จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 37: ประกายไฟในความมืด

    เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของทหารร่างกำยำคนนั้น...ดังเสียดยิ่งกว่าเสียงใดๆ ในสมรภูมิ


    คำอินทร์ยืนนิ่งอยู่ในเงามืด...จับจ้องภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่สับสนวุ่นวาย 


    ส่วนหนึ่งในใจของเขา...ส่วนที่เย็นชาและดำมืด...มันกำลังกระซิบอย่างพึงพอใจว่า 'สมควรแล้ว...นี่คือผลกรรมที่มันต้องได้รับ...ปล่อยให้มันตายไปอย่างช้าๆ...ให้มันได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่คนอื่นต้องเผชิญ'


    แต่แล้ว...ภาพของมะลิที่นอนแน่นิ่งในอ้อมแขน...ภาพของชาวบ้านที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม...และสุรเสียงสุดท้ายของหลวงปู่ที่ก้องอยู่ในความทรงจำ ก็ดังขึ้นมากลบเสียงกระซิบอันชั่วร้ายนั้น...


    'อย่าให้ความแค้น...กลืนกินความเป็นคนของเจ้า'


    ใช่...เขาจะปล่อยให้ชายคนนี้ตายไปอย่างสาแก่ใจก็ได้...แต่หากเขาทำเช่นนั้น...หากเขายืนมองดูมนุษย์คนหนึ่งถูกไฟคลอกตายอย่างเลือดเย็น…


    แล้วเขาจะแตกต่างอะไรจากพวกทหารพม่าที่หัวเราะเยาะอยู่บนกองศพของชาวบ้าน?


    ความแค้นของเขา...มันควรจะมุ่งไปที่ศัตรูผู้รุกราน...ไม่ใช่การชำระสะสางความขุ่นข้องใจส่วนตัวกับคนชาติเดียวกันที่กำลังจะตาย


    ประกายแห่งความเมตตา...ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพลังที่สถิตอยู่ในกายเขา...ได้ลุกวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาที


    เขาตัดสินใจแล้ว!


    คำอินทร์ทะยานร่างออกจากเงามืด!


    เขาใช้ "วิชาย่างสามขุม" พุ่งผ่านความโกลาหลไปราวกับสายลม ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กหนุ่มในชุดมอมแมมที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์คนนี้ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังประตูเมืองที่กำลังจะพังทลาย


    เขามาถึงร่างของทหารคนนั้นในพริบตา ชายร่างกำยำเมื่อเห็นเงาของคำอินทร์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผ่านม่านควันและเปลวไฟ...เขาก็เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด นึกว่าปิศาจจากขุมนรกได้มาพรากชีวิตของตนแล้ว


    "ปะ...ปิศาจ...อย่า...อย่าฆ่าข้า!" เขาร้องออกมาอย่างเสียสติ


    คำอินทร์ไม่สนใจคำพูดนั้น เขามองไปยังขื่อไม้ขนาดมหึมาที่กำลังลุกเป็นไฟและทับขาของชายคนนั้นอยู่ ลำพังแรงของคนธรรมดาไม่มีทางยกมันขึ้นได้อย่างแน่นอน


    เขาโคจรพลังจากแก่นอาคมแผ่นดิน...แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการทำลาย...แต่เพื่อ "การเสริมสร้าง"


    "มหิทธิฤทธิ์!"


    กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างของเขาเกร็งแน่น! พลังงานสีทองนวลอุ่นๆ ไหลเวียนจากกลางอกไปทั่วทุกอณูของร่างกาย! เขารู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่เอ่อล้นขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน!


    "อ๊าคคคคคคค!"


    คำอินทร์คำรามลั่น! เขาใช้สองมือจับเข้าไปที่ขื่อไม้ที่ร้อนระอุนั้นโดยไม่สนใจความเจ็บปวด! แล้วออกแรงยกมันขึ้นสุดกำลัง!


    ครืด...ครืดดดดด!


    ขื่อไม้ขนาดมหึมาที่ต้องใช้คนสิบคนจึงจะขยับได้...บัดนี้กลับถูกยกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ! สูงพอที่จะให้ชายคนนั้นรีบตะเกียกตะกายดึงขาที่แหลกเหลวและถูกไฟไหม้ของตนเองออกมาได้!


