ภาพตรงหน้าเปลี่ยนจากสีดำและขาวจ้า กลับมาอยู่ภายในห้องทรงอักษรอีกครั้ง
“หวงจื่อเฟย...” เสียงของจูเกาเซวียนดังขึ้น
ซูอันหนิงสะดุ้งสุดตัว รู้สึกเจ็บแปลบที่ศีรษะราวกับถูกแทงด้วยเข็มแหลมเล่มโต มือยกขึ้นกุมขมับหลับตาส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อตั้งสติ เหงื่อเย็นหลั่งลงมาจากศีรษะ พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าทั้งฮ่องเต้ องค์ชายรอง และขันทีที่อยู่ภายในห้องทรงอักษรต่างกำลังมองมาที่นางด้วยสายตาเป็กังวล
“ขออภัยเพคะฝ่าา หม่อมฉันตาพร่าไปชั่วขณะ”
ฮ่องเต้กดมือลงเบา ๆ สองที ตรัสด้วยน้ำเสียงเมตตา “เอาล่ะ เราเข้าใจ เ้าาเ็ยังไม่หายดีนัก ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเถิด ส่วนเ้ารองอยู่ก่อน”
ซูอันหนิงคำนับเต็มพิธีการอีกครั้ง แต่พอขยับถอยขาก็อ่อนยวบลง จูเกาเซวียนขยับตัวคล้ายจะพุ่งเข้ามา ทว่าหม่าหมัวมัวได้มาถึงก่อนเขาก้าวหนึ่ง กึ่งโอบกึ่งพยุงพานางออกจากห้องอย่างทุลักทะเล
“หวงจื่อเฟยเดินไหวหรือไม่ เกี้ยวอยู่ตรงโน้นเพคะ”
ลี่หนานและชางอิงที่คอยอยู่นอกห้องทรงอักษรมีสีหน้าใ รีบเข้ามาช่วยพยุงผู้เป็นายทันที
ซูอันหนิงสูดอากาศเข้าปอด มองมือของตนเองที่ทั้งสั่นทั้งเย็น ในหัวยามนี้เหลวราวกับแป้งเปียก คิดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่น้อย ได้แต่ลอยไปตามกระแสประหนึ่งเรือน้อยลำหนึ่ง ปล่อยให้ข้ารับใช้พยุงไปขึ้นเกี้ยวโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ
“หวงจื่อเฟยจะพักสักครู่ ค่อยไปเข้าเฝ้าฮองเฮาดีหรือไม่ ?” ลี่หนานเอ่ยถามเบา ๆ
ซูอันหนิงนวดหว่างคิ้ว ลงน้ำหนักปลายนิ้วไม่หนักไม่เบาตอบด้วยเสียงเบาพร่า “ข้าไม่เป็ไร ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาทันที อย่าให้พระองค์ต้องทรงรอนาน”
หม่าหมัวมัวพยักหน้าพึงพอใจ แล้วสั่งเคลื่อนขบวน โดยมีขันทีฝ่ายในเป็ผู้นำทาง
ตำหนักฮองเฮาอยู่ไม่ไกลจากตำหนักหน้านัก เนื่องจากเป็เพียงพระราชวังชั่วคราว โครงสร้างเป็จวนอ๋องเก่า ผังจวนจึงไม่ได้ใหญ่โตมาก ซูอันหนิงลงจากเกี้ยว ในใจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไร
ฝ่ายในเป็สถานที่กลืนกินผู้คนในตำนาน น้อยนักที่จะอยู่กันอย่างปรองดอง เื่แม่ผัวลูกสะใภ้ก็เป็หนึ่งในความขัดแย้งขั้นพื้นฐานของราชวงศ์ ไม่รู้ว่าฮองเฮาพระองค์นี้จะเป็เช่นไร ?
