ขโมยผู้นั้นตอนนี้รีบสับเท้าเร็วขึ้นไปอีก มู่ไห่เฉินที่เห็นก็รีบออกวิ่งฝ่าฝูงชนติดตามออกไป แน่นอนว่าวิชาตัวเบาของมู่ไห่เฉินนั้นยอกเยี่ยมอยู่แล้ว เขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถตามจับคนผู้นั้นได้
“คืนเงินข้ามาซะ”
“ถุงเงิน! ถุงเงินอะไร ข้าไม่รู้เื่”
คนผู้นี้ยังคงตีหน้าซื่อไม่รู้เห็น แต่มู่ไห่เฉินรู้แน่ชัดว่าเป็คนผู้นี้เป็แน่
“มือปราบ ๆ ! ท่านมือปราบช่วยข้าน้อยด้วย!”
คนผู้นั้นเมื่อเห็นมือปราบสี่คนเดินลาดตะเวรผ่านมา ก็รีบร้องขอความช่วยเหลือ
มู่ไห่เฉินปล่อยมือ ก่อนจะอธิบายเื่ราวให้มือปราบฟัง แต่เมื่อค้นตัวแล้วกลับไม่พบถุงเงินของมู่ไห่เฉิน
ภายในใจตอนนี้มู่ไห่เฉินเข้าใจแล้วว่าหัวขโมยผู้นี้ไม่มีทำงานเพียงคนเดียวเป็ ระหว่างหลบหนีคงจะส่งต่อถุงเงินให้ผู้อื่นไปแล้ว คิดแล้วก็น่าเจ็บใจนัก
ในเมื่อไม่มีหลักฐานก็ทำได้แต่ปล่อยตัวคนผู้นั้นจากไป
หลังจากหัวขโมยจากไปแล้ว มือปราบท่านหนึ่งก็ได้กล่าวกับมู่ไห่เฉินว่า ดูเหมือนมู่ไห่เฉินเพิ่งเข้าเมืองเป็ครั้งแรก คราวหลังให้ระมัดระวังให้มากกว่านี้หน่อย สิ่งที่เขาพูดนั้นเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่ามู่ไห่เฉินไม่ได้โกหก แต่สิ่งที่พูดนั้นขาดหลักฐานก็ไม่สามารถเอาผิดได้
มู่ไห่เฉินคิดแล้วก็ได้แต่ช้ำใจ ตัวเองนั้นประมาณเกินไป แต่อย่างไรเสียก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ตอนนี้เงินของศิษย์พี่ก็ลอยหายไปต่อหน้าต่อตาทำอะไรไม่ได้
มู่ไห่เฉินเดินไปรอบ ๆ แม้บรรยากาศรอบ ๆ จะสนุกสนานเพียงใด เขาก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้เพียงแต่เจ็บใจกับเื่ราวเมื่อสักครู่
ผ่านไปครู่หนึ่ง หากจำไม่ผิดจะมีตรอกยอดยุทธ์อยู่ เสี่ยวเอ้อกล่าวไว้ว่าทุก ๆ เจ็ดคืนจะมีกิจกรรมของเหล่าจอมยุทธ์และนักพเนจรจัดขึ้นที่นั่น และคืนนี้ก็เป็คืนที่เจ็ด มู่ไห่เฉินเองก็อยากรู้นักว่าจุดรวมพลชาวยุทธ์นั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใด ขืนเดินเตะฝุ่นอยู่อย่างนี้เสียเวลาไปเปล่า ๆ
มู่ไห่เฉินเดินตามถนนหลักไปไม่นานก็เจอตรอกหนึ่งที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้ชมส่งเสียงเชียร์ดังลั่นไปทั่ว คงจะเป็ที่นี่ไม่ผิดแน่
ตรงหน้ามีลานประลองยุทธ์ขนาดใหญ่ เบื้องบนเพิ่งจะมีคนผู้หนึ่งได้รับชัยจากการประลอง เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่ว
“ไม่ทราบชื่อ ขั้นทะลวงชีพจร”
มู่ไห่เฉินลองวิเคราะห์ระดับลมปราณคนผู้นั้นดู จากนั้นแล้วก็ลองวิเคราะห์ระดับลมปราณของผู้คนรอบข้างดู
คนดูส่วนใหญ่ล้วนอยู่ขั้นฝึกปราณ บางส่วนก็ยังแค่ขั้นฝึกกาย นี่ก็อาจจะพอคาดเดาได้ว่าระดับลมปราณของตนก็ยังอยู่เหนือว่ามาตรฐานในยุทธภพอยู่บ้างเล็กน้อย