    เมื่อร่างของทหารคนนั้นหลุดพ้นแล้ว คำอินทร์ก็ปล่อยขื่อไม้ลงกระแทกพื้นเสียงดัง โครม! เขาถอดผ้าคลุมเก่าๆ ของตนเองออกแล้วรีบตบลงไปบนขาของชายคนนั้นเพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่


    ทหารร่างกำยำนอนมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา...เด็กหนุ่มขอทานที่เขาเคยถีบส่ง...บัดนี้กลับเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์...


    ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใด...ร่างของคำอินทร์ก็หายวับไป...กลับเข้าไปสู่เงามืดของตรอกซอกซอยอีกครั้ง...ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น


    เขาไม่ได้ต้องการคำขอบคุณ...ไม่ได้ต้องการการยอมรับ...การกระทำเมื่อครู่…


    คำอินทร์ทำเพื่อตอบคำถามในใจของตัวเอง...และเพื่อรักษาสิ่งสุดท้ายที่หลวงปู่ทิ้งไว้ให้...นั่นคือ "ความเป็นคน" ของเขา


    แต่แล้ว...การตัดสินใจครั้งสำคัญกว่าก็ได้มาถึง...


    บึ้มมมมมมมมมมมมมมม!!!


    ประตูเมืองชากังราว...ได้พังทลายลงแล้ว!


    บานประตูไม้สักที่แข็งแกร่งแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ! ท่อนซุงทะลวงประตูพุ่งทะลุเข้ามา! ตามมาด้วยคลื่นมนุษย์ระลอกแรกของกองทัพพม่า! พวกมันโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งราวกับฝูงหมาป่าที่หิวโหย พุ่งทะลักเข้ามาในเมืองราวกับกระแสน้ำป่า!


    ทหารสยามที่เหลืออยู่บริเวณนั้นรีบตั้งแนวป้องกันเป็นกำแพงมนุษย์...เป็นปราการด่านสุดท้ายที่แสนจะเปราะบาง...เพื่อปกป้องชาวเมืองที่อยู่เบื้องหลัง


    คำอินทร์มองภาพนั้นจากในเงามืด...เขามองเห็นแววตาที่สิ้นหวังของทหารสยาม...เขามองเห็นความตายที่กำลังจะมาเยือน...


    แล้วเขาก็มองลึกเข้าไปในเมือง...เขานึกถึงภาพของผู้อพยพที่นอนเบียดเสียดกันอยู่ในศาลา...นึกถึงเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้าด้วยความหิว...นึกถึงชาวเมืองธรรมดาที่กำลังจะถูกคลื่นแห่งสงครามนี้กลืนกิน...


    ภาพของพวกเขา...ซ้อนทับกับภาพของชาวบ้านลับแล...ซ้อนทับกับใบหน้าของมะลิ...


    ในวินาทีนั้น...เขาตระหนักแล้ว...


    ความแค้นส่วนตัวของเขาที่ล้านนา...มันรอได้...แต่ชีวิตของผู้คนบริสุทธิ์นับพันในเมืองนี้...มันรอไม่ได้! หากเขาปล่อยให้เมืองนี้แตกพ่าย...เขาก็ไม่ต่างอะไรกับราชครูมินจอส่วย...ที่ยืนมองดูความตายของผู้คนอย่างไม่แยแส


    แก่นอาคมแผ่นดินในกายเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง...มันไม่ได้สั่นเพราะความโกรธ...แต่มันกำลังร่ำร้อง...ร่ำร้องให้เขาปกป้องผืนดินและผู้คนของมัน!


    คำอินทร์ก้าวออกจากเงามืด...


    เขาไม่ได้หลบซ่อนอีกต่อไป...


    เขาชักดาบคู่กายออกจากฝัก...คมดาบสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงจนวาววับ...


    เขาหันหน้าไปยังช่องประตูที่แตกพ่าย...ที่ที่คลื่นทหารพม่ากำลังจะทะลักเข้ามา...


    แล้วเขาก็ออกวิ่ง...


    วิ่งตรงเข้าไปหาความตาย...วิ่งตรงเข้าไปหาทะเลแห่งคมดาบ...วิ่งตรงเข้าไปสู่ใจกลางของสมรภูมิ...


    ไม่ใช่ในฐานะเจ้าฟ้า...ไม่ใช่ในฐานะเพื่อล้างแค้น...แต่ในฐานะของชายหนุ่มคนหนึ่ง...ที่จะขอเป็นประกายไฟดวงเล็กๆ...ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดของเมืองชากังราว

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน