ตอนที่ 53 : คงเป็นเรื่องน่าลำบากใจ หากเห็นรุ่นพี่ที่ทำงานทะเลาะกัน
หลังจากฟ้าเดินเข้ามาในห้องประชุมใหญ่ตามคุณหมอนิว สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกคือฮอลล์ที่มีเวทีติดผนังขนาดใหญ่ ให้บรรยากาศแบบเดียวกับที่ใช้ทำกิจกรรมในโรงเรียนของเธอ
ซึ่งด้านล่างเวทีนั้นมีโต๊ะสีขาวที่เห็นได้บ่อยในงานราชการตั้งอยู่ ล้อมรอบด้วยกลุ่มคนที่กำลังยืนคุยกัน
และใช่... ในบรรดากลุ่มคนที่กำลังยืนหารือเรื่องบางอย่างอยู่นั้น มีเด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันที่เธอจำได้
ไม่มีผิดแน่... คุณยมทูต!
ฟ้ารู้ทันทีที่ได้เห็นหน้าเด็กหนุ่ม... เห็นหน้าทัต
แม้ในความทรงจำจะเป็นภาพเลือนราง แต่หัวใจที่เต้นระรัวและฉีดขึ้นแก้มจนแดงระเรื่อนี้ เป็นสิ่งยืนยันว่าเด็กหนุ่มที่เห็นคือคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้แน่นอน
โชคดีที่ระยะยังไกลแถมมีคุณหมอนิวเดินนำเลยพอจะปิดบังท่าทางเหนียมอายนี้ได้
ฟ้าเลยถือโอกาสเดินหลบหลังคุณหมอนิว จนเธอเดินใกล้พอให้เริ่มทักทายพวกทัต
“หวัดดีจ้ะทุกคน กลับมาจากภารกิจแล้วเหรอ———”
“ปวกเปียกเกินไปแล้ว!!!”
เสียงของเด็กสาวที่อยู่ข้าง ๆ ทัตแผดขึ้น ทำเอาฮู้ดที่เธอสวมอยู่ถึงกับหลุด
เผยให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงผมสีดำสั้นประบ่า... เห็นใบหน้าของเบลที่กำลังโกรธกริ้ว ขมวดคิ้วมองค้อนใส่ทัตที่ยังดูใจเย็นอยู่
แต่ด้านข้างของทัตมีผู้หญิงอีกสองคน... มีพิมที่มองค้อนเบลกลับไปแทนทัต และฝ้ายที่แม้จะเก็บอาการได้แนบเนียนกว่าแต่ก็ยังดูโกรธ
บรรยากาศตึงเครียดปะทะใส่กันจากทั้งสองฝ่าย แผ่ออกมาจนถึงฟ้าที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่ทันตั้งตัว
เอ๋!!!!?
ทะ ทะ ทะ ทะเลาะกันเหรอ!!!!?
ฟ้าเห็นแล้วกรีดร้องในใจจนเกือบหลุดเสียงออกมา ท่าทางของทั้งสองฝ่ายนั้นดูส่งสายตากันรุนแรง มากซะจนฟ้าเริ่มหลังสั่น
ทำยังไงดีล่ะ! คงไม่ใช้กำลังกันใช่ไหม!?
ฟ้าเริ่มสับสนแต่ก็ไม่อยากให้มีเรื่อง แม้จะไม่น่ากังวลขนาดนั้นเพราะคนอื่น ๆ รอบโต๊ะอย่างคิว กิฟ ลินดา รวมถึงมิ้นยังไม่ได้มีท่าทีจะเข้าร่วมการทะเลาะ แต่ปัญหาคือไม่มีใครคิดห้ามเลยนี่แล
พอคิดว่าจะทำยังไงดีก็หันไปหาคุณหมอนิวที่ดูจะเป็นผู้ใหญ่ที่สุด คงมีแต่เธอที่จะหยุดการทะเลาะนี้ได้
“ทะเลาะกันอีกแล้วนะเด็กพวกนี้ เฮ้อ...”
แต่คุณหมอนิวกลับถอนหายใจเหนื่อยหน่าย เธอไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปแทรกบทสนทนามากกว่านี้
ฟ้าเลยทำอะไรไม่ได้อีกแล้วนอกจากยืนเกร็งมองเบลเปิดปากใส่ทัตต่อ
“นี่มันกี่ครั้งแล้วที่นายปล่อยพวกนั้นไปน่ะ! ห๊ะ!!!”
“เธอเองก็ด้วยนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วรึไงว่าถ้าหลักฐานไม่พอเราก็ให้โทษสูงสุดไม่ได้น่ะ”
“ไม่พออะไรอีก!? มีพยานตั้งยี่สิบคนบอกว่าเจ้าพวกนั้นฆ่าคนอื่น เนี่ยนะหลักฐานไม่พอ!”