บริเวณไม่ไกลก็มีสนามประลองเล็ก ๆ สองสามที่ สนามนั้นรายล้อมด้วยผู้คนเป็กำแพง มู่ไห่เฉินเดินไปรอบ ๆ ก็พอรู้เื่ราวเล็กน้อยว่าสนามเล็กนี่ส่วนมากแล้วก็เป็คนที่ไร้ชื่อเสียง หรือไม่ก็เป็มือใหม่กันทั้งนั้น
เมื่อสนามประลองหนึ่งจบลงผู้คนก็สรรหาคู่ประลองใหม่ แน่นอนว่ามีคนผู้หนึ่งเดินเข้าไป ทั้งสองคำนับกันไม่มากพิธีก็เริ่มจู่โจมกันด้วยเพลงหมัด มู่ไห่เฉินพอเฝ้ามองแล้วฝีมือเหล่านี้ล้วนพื้น ๆ มากนัก ด้วยประสบการณ์มากล้นที่เขาได้นั้น หากลงไปประลองเขามั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้ไม่ยาก
เมื่อคู่ประลองจบอีกครั้ง ผู้ประกาศก็ตามหาคู่ต่อสู่คนต่อไปทันที มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าตนนั้นมีทั้งประสบการณ์และลมปราณที่เหนือกว่า เขาอยากจะลงประลองดูสักครั้งเพื่อความบันเทิง อีกทั้งอาจจะพอช่วยลดความเครียดจากถุงเงินได้บ้าง
มู่ไห่เฉินเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปในลานประลอง ทั้งคู่โค้งคำนับก่อนจะเริ่มการประลองเพลงหมัดกัน
มู่ไห่เฉินเริ่มจากการตั้งรับ เพลงหมัดฝั่งตรงข้ามนั้นเรียบง่ายเสียจนเขารู้สึกว่าการตอบโต้นั้นไม่ได้ยากเย็นนัก แต่เล่นละครเสียหน่อยเพื่อวอร์มร่างกายให้ได้ออกกำลังบ้าง
อีกฝั่งเหมือนเริ่มรู้ตัวว่าฝีมือห่างชั้นเกินไป มู่ไห่เฉินเองก็จึงได้ปิดฉากนี้ลงทันที เพลงหมัดเจ็ดดารากระแทกคู่นอนสู่ล้มลง
อีกฝั่งประกาศยอมแพ้ก่อนยกมือคำนับและเดินออกไป ผู้คนโดยรอบมีเสียงโห่ร้องเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“มีผู้ใดอยากประลองกับเด็กหนุ่มผู้นี้หรือไม่”
สิ้นเสียงผู้ประกาศก็มีชายชายฉกรรจ์ร่างกำยำเดินเข้ามา มู่ไห่เฉินพอประเมินคู่ต่อสู้ก็พอรู้ว่าฝีมืออยู่ขั้นฝึกปราณอยู่ เขาไม่ได้ตื่นตระหนกและโค้งคำนับคู่ต่อสู้
ชายฉกรรจ์แม้ไม่มีเพลงหมัดยอดเยี่ยม แต่พละกำลังนั้นก็มากมายเกินกว่าจะตั้งรับตรง ๆ ได้ แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าจะต้องจัดการอย่างไร
ไม่กี่กระบวนท่าชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็พ่ายแพ้ออกไป และเป็อีกครั้งที่คนถัดไปก้าวเดินลงสนาม ผู้คนเริ่มโห่ร้องออกเสียงเชียร์มู่ไห่เฉินที่ชนะติดต่อมาหลายครั้ง
ผ่านมาอีกสามคนก็ไม่มีใครหยุดมู่ไห่เฉินลงได้ ยามนี้ทั้งเสียงเชียร์และการเสียงกำลังใจรอบด้านทำให้มู่ไห่เฉินรู้สึกคึกคะนองได้ที่ นับว่าเป็การประลองในยุทธภพครั้งแรกที่น่าภิรมย์นัก
เมื่อคู่ใหม่จบลง คนประกาศก็เดินเข้ามาหามู่ไห่เฉินพร้อมบอกให้เขานั้นขึ้นเวทีใหญ่ มู่ไห่เฉินยังไม่ทันได้ตอบ ขณะที่กำลังครุ่นคิดคนประกาศก็ยัดเงินหนึ่งตำลึงใส่มือมู่ไห่เฉิน จากนั้นก็ดึงมู่ไห่เฉินเดินไปยังเวทีใหญ่
มู่ไห่เฉินทั้งสับสนและงุนงง ตอนนี้เงินขาดมือ อีกทั้งเสียงรอบข้างต่างเชียร์ให้ขึ้นเวทีใหญ่ดังลั่นรอบด้าน
“ขึ้นเลย ! ขึ้นเลย! ขึ้นเลย!”
