- ทุกวันนี้ชีวิตที่ใช้อยู่...เป็ของตัวเองรึเปล่า? –
.
“ผมผิดหวังในตัวคุณนะ คุณภูวิศ”...หรือใช้เพียงแค่ชื่อสกุลให้คนอื่นเรียกเพื่อเอ่ยถึงและตัดสินเท่านั้น?
“ขอโทษด้วยครับ บอส”
“ผมอยากได้ผลงานที่ดีไม่ใช่คำขอโทษที่ดีนะ เมื่อวานที่อีเมลส่งเข้าคือการแก้งานครั้งที่สิบแล้ว...คุณคงรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อ?”คำถามที่ตัวคำตอบชัดเจนโดยไม่ต้องนึกคิดถูกส่งมาให้หลังก้าวเข้ามานั่งบนเก้าอี้ในห้องแอร์เย็นฉ่ำถึงขั้วสมองใช้เวลาอีกไม่ถึงนาทีเพื่อรับรู้ว่างานที่ทุ่มสุดตัวไปได้ผลตัดสินว่า ไม่ผ่านเป็ครั้งที่สิบ...
“ผมทราบดี...”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญกลับได้ครับแล้วอีเมลระบุเวลาจะส่งตามไป”
...คำว่า ‘กลับ’ดังชัดในการได้ยินชวนให้ริมฝีปากเม้มแน่นความหมายของมันไม่ใช่แค่การเดินกลับโต๊ะทำงานที่คล้ายคอกหรือกรงขังแต่เป็การก้าวออกนอกหน้าที่การงานชั่วคราวกฎระเบียบแสนเคร่งคัดของบริษัทคือที่สุดเมื่อทำงานผิดพลาดเกินเกณฑ์ที่กำหนดจะถูกพักงานเป็ระยะเวลาสองเดือนเพื่อพิจารณาตนเองและเตรียมความพร้อมให้มากพอต่อการกลับมาเป็แรงงานกินเงินเดือนต่อแน่นอนว่า่สองเดือนรายได้เท่ากับศูนย์ เื่ร้ายแรงยิ่งกว่าโลกแตกสำหรับคนทำงานชวนให้เรือนคิ้วขมวดมุ่น...
[ วันนี้กินไอติมแทนชานมก็ได้ร้านที่เ้าชอบน่ะ ข้าจะกินเป็เพื่อน ]…และคลายลงเมื่อเสียงเล็กจากบนลาดไหล่เอ่ยบอกพลางวางมือแปะๆข้างศีรษะเขาเหมือนกำลังลูบผมมุมปากจึงระบายยิ้มน้อยๆส่งกลับไป
“วิธีปลอบมันดูเห็นแก่กินแปลกๆนะขอบใจ”
“ไอ้แซน...”...ตามติดมาด้วยเสียงจากอีกหนึ่งความห่วงใย
“เฟิร์ส กูชนะพนันมึงต้องเลี้ยงซิลเลอร์กูนะ”
“......”ความเงียบผสานสีหน้าไม่สู้ดีของเพื่อนสนิททำให้เขารู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายพลอยเป็ห่วงไปด้วยแต่ฝ่ามือก็ยกขึ้นเปิดอีเมล์ในโทรศัพท์ที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาให้คนตรงหน้าดูหัวข้อบนสุดเด่นชัดด้วยตัวอักษรหนาว่าผลพนันที่ตกลงกันไว้เื่แก้งาน...ถูกตัดสินไปแล้ว
[ พักงาน ]
- ตัวอักษรที่เคยเป็แค่อนาคต...กลับกลายเป็ปัจจุบันที่มองเห็น –
“ตามนั้น...อีกสองเดือนค่อยเจอกันอย่าเหงาจนต้องคุยกับจอคอมละ”