เบลยังยืนกรานด้วยความโกรธ ลมหายใจถี่ทำให้เธอดูตัวสั่น แตกต่างจากตอนปกติที่ดูเงียบ ๆ อย่างเห็นได้ชัด
ทัตเองก็คิดว่ารู้จักเธอดีแล้วหลังจากที่ย้ายมาทำงานหน่วยเดียวกันได้เดือนนึง แต่เห็นชัดว่าเขายังไม่ได้รู้จักเรื่องทั้งหมดของเบล
รวมถึงเหตุจูงใจที่เธอมาเข้าหน่วยศูนย์นี้ด้วย
ถึงจริง ๆ นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เบลคัดค้านคำตัดสินของเราก็เถอะนะ
แต่... ในฐานะของหัวหน้าหน่วยศูนย์ เราก็ต้องทำตามกฎที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่งั้นที่สร้างกฎมามันก็ไม่มีประโยชน์
...อย่างคืนนี้ที่ได้ไปจับเจ้าพวกทำผิดกฎที่สวนสาธารณะ กับกลุ่มที่กระจายในเมืองซึ่งฝ้ายเป็นคนไปต้อนกลับมาให้
เราได้รับรายงานมาว่าคนพวกนี้ฆ่าคนเมื่อสามวันก่อน ก็เลยแอบตามดูจนเห็นว่าพฤติกรรมส่อ พวกเราจึงได้เข้าไปกุมตัว
แต่... เพราะไม่มีหลักฐานอื่นนอกจากการที่มันหาเรื่องพวกเราทันที เราเลยคาดโทษได้แค่การทำร้ายร่างกาย
ด้วยการใช้สกิลของเราดูดเลเวลของพวกมันคนละ 50 เลเวล ซึ่งนั่นแหละคือบทลงโทษตามกฎแล้ว
แต่ถ้าเบลยังไม่พอใจ งั้นก็แสดงว่า...
“พวกนั้นเป็นอริเก่าเธองั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่” เบลปฏิเสธทันควัน ด้วยน้ำเสียงที่ดูจะกลับมาปกติเหมือนอย่างเคย
แต่พอทัตมาคิดดู หากพวกที่ถูกลงโทษเป็นอริเก่าของเบลจริง เธอคงคัดค้านตั้งแต่อยู่หน้างานแล้ว
“เดี๋ยวนะ... ถ้างั้นแล้วเธอจะมาเถียงทัตทำไมเนี่ย?” พิมแทรกเข้ามาตรงกลาง เริ่มออกโรงหงุดหงิดแทนทัต
แต่นั่นยิ่งโถมไฟในใจของเบล เพราะมันเหมือนกับว่าพิมกำลังด่าว่าเธอเอาเรื่องส่วนตัวมาใช้ตัดสิน
“คิดว่าฉันเป็นพวกอคติรึไง? ที่ฉันท้วงอยู่นี่คือเรื่องบรรทัดฐานในการตัดสินต่างหาก!”
“ก็แล้วไง! ถ้าคนที่แจ้งมันโกหกเหมือนกันจะทำยังไงล่ะ? เราถึงต้องมีหน่วยสอดแนมที่เป็นคนของเราไง!!!”
“ทำยังกับคนของเราโกหกไม่ได้อย่างงั้นแหละ!”
“ใจเย็นก่อนเถอะค่ะ! ทั้งพี่พิมทั้งเบลเลย!”
ฝ้ายเดินเข้ามาแทรกกลาง นั่นทำให้ทั้งสองคนปิดปากพักยก แต่สีหน้าของทั้งสองคนยังคงขมวดนิ่ว โดยเฉพาะเบลที่ยังกำมือจนสั่น
ทัตเองก็พยายามคิดตามที่เบลคัดค้าน เพราะอยากจะเข้าใจ... เธอพยายามจะบอกว่าจำนวนของพยานมันบ่งบอกแล้วว่าข้อหาที่คนกลุ่มนั้นฆ่าคนนั้นมีความน่าเชื่อถือ
แต่ก็อย่างที่พิมบอก... พยานกลุ่มนั้นอาจเป็นอริกับกลุ่มที่พวกทัตเพิ่งจับกุมก็ได้ แม้คนกลุ่มนั้นจะให้การทั้งน้ำตาแต่นั่นก็ไม่ใช่หลักฐานที่บอกได้ว่าใครทำ
ต่อให้ดูน่าสงสารแค่ไหน การเชื่อคำพูดโดยไร้ซึ่งหลักฐานมันก็ไม่เป็นธรรมในความคิดของทัต
ตอนนี้หน่วยศูนย์เป็นทั้งตำรวจและผู้พิพากษาในตัว ถ้าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น
ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะได้มายืนอยู่จุดนี้
แต่... เพราะได้อยู่จุดนี้แล้วนี่แหละ ถึงยิ่งต้องระวังการเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง
เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดที่รวมทุกคนได้... เราจะต้องไม่สูญเสียหลักการเด็ดขาด
“ปล่อยโจรสิบคนหนี ยังดีกว่าฆ่าคนบริสุทธิ์หนึ่งคน”
