“สไลม์ใช่ไอ้เจ้าตัวสีฟ้าๆ หรือเปล่าครับ” สตีฟรีบถาม
“หือคุณเจอมันอย่างนั้นเหรอ !!” โรนัลด์ตกใจ
“ใช่ครับผมเจอมันข้างบนที่ตอนกำลังจะลงมาที่ชั้นสอง ตอนมันโจมตีร่างมันเปลี่ยนเป็นสีแดงใช่ตัวเดียวกันหรือเปล่า” สตีฟพูด
“นั่นมันคุณเจอมันได้ยังไงกันมันอยู่ที่ชั้นเก้านี่ ผมขังมันเอาไว้แล้วด้วย” โรนัลด์พูด
“ไม่รู้เหมือนกันครับแต่ที่ผมเจอมันเลเวลหนึ่งร้อยห้าสิบ แถมชื่อมันก็แปลกๆด้วย” สตีฟเองก็ไม่รู้ว่าเจอมันได้ยังไง
“หนึ่งร้อยห้าสิบงั้นเหรอบ้าน่า สไลม์มันน่าจะเลเวลประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบนี่ แล้วที่คุณบอกว่าชื่อมันแปลกๆมันหมายความว่ายังไง” โรนัลด์ยังไม่เข้าใจ
“ก็ชื่อของเจ้าสไลม์นั่นข้างหลังมันมีเขียนเอาไว้ว่า ร่างรอง น่ะสิครับ” สตีฟบอกพลางเปิดหน้าต่างสถานะของตนขึ้นมาค้นหาเจ้าสไลม์ที่เคยตรวจสอบนั่น
“อ๊ะเจอละ” สตีฟเจอสถานะของสไลม์ที่เคยตรวจสอบเอาไว้ก่อนจะเอาไปให้โรนัลด์ดู
หน้าต่างสไลม์(ร่างรอง) Level : 150เป็นสัตว์กลายพันธ์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนมีร่างกายเป็นของเหลว
“นี่มันอย่าบอกนะว่ามันได้สกิลนั้นไปจริงๆ !!” โรนัลด์อุทานอย่างตกใจ
“คุณรู้อะไรอย่างนั้นเหรอครับ” สตีฟถามหลังจากเห็นปฎิกิริยาของสไลม์
“ผมก็ไม่แน่ใจแต่นี่เป็นข้อสันนิษฐานของผมเอง คุณอยากจะฟังมั้ยล่ะ” โรนัลด์ถามสตีฟ
“ครับแน่นอน” สตีฟพยักหน้า
“ได้ผมจะเล่าให้ฟัง สไลม์นั้นเป็นสัตว์กลายพันธ์ชนิดหายากซึ่งตอนพวกเรานั้นได้มันมามันมีเลเวลที่สี่สิบเท่านั้น เดิมที่ร่างกายของมันไม่ได้เป็นของเหลวแบบนี้หรอกแต่มันมีลักษณะคล้ายวุ้นเท่านั้น แต่พวกเราได้ทำการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของมันจนร่างกายของมันเป็นของเหลวในที่สุด จากนั้นพอพวกเราได้รับการอนุมัติให้ใช้นักโทษประหารในการอัพเลเวลของพวกสัตว์กลายพันธ์ได้เราก็เริ่มจะป้อนนักโทษให้พวกสัตว์กลายพันธ์ ตอนนั้นเองเจ้าสไลม์นั่นก็เริ่มเปลี่ยนไป” โรนัลด์พูดออกมาพลางย้อนนึกถึงตอนทำการทดลองนี้แรกๆ
“เปลี่ยนไปงั้นเหรอครับ” สตีฟสงสัย
“ใช่ดูเหมือนมันจะมีสกิลพิเศษอะไรบางอย่าง มันเริ่มมีสกิลของนักโทษที่เคยถูกพวกเราป้อนให้เป็นอาหาร” โรนัลด์พูดออกมา
“เริ่มมีสกิลของนักโทษงั้นเหรอครับ อย่าบอกนะว่า !!!” สตีฟอุทานออกมา
“ใช่ดูเหมือนมันจะมีสกิลคัดลอกหรืออะไรสักอย่าง ซึ่งเมื่อพอมันสังหารเหยื่อไปแล้วเจ้าสไลม์นั่นจะได้สกิลนั้นๆของเหยื่อไป” โรนัลด์บอกกับสตีฟ
“แบบนั้นมันไม่มีสกิลเป็นแสนเลยเหรอครับ !!!” สตีฟตกใจมาก
“อ้อคุณคงนึกว่าสัตว์กลายพันธ์มันเลเวลขึ้นช้าเหมือนกับพวกเราสินะ แต่เปล่าเลยพวกมันนั้นเลเวลขึ้นไวมาก ไม่เหมือนกับพวกมนุษย์อย่างเราที่ต้องฆ่าสัตว์กลายพันธ์จำนวนมากถึงจะเลเวลขึ้นสักเลเวล แต่เมื่อเทียบกับสัตว์กลายพันธ์แล้ว มันฆ่าพวกเราเพียงห้าคน เลเวลตัวมันเองก็อัพแล้วแถมพวกมันนั้นยังไม่จำกัดเรื่องความห่างของเลเวลอีกด้วย” โรนัลด์บอก
“อ๊ะแบบนั้นเองเหรอครับ ผมก็นึกว่ามันต้องฆ่ามนุษย์ไปเป็นแสนๆเสียอีก” สตีฟพูดเขานั้นไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยจริงๆ
“แล้วเจ้าสไลม์นั่นฆ่าไปเท่าไหร่เหรอครับ” สตีฟถาม
