เมฆคิวมูโลนิมบัสหนาทึบและสูงค่อยๆเคลื่อนตัวข้ามแนวเขาอย่างน่าประหลาดและน่ากลัวเหมือนกับความมืดที่จะกลืนกินแสงสว่างให้สิ้นพาผู้คนที่มองดูหวาดกลัวจับจิต ฝูงสัตว์ที่แตกฮือวิ่งหนีอย่างอลหม่านบนพื้นและเหล่าวิหกอบพยบผ่านฝากฟ้ามีให้เห็นทุกที่ภาพทั้งสองนี้ยิ่งทำให้เหล่าก็อบลินด้านล่างล้วนวิตกกังวลและความหวาดกลัวก็กำลังคืบคลานจากส่วนลึกของจิตใจพวกเขา พวกเขานั้นไม่ทราบเลยว่าไม่กี่นาทีต่อมาความตายจะมาเยือนพวกเขาและพวกเขามิอาจปฏิเสธความตายนั้นได้เลย และแล้วสิ่งที่พวกเขากลัวก็มาถึงเมื่อเกลียวของเมฆค่อยๆลงมายังพื้นดินประนึงเหมือนเส้นทางสู่สรวงสวรรค์ เกลียวของเมฆและลมที่หมุนวนได้ปั่นเอาหมู่บ้านขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ว่าจะสิ่งใดก็ไม่อาจหนีรอดลมที่หมุนวนนี้ไปได้เลยเหล่าก็อบลินต่างพากันวิ่งสุดชีวิตเพื่อให้ชีวิตตัวเองได้อยู่รอดต่อไปแต่นั้นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาหนีรอดไปได้ บางคนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ บางคนได้แต่ยืนนิ่งด้วยความกลัวก่อนที่จะถูกกระแสลมยกตัวลอยขึ้นจากพื้น
“หนีปายยยย”
“หนีไปเร็วลูก”
“ไปซะที่รัก ไปปปป”
เสียงเหล่านี้มีให้ได้ยินไม่ขาดสาย ก็อบลินบางพวกหนีมาถึงทางเข้าเมืองหลวงของตนแต่ก็ไม่อาจจะเข้าไปได้เนื่องด้วยม่านพลังป้องกันที่เปิดไว้อย่างเต็มพิกัดเพื่อสะกัดกั้นพายุทอร์นาโดที่มีขนาดหลายกิโลเมตรก็อบลินบางตัวได้แต่ร่ำร้องของความเห็นใจ บางตัวจิตใจพังทลายจนฆ่าตัวตายต่อหนาม่านพลัง บ้างขอร้องให้คนที่รักได้เข้าไปแต่เมื่อเห็นคนภายในม่านพลังป้องกันได้แต่มองดูพวกตนพวกเขาก็ได้แต่โกรธแค้นและด่าทอต่างๆนา บางตัวโกรธถึงขั้นน้ำตาไหลเป็นสายเลือด ส่วนทหารที่อยู่ข้างในก็ได้แต่ยืนนิ่งน้ำตาไหลพรากมองพวกที่อยู่ข้างนอกบางคนอดกั้นไม่ได้วิ่งลงไปหาญาติของตัวเองมือของพวกเขาได้แต่ประกบกับม่านพลังก่อนที่ทหารก็อบลินรายนั้นจะถูกสังหารโดยนายกองของตน
ณ ยาน Destroyer
ดยุกฟากัสได้แต่หลับตาลงอย่างปลง เนื่องจากเขาไม่อาจจะทำให้อารมณ์มาอยู่เนื่องเขาได้แม้ทางที่เขาเลือกจะดูไร้มนุษย์ธรรมแต่เขาไม่มีทางเลือกเนื่องจากเขาไม่อาจปล่อยผ่านความแค้นของคนที่ตายไปได้ เขาได้แต่คิด
