตรงมุมปาก เมื่อคิดว่าการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิครั้งนี้ คงจะเป็การเดินทางที่หลุดโลกที่สุดในชีวิตสี่ร้อยสิบเจ็ดปีของเขายิ่งกว่าตอนโดนรุมสกรัมเสียอีก
“ปีศาจสติเพี้ยนตนแรกในฮาเร็มของข้า…ช่างหาได้ยากยิ่งจริงๆ”
เซเวียร์พึมพำกับตัวเองพลางกระตุกยิ้ม แม้เขาจะเคยมีสาวๆ ในสังกัดมามากมายตลอดหลายร้อยปี แต่การได้ตัวแสบที่ทั้งบ้าพละกำลัง และสมองบวมน้ำอย่างบลัดดี้เข้ามาประเดิมเป็ปีศาจตนแรกในฮาเร็มยุคใหม่นี้…
ก็นับว่าน่าสนุกไม่น้อย!!
เขากระตุกบังเหียนม้าให้ทะยานไปข้างหน้า มุ่งสู่เส้นขอบฟ้าที่ยอดเขาอาร์คานอสตั้งตระหง่านรอคอยการกลับมาของราชันแวมไพร์ พร้อมด้วยยัยปีศาจจอมโวยวาย และแมวหน้าบี้ที่จะเปลี่ยนปราสาทอันแสนขลัง ให้กลายเป็โรงละครสุดเพี้ยนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า