“นิ่งอยู่ได้หัดระบายออกมาให้กูฟังด้วยสิว่ะ กูเป็เพื่อนมึงนะ!”โทนเสียงเข้มขึ้นในอีกระดับพร้อมมือใหญ่ของเพื่อนสนิทตบอกตัวมันเองระบายความอัดอั้นที่เขาไม่เคยพูดหรือะโความเสียใจให้ได้ฟังคำว่า ‘เพื่อน’ และไอความห่วงใยที่แผ่กระจายอยู่โดยรอบชวนให้ภายในคลายความวูบไหวที่โดนหมายพักงานสดๆร้อนๆแทนที่ด้วยความรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ได้พบมิตรภาพคนนี้ซึ่งเขาไม่ขออะไรมากไปกว่า...ความเป็เพื่อนอย่างที่เคยเป็มาก็พอ
“ใช่มึงคือเพื่อนสนิทที่สุดกูเป็เพื่อนที่กูอยากให้ยิ้มไปกูมากกว่าที่จะต้องมาเครียดงานห่าเหวนี้กับกูทุกอย่างโอเคมึง กูมีเงินเก็บพอสำหรับสองเดือน”
“คิดซะว่ากูได้พักร้อนไง”
“มึงเนี่ยนะ~ จะให้กูทำยังไงกับมึงดี ไอ้สาหร่ายทะเลปากหนัก!”คุณตากล้องมือเซียนขยี้หัวตัวเองพร้อมเอ่ยฉายาประหลาดๆอันเกิดจากทรงผมหยักศกของเขาด้วยแรงโมโหปนเศร้าปนความรู้สึกอีรุงตุงนังที่ท้ายสุดพวกเขาทั้งสองก็กลับมากอดคอหัวเราะ ปิดจบด้วยการทวงสัญญาเื่ของพนันมื้อโปรดที่มีเ้ามือใหญ่เบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้
“ทำง่ายๆก็พากูไปเลี้ยงซิลเลอร์ไงครับ เสี่ยเฟิร์ส”
...สิ้นสุดบทสนทนาและการบอกลาเพื่อนร่วมแผนกคนอื่นที่ใจหายไม่ต่างกันก็กินเวลาไปนับครึ่งชั่วโมงมากพอที่ปอดเรียกร้องหามลพิษ ขายาวจึงก้าวขอตัวออกมามุมระเบียงประจำพร้อมม้วนบุหรี่ที่ลุกไหม้อย่างเชื่องช้าคล้ายตัวเขาที่ทอดสายตาไร้จุดหมาย...จนกระทั่ง
ติ้ง!...อีเมล์ใหม่ถูกส่งเข้ามาแทนที่คำตัดสินพักงาน
[โครงการประกวดวิดีโอสั้น‘เสียงเพียงหนึ่ง’ : ได้รับข้อมูลการสมัครของคุณเรียบร้อย]
…ดวงตาคมไล่อ่านรายละเอียดกติกาและกำหนดเวลาไปเรื่อยๆเริ่มต้นั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปและสิ้นสุดในอีกสามเดือนหน้าเท่ากับเขามีเวลาแค่สองเดือนที่โดนพักเพื่อทำผลงานประกวดให้สำเร็จทันทีที่คำนวนเวลาได้ ลมหายใจก็พ่นออกมาพร้อมควันจางและเสียงเคี้ยวลูกอมข้างตัว
[แค่สองเดือนจะพอเหรอ?เ้าบอกว่ามันต้องใช้เวลานิ]
“......”...ไม่พอหรอกแต่ช่วยไม่ได้
[เดินเต็มเท้าโดยไม่มีเวลาหรือสิ่งมารั้งหลังไม่ดีกว่าเหรอ?]
“นายกำลังกล่อมให้ฉันลาออกอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย?”เอ่ยถามเ้าของคำพูดบนลาดไหล่พลางเลิ่กคิ้วมองด้วยความจนใจที่ภูตจอมแสบขยันเชียร์ให้เขากลายเป็สถานะคนตกงานแต่เพียงเสี้ยวนาทีที่ฝ่ามือจะจรดบุหรี่กับขอบปาก...
[ ข้าก็แค่พูดแต่คนตัดสินใจคือเ้า คิดให้ดี]…เสียงเรียบนิ่งอย่างผู้ใหญ่ในร่างจิ๋วก็ดังขึ้น
[ เ้าเอาแต่เงียบไม่ยอมพูดในสิ่งที่้ามาแต่ไหนแต่ไร...ตัวเองอยากทำอะไรก็พูดสิ]
ฉับพลันประโยคท้ายสุดของอีเมลตอบรับก็ปรากฏในคลองสายตาราวฟ้าเป็ใจ
“เปล่งเสียงความเป็ตัวเองอย่างแท้จริงออกมาสิ”
- Madame –
พรึ่บ!..เสียงสายลมปะทะประตูกระจกที่ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากสองขาที่วิ่งตรงกลับไปทางห้องนรกน้ำแข็งที่เพิ่งจากมาสไลด์ผ่านร่างของเพื่อนสนิทที่ตาตื่นยืนถือบุหรี่ค้างไว้ในปากเมื่อเห็นเขาไม่หยุดบอกอะไร...แต่มันต้องตอนนี้มึงกูหยุดไม่ได้แล้ว
“เฮ้ย!?มึงวิ่งไปไหนวะ? มึงเป็อะไร–...”
กูหยุดในสิ่งที่อยากเป็ไม่ได้แล้วทนพอแล้ว!
“กูอยากเป็ตากล้องอิสระ!กูอยากลงประกวด กูอยากทำให้คนเห็นสิ่งที่กูทำได้...ก-กูจะกล้าเดินอย่างที่กูอยากแล้ว!!”
“อ-เออ!มันต้องอย่างงี้สิว่ะ! กว่าจะกล้าได้เล่นซะกูเหนื่อยเลย!”...และแรงผลักดันแสนสำคัญก็โห่ร้องเช่นกัน
…ระบายทุกความอัดอั้นที่มี เปล่งเสียงที่เป็ของเขาอย่างแท้จริง...
ด้วยชื่อของตัวเองที่ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครวิจารณ์อีกต่อไป
“ผม ‘ภูวิศ กิจภานุวัตฒ์’…ขอลาออกจากงานครับ”เสียงทุ้มกล่าวด้วยความหนักแน่นที่รวบรวมไว้ให้มั่นสู้กัดฟันกับแรงเครื่องปรับอากาศและสายตาคมดุของบอสใหญ่ที่เหลือบมองเขาสลับใบเอกสารจ่าหัวตัวหนาในมือ
“คิดดีแล้ว? การพักงานแล้วกลับมาทำต่อดูจะปลอดภัยกับเศรษฐกิจตอนนี้มากกว่านะ”
“ใช่ครับมันปลอดภัยสำหรับการเงินของผม”
“แต่มันไม่ปลอดภัยกับความฝันของผมเลยที่จะต้องนั่งรออยู่หน้าจอคอมแล้วทำแต่งานถ่ายภาพที่คิดแต่เื่เงินเป็หลักครับ”แววตาสะท้อนซึ่งความคิดตามอย่างที่พูดถึงการงานตลอด่สามปีที่ผ่านมาที่เขาหยุดรออยู่แค่หน้าจอสี่เหลี่ยมและปิดสายตาไว้แค่พื้นที่ตรงนี้ที่ไม่ใช่ที่ของเขาส่งกระแสความจริงจังให้ผู้เป็ใหญ่รับรู้อยู่นับนาทีเพื่อแสดงจุดยืนที่้าจนกระทั่ง...
“…แปะๆ”...เสียงปรบมือจากผู้มาใหม่ทลายบรรยากาศหายใจลำบากในพริบตา
“พูดความฝันด้วยเสียงครึ่งๆกลางๆแต่ส่งพลังใช้ได้...ทำไมถึงไม่เซ็นให้เขาซะละ?”เสียงหวานแฝงอำนาจจากหญิงสาวใต้ชุดสูทดำทมิฬลับหมวกใบใหญ่บนศีรษะบดบังโครงหน้าจนมิดชิดร่างระหงส์ก้าวเท้าบนส้นสูงมาหยุดยืนข้างเขาที่เริ่มตามสถานการณ์ตอนนี้ไม่ทันแต่สีหน้าอ่อนอกอ่อนใจของบอสก็มากพอจะเดาได้ว่าคนข้างกายมีตำแหน่งไม่แพ้กัน
“อย่ายุลูกน้องผมสิครับลาออกตอนนี้เท่ากับฆ่าตัวตาย–!?...”
“คุณ...”เอ่ยเรียกสาวปริศนาที่แย่งใบเอกสารของเขาออกจากมือผู้เป็เ้านายมาจรดปากกาหน้าตาเฉยก่อนเสี้ยวหน้าที่แต่งแต้มด้วยเรียวปากชาดแดงจะขยับยิ้มและส่งใบกระดาษคืนให้เขา
“ก็แค่ตำแหน่ง ‘อื่นๆ’ รู้แค่ฉันสามารถเซ็นใบนี้ให้คุณได้ก็พอ”
“ยินดีต้อนรับสู่อิสระภูวิศ ฉันจะรอดูนะ”คำอวยพรแปลกหูชวนให้เรือนคิ้วผูกเป็โบว์ยิ่งสายตาไล่อ่านบริเวณชื่อของผู้อนุมัติที่ถูกขีดฆ่าก็ยิ่งสงสัยแต่สาวเ้ากลับโบกมือลาพร้อมก้าวหันหลังกลับออกไปโดยไม่อธิบายเพิ่มเติมเหลือทิ้งไว้แค่ตัวเองที่ก้าวออกจากวังวนเดิมแล้ว
ใบลาออก
ลงชื่อ‘นายภูวิศ กิจภานุวัตฒ์’
(ผู้ลาออก)
ลงชื่ออนุมัติ:จิตนารมศิลป์.
(เ้าหน้าที่) ผู้มีสิทธิ์มอบอิสระ
“ขอให้โชคดี”...สิ้นสุดเหตุการณ์ประหลาดด้วยอีกหนึ่งคำอวยพรจากเ้านายที่ตอนนี้เป็เพียงอดีตรวมถึงข้าวของบนโต๊ะทำงานที่ถูกกวาดลงกล่องลังและสองขาที่ยืนอยู่หน้าตึกบริษัทก็กลายเป็ปัจจุบันที่เป็อยู่
“โล่งชะมัด...”
[โล่งแต่ก็ดีใช่ไหมล่ะ?]…ร่างบนลาดไหล่คลี่ยิ้มอ่อนและเขาก็ยกมุมปากตอบกลับพร้อมฝ่ามือที่ประคองกล้องตัวโปรดขึ้นสู้แสงอาทิตย์
“อ่าเพิ่งรู้สึกแบบนี้เป็ครั้งแรก แปลกๆแต่ก็ดี...ดีมากเลยละ”
...ความปลอดโปร่งที่ไม่เคยได้ััเรียกคืนลมหายใจที่อัดอั้นมาตลอดหลายปีภาระบนบ่าที่แบกคล้ายถูกปลดให้มุมมองสายตาเงยสูงเห็นท้องฟ้ากว้างขวางกว่าจอคอมฉายแสงสีฟ้าลมหายใจสูดกลิ่นควันเมืองผสานธรรมชาติเพียงน้อยนิดเข้าสู่ปอดและตัดสินใจเริ่มการออกตามหาเสียงที่จะมาเป็วิดีโอเพื่อการประกวดครั้งสำคัญตระเวนทั่วถิ่นเมืองใหญ่ แวะเที่ยวกับเพื่อนสนิทที่เลิกงานมาหาใช้ชีวิตอย่างมุ่นมั่นในแนวทางที่อยากจนกระทั่งเวลาล่วงมาเลยมาสามอาทิตย์ทุกอย่างก็ยังไม่เคลือบหน้าเท่าที่ควรเขายังหาจุดหลักในการสร้างวิดีโอไม่ได้จนจิตใจเริ่มห่อเหี่ยวทว่า...เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในยามบ่ายวันนี้โดยไม่มีการนัดหมายใดว่าหลังรับสายสุขภาพหูจะเกือบบอด
