“เฟิ่งหยูเจ้าดึงพลังภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ส่งไปยังเส้นชีพจรมังกรที่อยู่ด้านนอกเพื่อทำการฟื้นฟูไปพร้อมๆ กัน” เสียงของผู้อาวุโสอู่หวังฉีดังขึ้นมา
เฟิ่งหยูดึงพลังจากภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ออกมาเขาเชื่อมประสานพลังภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เข้ากับเส้นชีพจรมังกรพร้อมกับปล่อยให้มันปลดปล่อยออกมาสู่โลกภายนอกที่มีค่ายกลขวางกั้นเอาไว้ไม่ให้ลอยไปที่อื่นอีกที
พลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดภายในเกาะที่ถูกค่ายกลกักเอาไว้เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ พลังชีวิตของดาวดวงนี้เริ่มไหลเวียนเข้ามาในเจดีย์ฟ้าสวรรค์โดยมีเหล่าผู้เยาว์และจอมยุทธ์จากจักรวาลที่เก้ากว่าสองพันห้าร้อยคนเป็นสื่อกลาง
ทุกครั้งที่พลังชีวิตของดวงดาวและพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดไหลเวียนผ่านพลังยุทธ์ของพวกเขาก็พลันเพิ่มขึ้นทีละนิดทีละนิดอย่างต่อเนื่อง พลังชีวิตของดวงดาวเมื่อหลอมรวมกับพลังฟ้าดินแล้วจะหมุนวนผ่านค่ายกลทั้งสองพันห้าร้อยจุดที่มีเหล่าจอมยุทธ์และรุ่นเยาว์เป็นตัวเชื่อมประสานหนึ่งรอบก่อนจะหลอมรวมเข้ากับพลังของเจดีย์ฟ้าสวรรค์
ผ่านไปกว่าหกเดือนความเปลี่ยนแปลงภายนอกเริ่มให้ได้อย่างชัดเจนเมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ เริ่มเติบใหญ่ขึ้นมา พลังฟ้าดินเริ่มหนาแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆรุ่นเยาว์หลายคนเริ่มทะลวงขั้นกันอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ซึ่งพวกเขาเองก็เริ่มที่จะทะลวงด่านกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่ตันเถียรของเฟิ่งหยูนั้นกว้างเป็นอย่างมากเขายังไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ง่ายเช่นคนอื่น ๆ ผู้สังเกตที่อยู่รอบ ๆเริ่มรายงานกลับไปอย่างต่อเนื่อง พวกเขามองเห็นเพียงค่ายกลที่วางไว้เท่านั้นพวกเขาพยายามสิ่งที่ผิดปกติ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ พวกเขาเพียงสรุปได้เพียงสั้นๆ ว่าเป็นเพราะค่ายกลนั้นอย่างแน่นอนที่ช่วยฟื้นฟูเกาะทั้งเกาะนี้อย่างค่อยๆ เป็น ค่อย ๆ ไป
ในขณะที่เกาะอื่นๆ ก็เริ่มมีการฟื้นฟูบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เหมือนกับเกาะของจักรวาลที่เก้าที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นพลังฟ้าดิน พลังต้นกำเนิดเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ราชันย์จากจักรวาลที่หนึ่งจักรวาลที่สาม และจักรวาลอื่น ๆ เริ่มมาเยี่ยมดูเป็นระยะ ๆพวกเขาเองก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ เช่นกันการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงไม่ได้สร้างความแปลกใจใด ๆให้กับพวกเขา
รุ่นเยาว์ของจักรวาลอื่นๆ ยังคงวุ่นอยู่กับการฟื้นฟูตามแบบของพวกเขาอยู่มีหลายจักรวาลที่รุ่นเยาว์ของพวกเขาได้รับทรัพยากรจำนวนมากมาทำให้พวกเขาสามารถฟื้นฟูสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่พวกเขาเองก็สูญเสียทรัพยากรไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน
หนึ่งปีผ่านไปต้นไม้ใหญ่เริ่มมีให้เห็นในเกาะของจักรวาลที่เก้า และเกาะของจักรวาลอื่น ๆ เพียงแต่ว่าเกาะอื่น ๆนั้นฟื้นฟูพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดได้ช้าเป็นอย่างมากและทรัพยากรที่พวกเขาสูญเสียไปก็เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับเกาะของจักรวาลที่เก้าที่พลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเริ่มฟื้นคืนมาทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่องสมุนไพรหลายชนิดเติบใหญ่ขึ้นมาจนเหล่าองค์ราชันย์จากโลกอื่นและกรรมการรวมถึงผู้สังเกตการณ์ทั้งหลายอยากที่จะเข้าไปเก็บ