ขณะที่ซูอันหนิงกำลังครุ่นคิดเป็กังวล นางกลับไม่ต้องรอนานเช่นยามรอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ไม่นานนักก็มีเสียงประกาศเรียกให้เข้าเฝ้า
“เบิกตัวเอ้อร์หวงจื่อเฟยเข้าเฝ้า !”
พอก้าวเข้าไปภายในโถงบุปผา พบว่านอกจากฮองเฮาซึ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุดแล้ว ยังมีสนมตำแหน่งสูงอีกจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้างทั้งซ้ายและขวา ทุกสายตามองมาที่นางเป็หนึ่งเดียว สายตาที่มองจ้องมาทำให้แผ่นหลังของนางเกร็งขึ้นทันที
ซูอันหนิงค่อย ๆ เดินไปหยุดลงที่กลางโถง แล้วจึงคุกเข่าคำนับ
“ถวายพระพรฮองเฮา ขอให้พระเกษมสำราญ เป็มิ่งขวัญปวงประชาเพคะ” คำถวายพระพรนี้ นางครุ่นคิดเอาไว้แล้วั้แ่เมื่อคืน ยามนี้ก็แค่ท่องมันออกมาเท่านั้น
ซูอันหนิงผ่อนลมหายใจ ไอเย็นจากพื้นค่อย ๆ ซึมซาบขึ้นมาถึงหัวเข่า... เริ่มแล้วสินะการกลั่นแกล้งจากฝ่ายใน
หรือข้าจะถูกปล่อยให้คุกเข่านานกว่าปกติ ?
ความเงียบคล้ายจะเนิ่นนานยิ่งนัก เงียบจนได้ยินเพียงหัวใจของนางเต้นดังตึกตัก แม้ที่จริงจะเป็เพียงเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ทว่าในความรู้สึกของซูอันหนิง ่เวลานี้ช่างยาวนานเหลือเกิน
“ลุกขึ้นเถิด”
ซูอันหนิงชะงัก เงยหน้าขึ้นมองฮองเฮาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ฮองเฮาคลี่ยิ้มอ่อนโยน กล่าวอย่างเนิบช้า
“ข้าเลือกเ้าให้เซวียนเอ๋อร์ด้วยตนเอง ยามนี้เ้ากลายมาเป็สะใภ้ราชวงศ์แล้ว ต่อไปจงทำหน้าที่ของตนเอง ดูแลเซวียนเอ๋อร์ให้ดีก็พอ”
ฮองเฮาเว้นจังหวะเล็กน้อย รอยยิ้มยังคงประดับใบหน้า ทว่าแววตากลับเรียบนิ่ง “อย่าให้ผิดต่อความไว้วางใจของฝ่าา รักษาเกียรติและธรรมรงตนเฉกเช่นราชวงศ์คนหนึ่ง”
ในหัวของซูอันหนิงหมุนติ้ว ๆ ไม่ว่าจะเค้นสมองคิดอย่างไร ในหัวของนางก็ยังคงว่างเปล่า ไม่มีความคุ้นเคยใด ๆ กับสตรีบนพระแท่น รับรู้ได้เพียงไอเย็นะเื ราวกับถูกจ่อด้วยหอกที่มองไม่เห็น
ซูอันหนิงนั่งเกี้ยวกลับออกมาจากฝ่ายในอย่างราบรื่น ครุ่นคิดมาตลอดทางจนคิ้วขมวดว่าเหตุใดจึงง่ายดายเพียงนี้ ฮองเฮาไม่ได้สร้างความลำบากใจให้นางแม้แต่น้อย
สั่งสอนนางพอเป็พิธี กำราบนางให้รู้ตัวเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็พระราชทานหนังสือแต่งตั้ง ประทานตราหยกประจำตำแหน่ง และของพระราชทานอีกถึงสองหีบ
หรือว่าที่ผ่านมานางจะคิดมากไปเอง
จูเกาเซวียนเห็นนางเหม่อลอยไม่ยอมลงจากเกี้ยวจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เกิดอะไรขึ้นหรือ เหตุใดสีหน้าจึงเคร่งเครียดเช่นนี้”
เขาไม่เพียงถาม แต่ยังกดปลายนิ้วลงบนหว่างคิ้วของนางคล้ายจะช่วยคลายมันออก
ซูอันหนิงสะดุ้ง เอนหลังหลบตามสัญชาตญาณ หรี่ตามองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย นิ้วมือกำชายแขนเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ถึงได้พบว่านางกำนัลขันทีที่อยู่รายรอบล้วนแสร้งหันหน้าหนีด้วยท่าทางเอียงอาย จึงอดก่นด่าในใจไม่ได้
‘แสดงอีกแล้ว ! หากไปเป็นักแสดงงิ้วคงตีบทแตกกระจุยแน่ ๆ’
จูเกาเซวียนเลิกคิ้ว ยิ้มบางพลางเคาะนิ้วลงบนจมูกนางเบา ๆ “ขึ้นรถม้าเถอะ วันนี้ข้าจะพาเ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิม”
พูดจบก็เดินไปทางรถม้า แล้วยังรอประคองนางยามขึ้นรถอีกด้วย
ซูอันหนิงนึกถึงเหตุการณ์่เช้าที่ผ่านมา ตอนจะออกจากจวนเขาเดินขึ้นรถม้าไปก่อนโดยไม่หันมามองนางด้วยซ้ำ ยังไม่ทันข้ามวันก็เปลี่ยนสีหน้าราวกับเปลี่ยนหน้ากากแล้วหรือ
รถม้าค่อย ๆ แล่นไปบนถนนช้า ๆ จูเกาเซวียนก้มหน้าอ่านตำราอย่างตั้งใจ ซูอันหนิงนั่งอีกฝั่ง แหวกม่านออกเป็ช่องเล็ก มองลอดออกไปภายนอก
ร้านรวงของเมืองโบราณกำลังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า นางมองดูอย่างสนอกสนใจ จนเผลอหันมาจะเรียก “นี่...”
รอยยิ้มของนางแข็งค้างเมื่อรู้ตัวว่าหลุดภาษาจากโลกเดิมออกมา คำพูดถูกกลืนลงคออย่างรวดเร็ว ไม่รอให้เขาเงยหน้าขึ้นนางก็หันกลับไปมองนอกม่านต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จูเกาเซวียนเงยหน้าขึ้นมาถาม “มีอะไรหวงจื่อเฟยก็พูดมาเถอะ”
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปาก บิดมือน้อย ๆ เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “ได้จริงหรือ ?”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ปิดตำราลงแล้วยืดตัวขึ้น ท่าทางองอาจสง่างามยิ่ง ซูอันหนิงถึงกลับเผลอมองจนเหม่อลอย บุรุษรูปงาม คนรูปหล่อใครจะไม่อยากมองให้นานหน่อย มีคนแบบนี้อยู่ใกล้ๆ นางคงกินข้าวเพิ่มถึงสองชามได้กระมัง
“ว่ามาสิ หวงจื่อเฟยสนใจสิ่งใด”
ซูอันหนิงได้สติ ค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูด
“นี่ก็หลายวันแล้วที่ข้าต้องกินโจ๊กทุกมื้อ เบื่อเหลือเกิน... เมื่อครู่เหมือนข้าจะได้กลิ่นหมูตุ๋นซีอิ๊ว หอมมากเลย... แล้วยังมีอีกกลิ่น” นางหลับตาลงสูดหายใจเข้าลึก “หอมเหมือนเนื้อตุ๋นยาจีน !”
จู่ ๆ นางก็ยกมือขึ้นมาเช็ดมุมปาก พอรู้ตัวว่าเสียกิริยาจึงได้เบี่ยงกายออกไปทางหน้าต่าง ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเบา ๆ
จูเกาเซวียนมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะแหวกม่านมองออกไปภายนอก “เมื่อครู่น่าจะเป็โหลวเจียถัง ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดของเป่ยจิง แพะตุ๋นของที่นี่คืออาหารเลื่องชื่อ หวงจื่อเฟยไม่เคยทานหรือ ?”