พอตั้งสติได้เขาก็ยืนอยู่บนเวทีใหญ่แล้ว สายตามากมายต่างจับจ้องเด็กหนุ่มปริศนาบนเวทีที่ไม่มีใครรู้จัก
บนเวทีตอนนี้มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งร่างกำยำหนวดเคราไร้ระเบียบ อายุคงราวสามสิบกว่า มือขวาเขากำดาบเล่มใหญ่ประทับไหล่
“ข้าอู่เตา สำนักดาบเพลิง ต้องขอคำชี้แนะจากเด็กหนุ่มไฟแรงเสียหน่อย”
แน่นอนว่ามู่ไห่เฉินตั้งหลักแทบไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว ใจเต้นระรัวหายใจถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ประกาศที่พอพามู่ไห่เฉินขึ้นเวทีก็สันทยายยกย่อมู่ไห่เฉินมากมาย ก่อนจะเห็นมู่ไห่เฉินแนบนิ่งก็รีบไปสกิดให้รู้สึกตัว
“ข้ามู่ไห่เฉิน สำนักเจ็ดดาราสะท้านภพ”
มู่ไห่รีบตอบกลับไปโดยสมองยังไม่ทันได้ไต่ตรองให้ถี่ถ้วน เขาพึงนึกได้ว่ายามนี้สำนักนั้นได้ล้มสลายไปเสียแล้ว เมื่อเดือนกว่าในยุทธภพนั้นไม่มีสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพอีกต่อไป
พอสิ้นเสียงทั่วทั้งสนามนิ่งเงียบผิดปกติ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงแ่เบาดังไปทั่ว แม้กระทั่งผู้ประกาศข้าง ๆ ยังต้องตะลึง
“อะไรนะ เ้าเด็กหนุ่มนี้คือศิษย์ที่หลงเหลือของสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพหรือนี่ ไม่อยากจะเหลือเลย”
“ไหนว่าสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพล้มตายจนหมดสิ้นแล้วมิใช่หรือ”
“ไม่อยากจะเชื่อ เห็นว่ามีศิษย์บางคนที่เหลือรอด ไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะรอดมาได้”
ข่าวลือสะท้านฟ้าเช่นนี้ แน่นอนว่าตอนนี้คงได้ยินไปทั่วยุทธภพแล้ว และตอนนี้คนที่ยังเหลือรอดมายื่นอยู่ตรงนี้ ทำให้ฝูงชนเริ่มสนใจมากขึ้น
สนามเวทีรอบ ๆ ยามนี้ตาางยุติลงเพื่อมาดูการประลองนี้
“น่าสนใจนัก! เลือกอาวุธเสีย!”
เสียงอู่เตาดังขึ้นด้วยรอยยิ้มสนใจในตัวมู่ไห่เฉิน
ผู้ประกาศรีบเดินไปข้างเวทีและรับกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมามอบให้มู่ไห่เฉินแล้วเดินลงจากเวทีไป
“อู่เตา ระดับทะลวงชีพจร”
มู่ไห่เฉินวิเคราะห์คู่ต่อสู้อีกครั้ง ระดับลมปราณถือว่าเทียบเคียงกันได้ ส่วนประสบการณ์การต่อสู่นั้นหากนับตามอายุมู่ไห่เฉินควรจะด้อยประสบการณ์กว่ามาก แต่กรณีของมู่ไห่เฉินตอนนี้มีประสบการณ์การต่อสู้ของระดับอาจารย์หวงอยู่
หากแม้จะตื่นเต้นไปเสียหน่อย อย่างน้อยก็ฝีมือใกล้เคียง ขอแค่ได้แสดงฝีมือบ้างไม่น่าเกลียดเกินไป ถึงแพ้ก็ไม่เป็ไร
“หนุ่มน้อยรับมือ !”
อู่เตาะโลั่นก่อนจะพุ่งดาบเข้ามาฟาดฟันอย่างหนักหน่วง ทุกการฟาดฟันผู้ชมต่างโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น