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการรบกวนการแข่งขัน
“ทำไมพวกเขาสามารถปลูกสมุนไพรขึ้นมาได้ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าพวกเขายังขาดแคลนสมุนไพร รวมถึงทรัพยากรในการบ่มเพาะของพวกเขาก็มีอยู่อย่างจำกัดไม่ใช่หรือ?” องค์ราชันย์จักรวาลที่หนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่พวกเราทราบมาเมื่อหกปีก่อนคนของข้าได้รายงานมาว่าพวกเขายังไม่สามารถเพาะปลูกสมุนไพรได้เลยหรือว่านี่จะเป็นความบังเอิญเท่านั้น”
“ก็น่าจะใช่เพราะคนของข้าก็รายงานกลับมาเช่นนั้นเหมือนกันแต่พวกเขาก็ขาดการติดต่อกับพวกเราไปหลายปีแล้ว”
“พวกท่านดูพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดของเกาะนั้นสิข้าว่ามันเริ่มจะมีเพิ่มมากขึ้นมามากว่าแต่ก่อนแล้วนะหรือว่าพวกเขาจะฟื้นฟูมันได้จริงๆ”
หลายร้อยครั้งที่เกิดเหตุการณ์ท้องฟ้ามืดครึ้มและฟ้าผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องในเกาะของจักรวาลที่เก้าแต่เหตุการณ์นี้ทางผู้สังเกตการกลับมองว่าเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับดวงดาวที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่และหลายครั้งที่มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเกาะอื่น ๆ ด้วยเช่นกันพวกเขาจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
หากแต่ในความเป็นจริงแล้วล้วนเกิดจากการทะลวงขั้นพลังของผู้คนที่มีอย่างต่อเนื่องในปีที่สองเกิดเหตุการณ์ที่ฟ้าทั้งหมดของดาวดวงนี้มืดมิดไปถึงห้าครั้งด้วยกันพร้อมกับสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย สาเหตุเนื่องมาจากการทะลวงผ่านขั้นพลังของเหล่าเจ้าโลกทั้งหลายรวมถึงบิดาและลุงเฟิ่งเทียนที่พวกเขาสามารถก้าวข้ามไปสู่ขั้นมหาเทพได้ภายในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน
เหล่าผู้เยาว์และจอมยุทธ์ทั้งหลายรวมถึงคนตระกูลเฟิ่งเริ่มที่จะทะลวงขั้นเข้าสู่ขั้นพระเจ้าได้อย่างต่อเนื่องเช่นกันส่วนเฟิ่งหยูเองก็ก้าวมาถึงขั้นเซียนระดับเก้าแล้วเช่นกัน ภายในจุดตันเถียนของเฟิ่งหยูกว้างใหญ่กว่าเดิมนับสิบเท่าเขาถึงกับถอนหายใจเมื่อเริ่มก้าวข้ามไปยังขั้นเซียนระดับเก้า
ในระหว่างที่เฟิ่งหยูใช้ค่ายกลเชื่อมต่อกันนั้นเฟิ่งหยูพลันสังเกตเห็นเส้นสายสัมพันธ์แปลก ๆ เส้นหนึ่งเขาลองใช้จิตสัมผัสของเขาเข้าไปตรวจสอบพลันพบว่าพวกเขาสามารถติดต่อกันได้อย่างง่ายดาย
ทุกคนรับรู้และสามารถเรียนรู้ได้พร้อมๆ กัน จนพวกเขาร่วมกันตั้งชื่อมันว่า การสื่อสารทางจิตซึ่งสามารถติดต่อกับเป็นกลุ่มก้อน หรือเฉพาะคนก็ได้ ทุกคนต่างตื่นเต้นกับการสื่อสารแบบนี้เป็นอย่างมากตอนนี้พวกเขาสามารถพูดคุยหรือติดต่อกันได้แล้ว หลังจากที่พวกเขาต้องนั่งเงียบ ๆอยู่ลำพังมานาน
พลังชีวิตของดวงดาวเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ การฟื้นฟูก้เป็นไปอย่างต่อเนื่องระยะเวลาสองปีกว่าที่ฟื้นฟูมา เริ่มเห็นความแตกต่างของแต่ละเกาะอย่างชัดเจนบางเกาะที่ทรัพยากรไม่เพียงพอเริ่มที่จะถอดใจและเริ่มปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่คิดที่จะฟื้นฟูต่อไป