ทัตลองเผยทัศนคติของตัวเอง แววตาแน่วแน่มองตรงไปยังเบลเป็นครั้งแรก และนั่นทำให้เธอเลิกคิ้วขึ้นแปลกใจ เพราะหากจะมีอะไรที่เธอเหมือนกับทัต ก็คงเป็นจุดที่จะไม่พูดมากเกินความจำเป็น
และในเมื่อทัตพูดออกมา มันก็หมายความว่าเขาจะไม่ยอมฆ่าใครจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง 100%
นั่นคือหลักการที่ทัตจะไม่ยอมผ่อนปรน
“เบล ฉันเข้าใจนะ ว่าเธออาจจะเห็นใจพวกคนที่แจ้งความ... แต่การฆ่าคนน่ะ ถ้าทำลงไปแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้นะ ...เพราะงั้น ฉันคงทำตามที่เธอบอกไม่ได้หรอก”
ทัตพูดย้ำเตือน แต่ยังก้มหน้าลงนิดหน่อยเสมือนเป็นการขอโทษ
เขาเองก็รู้ว่าการให้ใครสักคนเปลี่ยนหลักการมันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เพราะเขาเองยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่... นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเดินบนเส้นทางเดียวกันไม่ได้
ทั้งการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย หรือการสร้างบรรทัดฐานอันมั่นคงเพื่อให้เกิดความสงบสุข
ถึงจะมีหลักการคนละอย่าง แต่หากตั้งเป้าหมายอย่างเดียวกัน ยังไงเส้นทางที่บรรจบกันก็ต้องมีจุดที่ร่วมมือกันได้อยู่ดี
เพื่อการนั้น... การถอยคนละก้าวเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่คือสิ่งที่พึงกระทำ และนั่นคือสิ่งที่ทั้งทัตและเบลเองก็รู้
เบลที่เห็นทัตก้มหน้าก้มตาจึงเริ่มก้มหน้าตาม ก่อนที่จะดึงฮู้ดมาสวมหัวตามปกติ
“ฉันไม่ได้สงสารคนพวกนั้นหรอกนะ... ก็แค่ไม่อยากให้เรื่องมันเกิดก่อนค่อยมาแก้ทีหลังก็เท่านั้นเอง”
เบลกลับมาใช้น้ำเสียงนิ่งสงบตามปกติเสียที นั่นทำให้ทัตถอนหายใจโล่งอก
แถมเบลยังยอมเปิดปากเล่าเพิ่มด้วย นั่นทำให้ทัตรู้ว่าจริง ๆ แล้วเธอก็แค่กังวลว่าคนร้ายที่ปล่อยตัวไปจะสร้างเรื่องทีหลัง
“งั้นเหรอ... ฉันเองก็เข้าใจอยู่ล่ะนะ เพราะถ้ามองกลับกัน การที่เราปล่อยคนร้ายไปแล้วมันไปฆ่าคนตาย ชีวิตของผู้บริสุทธิ์นั้นก็เอาคืนมาไม่ได้เหมือนกัน”
“...เข้าใจก็ดีแล้ว”
เบลกอดอก แล้วก็กลับไปยืนนิ่งไม่ได้โต้ตอบกลับมาอีก ท่าทางถึงจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมทัต
ดูเหมือนสุดท้าย เบลอาจจะแค่อยากให้ทัตเข้าใจผลการตัดสินของตัวเขาเองก็เท่านั้น
ด้วยเหตุนั้น สถานการณ์เลยคลี่คลายลงจนทุกคนในกลุ่มถอนหายใจโล่งอกไปตาม ๆ กัน (รวมถึงฟ้าด้วย)
...ถึงทางพิมจะยังแยกเขี้ยวอยู่เล็ก ๆ ก็เถอะ แต่เบลเองก็รู้ว่าตัวเองมีส่วนผิดเธอเลยยอมรับได้โดยไม่ตอบโต้ (ถึงปกติเธอจะไม่สนใจเวลามีคนโกรธใส่อยู่แล้วก็เถอะ)
แต่ว่า... เป็นแบบนี้เดี๋ยวจะเครียดเอานะพิม
หากปล่อยไว้เธอคงไม่สงบง่าย ๆ ทัตรู้เรื่องนั้นเลยพยายามปลอบใจเธอด้วยการกุมมือ
ความกะทันหันทำไหล่เธอกระตุก ฉาบแก้มเธอเป็นสีแดงก่ำ และไม่ทันไรความหงุดหงิดก็ถูกทาทับด้วยความประหม่าดีใจ กลายเป็นรอยยิ้มอย่างง่ายดาย
“ขอบคุณที่โกรธแทนฉันด้วยนะพิม” ทัตก้มลงกระซิบข้างหูพิม ทำเธอจั๊กกะจี๊ขนลุกจนเหยียดตัว ซึ่งแน่นอนว่ามันมาจากความรู้สึกดีที่ทำเพื่อทัตได้
“ใช่ไหมล่า ฮิฮิ!”