‘เ้าหัวแมงกะพรุน!’...เรียกแบบนี้มีคนเดียว
“ทักทายได้น่าฟังมาก พี่เณอเอม”เอ่ยทักปลายสายจากญาติผู้พี่ที่รู้จักกันเป็อย่างดีฝ่ามือวางกล้องลงเพื่อความสะดวกแก่การพูดคุยที่คงนานพอควรตามนิสัยร่าเริงเกินพิกัดก่อนรอยยิ้มเล็กจะหุบลงเมื่อสาวเ้ากล่าวถึงใครอีกคนที่ไม่อยากได้ยิน
‘ฮ่าๆๆ! น่าๆมันชินปาก อ้อ! ลุงเมฆบอกว่านายลาออกจากงานแล้วนิ’
“ลุงโทรไปนินทากับญาติสินะ...”ลอบถอนหายใจอย่างหน่ายๆกับคนที่ไม่คิดจะฟังเขาั้แ่เด็กยันโตและยังนำความผิดพลาดไปพูดเป็เื่ขบขันในวงเครือญาติห้วงความรู้สึกมืดบอดเริ่มเล่นงานตัวเขาอีกครั้ง...
‘ออกก็ดี นายไม่ชอบงานนั้นนิ...’…แต่เพียงเสียงปลายสายเอ่ยต่อ ทุกกลุ่มก้อนความอึดอัดก็ปลิวหายไปแทนที่ด้วยมวลคำถามแสนห่วงใย
‘แล้วตอนนี้มีความสุขดีไหม? กินข้าวยังนิ? โรคกระเพาะไม่ปราณีใครนะจะบอกให้...บลาๆๆๆ’
“ดีใจที่พี่โทรมาน่ะพี่เณอ...ขิดถึ้ง(คิดถึง)...”ปลายประโยคปิดจบด้วยภาษาปักษ์ใต้บ้านเกิดที่ไม่ค่อยได้ใช้หลังย้ายมาอาศัยที่กรุงเทพั้แ่จำความได้ความอบอุ่นที่ไม่ได้ััจากครอบครัวที่สูญเสียไปชวนให้จิตใจนุ่มละมุนคล้ายปุยนุ่นก่อนฝั่งคนไกลจะตอบกลับด้วยภาษาเดียวกันที่ความหมายยิ่งใหญ่กว่ามาก
‘ขิดถึ้งก็หลบเรินซิอ้ายน้อง(คิดถึงก็กลับบ้านสิไอ้น้อง)’
“กลับบ้าน?”
“ลืมแล้วรึไงว่าพี่คนนี้มีโฮมสเตย์บน‘เกาะนางหยวน’น่ะ มาๆ มาเที่ยวสักสองเดือนพี่ไม่คิดค่าอยู่หรอก ถือว่ามาหาแรงบันดาลใจไปประกวดไง”
“ฟังแต่เสียงรถเสียงเครื่องจักรไม่ลองมาฟังเสียงต้นกำเนิดตัวเองดู...”คำชวนที่ราวกับเป็แสงสว่างให้ทางเดินมืดแปดด้านเริ่มมองเห็นหนทางไปต่อของงานประกวดที่เขาเอาแต่คิดว่าต้องเป็เสียงของเมืองใหญ่ทั้งที่จริงมันไม่ใช่แค่นั้น
‘เสียงธรรมชาติ เสียงของคลื่นทะเลที่กระทบฝั่งทรายน่ะ?แซน’
ต้นเกิดของ[ตัวเอง] ที่ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกเพื่อเอ่ยถึง
พื้นทรายอันกว้างขว้างและเป็ตัวของ[ตัวเอง]อย่างแท้จริง
.
“พรุ่งนี้ผมจะจองตั๋วเลยพี่!”