ส่วนจักรวาลที่มีทรัพยากรจำนวนมากพวกเขายังคงฟื้นฟูต่อไปอย่างต่อเนื่องจนเวลาผ่านไปสองปีครึ่งเหลือระยะเวลาอีกเพียงครึ่งปีพวกเขาก็จะเสร็จสิ้นการแข่งขันเฟิ่งหยูได้รับข้อความจากผู้อาวุโสอู่หวังฉีให้หยุดการดูดพลังชีวิตของดวงดาวได้แล้วเพราะตอนนี้พลังในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเขาเต็มเปี่ยมและพร้อมที่เปิดชั้นที่เก้าเพื่อที่จะกลายเป็นเจดีย์ฟ้าสวรรค์ที่สมบูรณ์ได้แล้วส่วนพลังชีวิตของดวงดาวดวงนี้ยังคงเหลืออีกไม่มากเช่นกันคาดว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะดับสูญน่าจะใช้เวลาประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีเท่านั้น
เฟิ่งหยูหยุดการเชื่อมต่อฉับพลันเจดีย์ฟ้าสวรรค์ภายในร่างกายของเฟิ่งหยูพลันส่องแสงสว่างจ้าตัวเจดีย์มีสีฟ้าสดใส
ตู้มมม.....พลังมหาศาลระเบิดออกไปทุกทิศทุกทางโชคดีที่พลังนั้นถูกค่ายกลกักขังอยู่ภายในเกาะนี้เท่านั้นไม่เช่นนั้นผู้คนด้านนอกจะต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอน
ภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์กลับกลายเป็นโลกที่สวยงามพลังฟ้าดินพลังต้นกำเนิดหลอมรวมกันจนกลายเป็นพลังที่อ่อนโยนทุกคนที่อยู่ภายในถึงกับตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขา ต้นไม้ใบหญ้ารวมถึงสมุนไพรต่าง ๆ ต่างเริ่มผลิดอกออกผลกันอย่างต่อเนื่อง
เจดีย์ฟ้าสวรรค์กลับกลายเป็นโลกอีกหนึ่งใบที่ดูแล้วสวยสดงดงามเป็นอย่างยิ่งภายนอกเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูสัมผัสได้ถึงพลังยุทธ์ของเหล่าผู้เยาว์ทั้งหลายที่ตอนนี้กลับอยู่ในขั้นพระเจ้าทั้งหมดแล้ว
“เรื่องใหญ่แล้วหละสิ”
เฟิ่งหยูรีบปรึกษากับผู้อาวุโสอู่หวังฉีทันทีซึ่งในตอนนี้เฟิ่งหยูสามารถติดต่อกับผู้อาวุโสอู่หวังฉีและผู้คนที่อยู่ด้านในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ได้โดยตรงแล้ว
เมื่อผู้อาวุโสอู่หวังฉีทราบเรื่องเขาพลันคิดไม่ถึงว่าพลังชีวิตของดวงดาวจะสามารถทำให้พวกรุ่นเยาว์ทั้งหลายเติบโตได้ถึงเพียงนี้
“เจ้ารีบสอนให้พวกเขาเก็บซ่อนพลังยุทธ์ก่อนที่จะมีคนอื่นจับได้โดยเร็วไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต้องทราบอย่างแน่นอนว่าพวกเราทำอะไร”
เฟิ่งหยูรีบใช้การสื่อสารทางจิตไปยังเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งสองร้อยคนในทันทีพร้อมกับสอนวิธีซ่อนพลังยุทธ์ที่เขาได้เรียนจากบิดาของเขาให้กับรุ่นเยาว์พวกนั้นทันทีพวกเขามีเวลาฝึกฝนอยู่ครึ่งปีเพื่อที่จะปิดบังพลังยุทธ์ของพวกเขาเฟิ่งหยูสั่งให้ทุกคนแสดงพลังยุทธ์ของพวกเขาเท่ากับตอนที่พวกเขาเดินทางมาถึง
เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างใช้เวลาที่เหลือฝึกฝนอยู่ภายในที่พักอย่างขยันขันแข็งเพราะหากออกไปจากค่ายกล พวกเขาทั้งหมดจะต้องมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับเซียนหรือระดับราชันย์เซียน เหมือนตอนที่พวกเขามาถึงเท่านั้น
พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครสามารถจับระดับพลังที่แท้จริงของพวกเขาได้เพราะพลังของพวกเขามากกว่าเหล่าผู้คนที่อยู่ด้านนอกแล้วตอนนี้ แม้แต่องค์ราชันย์ของแต่ะละเขตจักรวาลก็ไม่สามารถตรวจจับพวกเขาได้เพราะพลังยุทธ์ของรุ่นเยาวในจักรวาลที่เก้าตอนนี้มีเทียบเท่ากับองค์ราชันย์ของแต่ละเขตจักรวาลแล้วมีเพียงเจ้าโลกทั้งหลายที่บรรลุถึงขั้นมหาเทพเท่านั้นที่จะสามารถตรวจสอบพลังของพวกเขาได้ในตอนนี้
ตอนนี้เท่ากับว่าจักรวาลที่เก้านั้นแข็งแกร่งที่สุดเพราะพวกเขามีขุมกำลังระดับพระเจ้าอยู่สองพันห้าร้อยคนส่วนเจ้าโลกทั้งหมดกลับสามารถก้าวข้ามระดับพระเจ้าได้ทั้งหมดผลประโยชน์ที่ได้กลับมาในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ส่วนเจ้าโลกทั้งห้าที่ก้าวขั้นมหาเทพไปแล้วนั้นพวกเขารู้สึกว่าพลังของพวกเขาก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่งเช่นกันเพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าพลังของพวกเขานั้นก้าวไปถึงขั้นไหนแล้ว