พิมหันมายิ้มแป้นอีกหน รอยยิ้มสดใสของเธอทำให้ทัตหายเหนื่อยไปด้วยในพริบตา ทำเอาเขาเผลออมยิ้มตามไปด้วยไม่ต่างกัน
“โอยยยย จีบกันอีกแล้วคู่นี้”
“ไม่เกรงใจคนโสดเลยครับให้ตายเถอะ”
กิฟกับคิวบ่นอิดออดตามภาพที่เห็น เพราะสองหน่อดันแผ่บรรยากาศกุ๊กกิ๊กหวานแหววออกมาจนมีดอกไม้เป็นฉากหลังแถมยังอยู่ในโลกส่วนตัวกันอีก เลยทำเอาเหล่าคนโสดรอบ ๆ หงุดหงิดไม่เบา ถึงงั้นก็ไม่มีใครเข้าไปขัดเพราะเหนื่อยจะพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ แล้ว
รวมถึงเด็กใหม่เองก็มีความรู้สึกรุนแรงอยู่ภายในเมื่อเห็นภาพนั้นเช่นกัน ...ถึงจะเป็นคนละอารมณ์กับคนอื่นก็ตาม
...งั้นเหรอ
เขามีแฟนแล้วนี่เอง
ฟ้าเห็นภาพนั้นแล้วยิ้มอ่อน แต่ในใจกลับรู้สึกปั่นป่วนไม่เบา ถึงอย่างนั้นก็ทำใจยอมรับได้
หรืออย่างน้อยก็พยายามทำให้ได้...
“......งั้นไหน ๆ ก็เลิกทะเลาะกันแล้ว ก่อนอื่นช่วยดูทางนี้กันหน่อยนะจ๊ะทุกคน”
คุณหมอนิวสังเกตเห็นทุกอย่างเลยพยายามเปลี่ยนประเด็น คิดว่าอย่างน้อยนั่นจะช่วยให้เด็กสาวลืมความรู้สึกแย่ได้เร็ว ๆ
ถึงไม่รู้ว่ามันจะทำให้เธอกังวลแทนรึเปล่าก็เถอะ เพราะตอนนี้ทุกคนหันมามองฟ้ากันหมดเลย แน่นอนว่าทัตเองก็เช่นกัน
“นี่เธอ ถ้าจำไม่ผิด... คนที่สู้กับ Chivalry ใช่ไหม?”
“ชะ ใช่ค่ะ! ตอนนั้น ขอบคุณที่ช่วยชีวิตฉันไว้นะขร่ะฟรุ!”
งือออออ! มากัดลิ้นอะไรตอนนี้ยัยเซ่อ!!!!
ฟ้าไหว้ขอบคุณได้ไม่ทันไร ความประหม่าก็เข้าครอบงำจนต้องรีบปิดหน้าปิดตาด้วยความอาย
“ใจเย็น ๆ นะจ๊ะ ทุกคนใจดีกันทั้งนั้นแหละ”
“คะ ค่า...”
ฟ้าตอบคุณหมอนิวเสียงอ่อย ถึงจะได้คุณหมอช่วยลูบหลังปลอบใจ แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้ช่วยให้หายประหม่าได้ง่าย ๆ
อันที่จริง พอถูกพาเข้าไปใกล้พวกทัต ความสั่นจากข้างในก็ถึงกับเริ่มออกมาที่มือไม้เลยด้วยซ้ำ
ไหวไหมเนี่ย...
ทุกคนคิดแบบนั้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทัตมองดูแล้วก็เห็นใจ คิดว่าน่าจะเป็นบุคลิกภาพของเจ้าตัวมากกว่า เขาเลยหันไปหาคุณหมอนิวแทน
“ว่าแต่ มีอะไรเหรอครับ?”
“ก็น้องคนนี้อยากจะเข้าเซฟเวอร์น่ะสิจ๊ะ”
“อ๋อ”
ทัตพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์ พอมานึกดูเขาก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเคยเห็นหน้าของเด็กสาวคนนี้มาก่อน
แล้วในระหว่างที่ทุกคนรอคอย คุณหมอนิวก็ก้มหน้าลงไปกระซิบใส่ฟ้า
“เอ้า ๆ แนะนำตัวหน่อยจ้ะ”
“อะ ค่ะ!” ฟ้าตัวสะดุ้ง แต่ก็รีบตั้งสติด้วยการหายใจเข้าลึก ๆ
เธอก้าวนำหน้าคุณหมอนิวออกมา ก่อนจะเริ่มแนะนำตัว
“นะ หนูชื่อนภาพร เจริญชัย ชื่อเล่นชื่อฟ้าค่ะ! อายุ 15 อยู่ชั้น ม.3/2 โรงเรียนอุดรวิทยกูลค่ะ!”
“ “ “โอววว” ” ”
มีเสียงชื่นชมมาจากกิฟ คิว และมิ้น ถ้าไม่ติดเรื่องบรรยากาศที่กำลังจริงจัง พวกเธอก็อยากจะปรบมือให้กับสาวน้อยขี้อายคนนี้สักหนึ่งยก
ทัตเองก็อยากทำเช่นนั้น เพียงแต่เขาติดใจบางอย่างจากข้อมูลของฟ้า
“เดี๋ยวนะ? โรงเรียนเดียวกันเลยนี่นา” พิมชี้ไปที่ฟ้าด้วยอาการแปลกใจ เธอชิงทัตพูดไปก่อนเสียแล้ว
แต่แน่นอนว่าความจริงตรงนั้นก็ทำให้ฟ้าเลิกคิ้วเหมือนกัน
“ฉันชื่อพิมนะ อยู่ ม.4/2 ยินดีที่ได้รู้จัก”
“สะ สวัสดีค่ะ” ฟ้ารับไหว้แทบไม่ทัน แถมทัตก็ขยับเข้ามาอยู่ข้างพิมเธอเลยยังไม่เอามือลง
“ส่วนฉันชื่อทัตนะ อยู่ห้องเดียวกับพิมนี่แหละ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“คะ ค่ะ!”
ฟ้าเริ่มทำตัวไม่ถูกกับเหล่ารุ่นพี่ในโรงเรียน เธอมองสลับทัตทีพิมที
“เอ่อ... ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่พิม ...พี่ทัต”
ฟ้าเว้นช่วงก่อนที่จะหันไปมองทัต เพราะด้วยระยะแค่นี้ยังทำให้เธอประหม่าไม่หาย
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
แต่ในตอนนั้น เด็กผู้หญิงผมบลอนด์ทองยาวที่สูงพอ ๆ กับเธอ... ฝ้ายก็พุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างฟ้ากับทัตเข้าให้
แถมยังจ้องตาฟ้าซะน่ากลัวอีกด้วย
“พี่พิมน่ะได้... แต่ห้ามเรียกพี่ทัตว่าพี่ทัตนะคะ”
“อะ เอ๋........”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกแช่แข็งทั้งร่างของฟ้าจนหน้าซีด คนยิ่งคุยไม่เก่งอยู่แล้ว เจอแบบนี้เข้าไปเรียกว่าตายทั้งเป็นสำหรับฟ้าได้เลย
คุณหมอนิวเห็นแล้วก็ชักสงสาร เธอหันไปยิ้มหยอกใส่ฝ้ายแทน
“อ้าว ๆ ฝ้ายหึงเหรอจ๊ะเนี่ย”
“!!!?”
ฝ้ายไหล่กระตุก มีปฏิกิริยาทันทีที่คุณหมอนิวยิ้มแซว
ก็แน่ล่ะ... เพราะสถานะที่ดีที่สุดอย่าง ‘แฟนสาวของทัต’ ถูกพิมเอาไปแล้ว สถานะอันแสนวิเศษที่รองลงมาอย่าง ‘น้องสาวของทัต’ ถึงเป็นเอกสิทธิเดียวที่เหลืออยู่ รู้แบบนั้นฝ้ายจะยอมเสียให้คนอื่นได้อย่างไร
แต่ก็เพราะออกตัวแรงผลที่เกิดเลยเป็นความประหม่า ฝ้ายยังเผลอเหลือบมองทัตด้วยเพราะไม่อยากให้เขารู้
แต่แน่นอนว่าไม่เหลือ... พอหันไปแล้ว ฝ้ายก็สบเข้ากับรอยยิ้มประหม่าแห้งของทัตเต็ม ๆ
ทำเอาฝ้ายที่เสียเหลี่ยมก้มหน้าก้มตาหลบแก้มแดง ๆ แทบไม่ทัน
“ไปตายซะทัต!”
“เห็นด้วยเลยครับ!”
ก็เลยจุดไฟให้มิ้นที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกับคิวที่ยืนอยู่ข้างเธอเดือดเข้าให้ ท่าทางเขินอายของฝ้ายที่มีต่อทัตมันช่างเจ็บจี๊ดจนต้องด่าให้ออกรสสักครั้ง
แต่แน่นอน... ทัตมองออกว่ามันคือความอิจฉา (ที่พวกเขาแสดงออกเหมือนกับทุกที) ทัตเลยทำได้แต่ยิ้มแหยเพราะบังคับความรู้สึกใครไม่ได้
นอกจากอธิบายด้วยเหตุผลเหมือนทุกครั้ง
“ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าโกรธน่ะคิว แต่ก็ไม่เห็นต้องด่าเลยนี่นา... มิ้นเองก็ด้วย นั่นไม่ใช่คำพูดของคนที่เป็นหัวหน้าหน่วยระดับภูมิภาคจะใช้เลยนะ”
“ไม่สนใจหรอก! เรื่องของหัวหน้าสุดน่ารักของฉันสำคัญกว่า!”
“แต่ฉันยังไม่ทันทำอะไรเลยนะ”
โดนโมโหใส่อย่างไร้เหตุผลทำทัตชักจะหงุดหงิดตาม แต่ก็ด้วยวุฒิภาวะทำให้เขาจบแค่เกาหัวแสดงความเหนื่อยหน่าย
เพราะอันที่จริง เรื่องทำนองนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำจนทัตไม่อยากจะบ่นอะไรมากแล้วเหมือนกัน
...ถึงสำหรับเด็กใหม่จะไม่ใช่ก็เถอะ
“คะ คือว่า!” ฟ้าเลยรีบพูดขึ้นขัด ความกลัวที่คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้ความกังวลหายไปหมด เหลือแต่ความคิดที่อยากจะแก้ไขการทะเลาะ
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องยาก... หากฝ้ายไม่พอใจที่จะให้เธอเรียกว่า ‘พี่ทัต’ งั้นเธอก็แค่เรียกเขาด้วยอย่างอื่นก็พอ
“หนู... ขอเรียกว่ารุ่นพี่ได้ไหมคะ!”
“!!!?”
อะไรเนี่ย? นึกว่าคำเรียกแบบนี้จะมีแต่ในไลท์โนเวลซะอีก
มีใครในชีวิตจริงถูกเรียกแบบนี้ด้วยเหรอ? ...เอ่อ ไม่สิ อาจจะมีก็ได้
แต่ถึงจะไม่ค่อยได้ยินมาก่อน จริง ๆ มันอาจจะไม่แปลกขนาดนั้นก็ได้มั้ง
“อา... เอาแบบนั้นละกัน”
ทัตพยักหน้ารับเบา ๆ ทำให้ฟ้าถอนหายใจโล่งอก คงมีแค่ความคิดที่ว่า ‘อยากให้ปัญหาจบ’ นี่แหละที่คิดเหมือนกันจึงปล่อยเลยตามเลย
ณ จุดนั้นมีฝ้ายอีกคนที่แอบถอนหายใจโล่งอกเบา ๆ กับพิมที่ยิ้มกรุ้มกริ่มในฐานะผู้ชนะ
...แต่ทัตไม่อยากสร้างเรื่องมากกว่านี้เลยไม่ทักจุดนั้น แล้วหันไปคุยกับฟ้าแทน เพราะเขาเพิ่งจำอีกเรื่องนึงของฟ้าได้
“จะว่าไปฟ้าน่ะ เป็นแรงค์ 2 ด้วยเหรอ?”
“เอ๊ะ? คะ ค่ะ!”
ฟ้าถูกทัตเรียกแบบไม่ทันเตรียมใจ แต่เธอก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนที่จะเรียกดาบสองคมสีดำออกมาจากความว่างเปล่าเป็นหลักฐานให้ทัตดู
เหมือนกับที่เห็นตอนไปช่วย... งั้นก็จริงสินะ
ทัตยืนยันเรื่องนั้นในหัว การได้ผู้มีพลังแรงค์ 2 มาเข้าร่วมเซฟเวอร์มันทำให้กำลังรบแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าจะกับมอนสเตอร์หรือว่าพวกนอกกฎหมาย
แต่... ทัตก็ไม่อยากคิดเรื่องนั้นไปก่อนจะได้ถามความสมัครใจของเจ้าตัว
“แล้วฟ้าคิดว่าอยากทำส่วนไหนเหรอ?” พิมเดินเข้ามาถามฟ้าให้แทนทัตอีกครั้ง
แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากฟ้าดันเป็นการเอียงคอ พิมจึงรู้เลยว่าต้องอธิบายต่อ
“คือว่านะ... ปกติเซฟเวอร์จะแบ่งเป็นหน่วยตามแต่ละพื้นที่ใช่ไหม? แต่ในพื้นที่เองก็มีการแบ่งทีมตามหน้าที่ต่าง ๆ ด้วยน่ะ ซึ่งหลัก ๆ ก็จะมี ‘หน่วยสนับสนุน’ ที่จะคอยดูแลแนวหลังกับผู้อพยพ แล้วก็มี ‘หน่วยสำรวจ’ ที่ทำหน้าที่จัดการมอนสเตอร์และลาดตระเวน แล้วสุดท้ายก็คือ ‘หน่วยปราบปราม’ ที่คอยตามหาพวกทำผิดกฎแล้วก็รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่ผู้มีพลังน่ะ”
“เห...”