ซูอันหนิงกลอกตา ตอบสวนกลับมาทันควัน “ถ้าข้าจำได้ คงไม่ถามท่านกระมัง”
ท่าทางเกเรของนางทำให้ปลายนิ้วที่แหวกม่านอยู่ของจูเกาเซวียนกระตุก
เขาเผลอหลุบตาลงมองป้ายหยกที่ห้อยเอวอยู่อย่างเหม่อ ๆ แววตาปกคลุมด้วยม่านหมอกชั้นหนึ่ง ริมฝีปากขยับพูดในสิ่งที่ไม่คิดจะพูด “อยากแวะหรือไม่”
ซูอันหนิงส่ายหน้า ท่าทางคล้ายตัดใจอย่างยากเย็น “จะกลับบ้านเดิมไม่ใช่หรือ กลับไปทานอาหารร่วมกับท่านพ่อท่านแม่ดีกว่า”
สีหน้าของนางเหม่อลอย คล้ายความคิดแล่นออกไปไกล ความสดใสซุกซนที่มีเมื่อครู่ราวกับเป็เพียงภาพลวงตา
จูเกาเซวียนมองภาพนั้น ก่อนจะเรียกหาเหอไห่ผ่านทางหน้าต่างรถม้า “เหอไห่”
“ขอรับ หวงจื่อ” เหอไห่บังคับม้ามาเทียบใกล้หน้าต่าง ขานรับเบา ๆ
“ไปที่โหลวเจียถัง ซื้อหมูตุ๋นซีอิ้ว แพะตุ๋นสมุนไพร และอาหารขึ้นชื่ออย่างอื่นมาอีกสองสองโต๊ะ นำไปฝากบ้านเดิมหวงจื่อเฟย”
ทันใดนั้นซูอันหนิงก็หันขวับมา ทำตาวิบวับมองเขา ครั้งนี้ต่อให้เป็การแสดงก็ไม่เกี่ยง นางขอน้อมรับเอาไว้ด้วยความซาบซึ้ง คิดมาถึงตรงนี้น้ำลายก็สออีกแล้ว จึงแอบสูดปากเบา ๆ แล้วรีบหันหน้าไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว
จูเกาเซวียนก้มหน้าลงเปิดตำราอ่านอีกครั้ง
ตำราหน้านั้นเขาจ้องมันอยู่นาน กระทั่งรถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าจวนสกุลซูก็ยังไม่ถูกพลิกเปิดหน้าต่อไป
ซูอันหนิงมองประตูหน้าของจวนสกุลซู หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางตื่นเต้นเล็กน้อยที่ต้องมาพบกับครอบครัวของเ้าของร่างเดิม
ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็คนอย่างไร ดีต่อนางหรือไม่ จะเชื่อหรือไม่ว่านางในยามนี้ไม่ใช่ลูกสาวของพวกเขาจริง ๆ
นางบีบมือตัวเองอย่างเฝ้ารอ ทั้งตื่นเต้นและเป็กังวล
ยามที่ประตูเปิดออก เ้าบ้านชายหญิงก้าวออกมาปรากฏตัว ร่างของนางก็แข็งทื่อ สองมือใต้แขนเสื้อกว้างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
ซูอันหนิงเงยหน้ามองป้ายจวนอีกครั้ง ตัวอักษร ‘จวนสกุลซู’ บนแผ่นไม้ราวกับมีน้ำหนักมหาศาลถ่วงทับลงบนหัวใจ
ดวงตาค่อย ๆ ร้อนผ่าว แดงเรื่อขึ้นทีละน้อย ก่อนที่น้ำตาจะทะลักลงมาอย่างไม่อาจระงับยับยั้ง
“ท่านพ่อ ! ท่านแม่ !”