‘ข้าสงสารพวกเจ้าจริงๆ ข้าสงสารพวกเจ้าจริงๆ’ เขาได้แต่หลับตาไว้อาลัยก่อนที่จะลืมตาขึ้นและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเนื่องจากการสงสารศัตรูจะนำมาซึ่งกองซากศพของพวกเดียวกันเอง
ณ ยานธง
ราชาริชาร์ดมองไปยังหน้าจอแสดงผลแล้วก็มีอารมณ์ไม่แตกต่างกันกับดยุกฟากัสมากนัก ถ้าเป็นเขาสมัยก่อนที่ยังไม่ได้ก้าวข้ามความโกรธแค้นเขาก็คงจะซะใจที่ได้เห็นภาพข้างหน้าเขาแต่นั้นไม่ใช่เขาในตอนนี้แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างเขาไม่อาจจะหักใจไม่ทำได้
‘ข้าจำเป็นต้องทำเวนิส ข้าจำเป็นต้องทำหากข้าจบปัญหาด้วยสัญติวิธีมันจะไม่ยุติธรรมสำหรับทั้งตัวเจ้า พ่อแม่ ตายาย ประชาชนที่สูญเสียคนที่รัก ข้าต้องเป็นเสาหลักค้ำจุนจิตใจที่แตกสลายของพวกเขา เจ้าเข้าใจข้านะน้องสาว’
“ตรวจสอบน่านฟ้าอย่างละเอียดอีกครั้ง” เขากล่าวไปอย่างเฉยเมย
ในยานธง ห้องกองร้อยพยาบาลภาคสนามที่ 5 ชายคนหนึ่งกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาประตูหลังของเขาเอาไว้ให้ได้ ชายคนนั้นก็ไม่ใช่ใครนอกจากเอ เอหลังจากถูกเรกิสเอามาปล่อยวัดเขาก็ต้องพยายามระวังตัวอย่างดีที่สุดจนพวกที่เข้ามาแกล้งเขาอดหัวเราะลั่นไม่ได้
“เฮ้ย! เมรสฝากสอนเด็กใหม่ใช้ยารักษาสิ”
“กูอีกแล้วหรอวะ เออๆ มานี้สิเด็กใหม่” เมรสกวักมือเรียกเอให้มาใกล้ๆ เมื่อเอมาใกล้เขาก็ล้วงเอายาสามชนิดขึ้นมาก่อนที่จะอธิบาย
“เด็กใหม่ดูนี้นะ ยาสีแดงตัวนี้เป็นยารักษาบาดแผล ยาสีฟ้ารักษาอาการขาดมานาเฉียบพลัน ยาไร้สีเป็นยาระงับความรู้สึก”
“ยามันไม่ใช่ยาแบบดืมหรอครับ”เอมองไปยังแท่งยารูปทรงกระบอกที่มีขนาดยาวเท่ายาแก้ไอน้ำดำตราเสือดาวอันละ 20 บาท
“นั้นมันยาแบบเก่ามันช้าเกินไป ยาพวกนี้ใช้ฉีดเข้าเสืนเลือดแบบนี้”ว่าแล้วเมรสมันก็จับแขนเอยื่นออกมาก่อนที่จะจับยาแล้วกดหลอดฉีดยาระงับความรู้สึกใส่เอ แล้วเขาก็ควักเอามีดขึ้นมาบาดมือเอ
“ทำอะไรเนี่ย” เอพลางสบัดมือออก
“เห็นไหมไม่เจ็บเลย”
“จะไม่เจ็บได้ยังไง เอะ! เออ ไม่เจ็บจริงๆ”
“ยาตัวนี้สำคัญมากมันจะช่วยลากคนที่กำลังจะตายกลับมาได้จากนั้นนายก็ฉีกสีแดงเข้าไปอีก แต่ถ้าในกรณีอวัยวะผิดปกติก็ปล่อยเลยแล้วกันข้าไม่จำเป็นจะต้องให้เด็กที่ไม่รู้อะไรทำของพวกนั้น เคนะ เข้าใจแล้วก็ไปแค่นี้แหละ”