แบ่งงานกันดีจังเลย
ฟ้าส่งเสียงประทับใจ เธอฉลาดพอจะรู้ว่าระบบที่ดีจะนำมาซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยในองค์กร และนั่นจะทำให้องค์กรมีความมั่นคงตาม
แต่ถ้าถามว่าอยากอยู่ที่ไหนที่สุด มันก็อยากอยู่ที่ที่ปลอดภัยน่ะนะ
ฟ้าคิดในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา แต่พิมนี่แหละที่ยื่นหน้าเข้ามาถามแทน
“แล้วฟ้าอยากอยู่ที่ไหนเหรอ? แต่จริง ๆ ลองงานก่อนก็ได้แหละนะ เพราะถ้าอยากเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็เปลี่ยนได้ตลอดเลย มันเป็นแค่การจัดทีมให้ทำงานสะดวกเฉย ๆ น่ะ”
“คะ ค่ะ”
ฟ้าก้มหน้าตอบเบา ๆ รู้สึกลังเลระหว่างแนวหลังกับแนวหน้า
การได้ช่วยงานสนับสนุนมันปลอดภัยกว่าก็จริง แต่ในระยะยาว หากเจอกับสถานการณ์ที่ต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เธอจะไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดได้เลยหากเอาแต่พึ่งความแข็งแกร่งของคนอื่น
เพราะคิดแบบนั้นเธอจึงได้อัพเลเวลมาตลอดจนถึงแรงค์ 2 คิดว่านั่นแหละคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการเอาตัวรอด
“หนูคิดว่าอยากจะแข็งแกร่งขึ้นค่ะ ไม่งั้นก็... เอาตัวรอดไม่ได้” ฟ้าก้มหน้าตอบกล้า ๆ กลัว ๆ การจิ้มนิ้วชี้เข้าด้วยกันทำเอาคุณหมอนิวเอ็นดูจนอยากช่วย
“งั้นถ้าพูดถึงที่ที่ปลอดภัยที่สุด ยังไงก็ต้องเป็นหน่วยของทัตนี่แหละน้า เธออยากได้ผู้มีพลังแรงค์ 2 ในทีมเพิ่มอยู่แล้วนี่จ้ะ”
“เรื่องนั้นมันก็ใช่อยู่หรอกครับ”
ทัตไม่ปฏิเสธคุณหมอนิว แม้ด้านกำลังรบเขาจะไม่ขาดเหลืออะไรเพราะทัตก็เหมือนกองทัพเดินได้เข้าไปทุกวัน แต่เรื่อง ‘เป็นหูเป็นตา’ นี่ ทัตต้องยอมรับเลยว่าขาดแคลนจริง
ทว่า... นั่นยิ่งทำให้ฟ้าสับสนเรื่องความปลอดภัย
“เอ๊ะ? แต่พี่ทั——รุ่นพี่ต้องไปสู้กับคนด้วยไม่ใช่เหรอคะ?”
ฟ้ากลืนคำผิดแทบไม่ทัน ฝ้ายเลยมองตาแข็งมาแค่แปปเดียว
ส่วนเรื่องที่ว่าหน่วยของทัตปลอดภัยทั้งที่รับงานหนักกว่าใครนี้ ฟ้าฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไม
ซึ่งคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด ก็คงมีแต่ทัตคนเดียว
“ตามหลักแล้วก็ควรจะสู้แต่กับคนแหละนะ แต่ก็อย่างที่ฟ้าเห็นวันนี้... ถ้าเกิดมีใครส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ หน่วยของฉันเองก็จะไปช่วยด้วย เพราะทุกคนเขาบอกว่าหน่วยเราแกร่งที่สุดน่ะ”
“ถึงส่วนใหญ่ตานี่จะวิ่งนำออกไปคนเดียวก็เถอะนะ”
พิมเสริมให้อีกต่อ ทัตรู้เลยว่าน้ำเสียงเธอหงุดหงิด แต่ก็รู้ด้วยว่าเพราะเป็นห่วง
“ทำไม... เหรอคะ?”
ในขณะที่ฟ้านั้นสงสัยมากกว่า ว่าทำไมทัตถึงต้องทำเรื่องเกินตัวขนาดนั้น
เธอเข้าใจว่าทัตแข็งแกร่งเลยถูกคาดหวังมาก แต่ต่อให้ไม่ทำก็ไม่มีใครว่าอะไรแท้ ๆ
ทว่าสำหรับทัต...
“ทำไมเหรอ? ก็ถ้าฉันไม่ทำแล้วใครจะทำล่ะ?”
ทัตมองตาฟ้า ตอบคำถามใหญ่ด้วยความปกติราวกับถูกถามว่าเย็นนี้กินอะไร
ความมั่นใจและความรับผิดชอบประสมเป็นความปกติ ราวกับตัวตนของเขาเป็นแบบนั้นมาแต่แรก นั่นแสดงออกชัดเจนมากว่าเขามีปณิธานและความตั้งใจขนาดไหน
คน ๆ นี้... สุดยอดจริง ๆ ด้วย
และจุดที่ฟ้ารู้สึกทึ่งรวมถึงชื่นชม... ก็คือการที่ทัตพูดออกมาได้โดยไม่อวดนี่แหละ
เธอรู้ได้ในพริบตานี้เลยว่าหากอยากเดินบนเส้นทางที่ถูกจะต้องเดินตามใคร
“งั้น... ถ้าหนูพอจะเป็นประโยชน์ได้ หนูก็ขออยู่ด้วยได้ไหมคะ!”
ฟ้าตัดสินใจได้ทันที ไม่รอช้าที่จะตอบรับข้อเสนอของคุณหมอนิว
แววตาแน่วแน่นั้นจ้องตาทัตกลับ ทำให้รู้สึกคุ้นเคยราวกับมองกระจก
จะว่าไป... หลังจากที่เราช่วยฟ้าไว้ พี่นุ่นก็มาเล่ารายละเอียดให้ฟังทีหลัง
เห็นบอกว่าที่ฟ้าพุ่งเข้าไปช่วยคนจาก Chivalry เป็นเพราะเธอคิดว่าตัวเองคือคนที่เรียกมันมาสินะ
ความจริงเรื่องนั้นก็บอกไม่ได้หรอก เพราะการเกิดของมอนสเตอร์มันเป็นแบบสุ่มตามเลเวล ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเพราะฟ้าจริงไหม
แต่การที่แสดงความรับผิดชอบออกมาทันทีโดยไม่กลัวตายได้ นี่ต่างหากแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่มีหลักการอยู่เหมือนกัน
แต่... เรื่องแบบนั้นมันก็ต้องดูยาว ๆ
“ได้สิ... แต่ก็คงต้องฝึกงานก่อนล่ะนะ”
“คะ ค่ะ! หนูจะพยายามนะคะรุ่นพี่!”
ฟ้ากำสองมือใต้คางอย่างน่าเอ็นดู แถมเธอยังส่งเสียงดังฟังชัดและขะมักเขม้นขึ้น ใครเห็นก็คงรู้ว่าเธอเอาการเอางาน
…ถึงจริง ๆ แล้ว ฟ้าจะขะมักเขม้นด้วยสาเหตุอื่นก็เถอะ
เยี่ยมเลย! ได้ฝึกงานก่อนด้วยล่ะ!
ก็นั่นสิน้า ไม่มีใครเขาให้เด็กใหม่ไปทำงานใหญ่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ!
จะเป็นงานเอกสารรึเปล่าน้า? หรือจะเป็นงานกวาดใบไม้!
มันต้องเป็นงานง่าย ๆ ที่ต่อให้ทำพลาดก็ไม่โดนด่านี่แหละถึงจะเหมาะกับเรา
แล้วจากนั้นก็ค่อย ๆ รับงานใหญ่ขึ้น แล้วก็สู้มอนสเตอร์เป็นกลุ่มกับรุ่นพี่!
แข็งแกร่งขึ้นแถมยังปลอดภัยอีก! นี่มันเยี่ยมที่สุดเลย!
ฟ้าคิดไปพลางอมยิ้มจนออกนอกหน้า พวกทัตหรือใครเห็นก็คิดว่าเธอดีใจที่ได้รับหน้าที่สำคัญ แม้แท้จริงแล้วเธอแค่อยากค่อย ๆ ไต่ระดับความยากงานจะได้ไม่ทำพลาดก็เท่านั้นเอง
ปัง!!!
แต่อนิจจา... ในตอนนั้นประตูห้องประชุมก็ดันเปิดขึ้นกะทันหัน ทำทุกคนหันไปมองกันหมด ส่วนคนที่รีบร้อนเปิดประตูเข้ามาก็กำลังเหงื่อตกขมวดคิ้วเครียดเอาเรื่อง
“แย่แล้วครับคุณทัต! มีคนทะเลาะกันที่ร้านค้าใหญ่ของเซฟเวอร์ด้วย!”
เอ๋...........
ฟ้าเกือบจะหลุดเสียงให้กับข่าวที่ได้ยิน เธอสับสนจนมองสลับคนแจ้งข่าวกับทัต พอดูสีหน้ากังวลของทั้งคู่จึงรู้เลยว่าเป็นเรื่องใหญ่
ตะตะ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เราคงไม่ได้ไปด้วยหรอกมั้งนะ!
ฟ้าแอบคิดตัดช่องน้อยแต่พอตัว ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นทัตก็หันมาทางเธอ
“พอดีเลยแฮะ ดูเหมือนจะได้เวลาเริ่มงานแล้วนะฟ้า”
ทัตส่งรอยยิ้มคาดหวังมาให้ และนั่นคือจุดที่ฟ้ารู้ตัวว่าหนีงานหนักไม่พ้น
ไม่น้าาาาาาาาาาาาาาาา!!!
❖❖❖❖❖