“น่าจะราวๆพันกว่าคน พวกเราให้มันฆ่าจนมันเลเวลหนึ่งร้อยเก้าสิบ พวกเราหวังว่าจะใช้มันเป็นอาวุธไว้ต่อรองกับสหรัฐ” โรนัลด์บอก
ยังกับสงครามนิวเครียที่เคยเรียนในหนังสือสมัยก่อนที่แต่ละประเทศจะมีหัวรบนิวเครียเก็บไว้เพื่อให้ประเทศตนมีอำนาจไว้ต่อรองกับมหาอำนาจต่างๆ สตีฟนึกถึงตอนเรียนประวัติศาสตร์สมัยก่อน
“เอาล่ะย้อนกลับไปเรื่องสกิลของมันต่อนะ หลังจากมันจัดการศัตรูไปแล้ว มันจะได้สกิลไปแต่ว่า จากที่ทดสอบดูเปอร์เซ็นการได้สกิลของมันนั้นน้อยมากๆ เรียกว่าหนึ่งในร้อยเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นก็แค่ข้อมูลเบื้องต้นเพราะเรานั้นไม่สามารถตรวจดูสถานะอื่นๆของสัตว์กลายพันธ์ได้นอกจากชื่อและรายละเอียดเบื้องต้น” โรนัลด์อธิบาย
“แบบนี้นี่เองแล้วมันเกี่ยวกับ ที่ชื่อมันมีร่างรองและเลเวลเหลือแค่หนึ่งร้อยห้าสิบยังไงครับ” สตีฟถาม
“ก็เท่าที่จำได้มีนักโทษคนหนึ่งมีสกิลดอพเพลแกงเกอร์น่ะสิ” โรนัลด์พูด
“ดอพเพลแกงเกอร์ ???” สตีฟไม่รู้จัก
“มันเป็นสกิลที่สร้างปรากฎการณ์ร่างเงา หรือร่างแยกของตัวเองขึ้นมา หรือพูดง่ายๆก็คือสกิลแยกร่างนั่นแหละนะ” โรนัลด์อธิบายง่ายๆเพราะดูเหมือนสตีฟจะไม่ฉลาดเท่าไหร่
“อ๋อสกิลร่างแยกนี่เองที่เลเวลมันไม่เท่าตัวจริงนั่นเป็นเพราะว่าเลเวลสกิลของมันยังน้อยสินะ” สตีฟพยักหน้าเข้าใจ
“ว่าแต่คุณยังไม่บอกผมเลยมันขึ้นไปอยู่ข้างบนได้ยังไง” สตีฟสงสัยจุดนี้
“ก็สกิลดอพเพลแกงเกอร์นั้นน่ะสามารถสร้างร่างแยกของตนเองไปปรากฎสถานที่อื่นในเวลาเดียวกันได้ยังไงล่ะ ดังนั้นไม่แปลกเลยที่มันจะสร้างร่างของตัวเองไปปรากฎที่ชั้นบนนั่น มันคงมีความทรงจำเกี่ยวกับห้องทดลองลับนี้ติดตัวอยู่ล่ะมั้ง มันเลยขึ้นไปโผล่ที่ข้างบน” โรนัลด์เองก็ไม่แน่ใจ
“แล้วนี่ผมจะจัดการมันยังไงล่ะเนี่ย คุณบอกว่ามันโดนความร้อนสูงกว่าสามพันองศาก็ไม่ระเหย แถมยังว่ายในไนโตรเจนเหลวก็ได้ ผมน่ะเคยต่อนมันจนแหลกเป็นชิ้นๆมาแล้วมันยังขยับได้เลย” สตีฟพูดอย่างหนักใจการโจมตีของเจ้าสไลม์นี่ทำอะไรเขาไม่ได้หรอกแต่ถ้ากำจัดมันไม่ได้ คนอื่นๆก็จะอพยพจากนี่ขึ้นไปด้านบนไม่ได้สตีฟไม่คิดจะออกไปจัดการเจ้าตุ๊กแกผีนั่นเพื่อเครียทางให้หรอกนะแถมเลเวลขนาดนั้น ซาช่าและสองแฝดนั่นก็ไม่น่าจะสู้ไหว
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันจากการสังเกตและทดลองตลอดมาตอนนี้มันน่าจะมีสกิลมากกว่าสิบสกิลไปแล้ว นั่นยังไม่นับรวมสกิลติดตัวอื่นๆที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยอีก” โรนัลด์เองก็ไม่รู้วิธีจัดการกับเจ้านี่เพราะหลังจากมันหลุดจากการควบคุมของสกิลฝึกสัตว์ของเขาแล้ว ก็ไม่ได้ไปยุ่งกับมันอีกเลย
“อ๊ะจริงสิไม่แน่ว่าบางทีอาจจะมีวิธีจัดการมันก็ได้” จู่ๆโรนัลด์ก็อุทานออกมา
“มีวิธีจัดการเหรอครับ” สตีฟถามอย่างมีความหวัง
“ไม่แน่ใจเพราะมันนานมากแล้วพวกเราเคยทดลองหาวิธีกำจัดเจ้าสไลม์นี่อยู่เหมือนกันเพื่อป้องกันการผิดพลาดกรณีมันหลุดจากการควบคุม” โรนัลด์พูด
“เหมือนที่คุณสร้างละอองพิษที่ใช้กำจัดแมลงในชั้นนี้สินะ” สตีฟพูด
“ใช่” โรนัลด์พยักหน้า
“แล้ววิธีกำจัดสไลม์นี่ล่ะครับ” สตีฟถามทันที
“จำได้ว่าเคยมีการทดลองหนึ่งที่พวกเราใช้น้ำต่างๆลองราดใส่ร่างของมันที่เราตัดแบ่งออกมาดู ปรากฎว่ามีน้ำอยู่ชนิดหนึ่งที่มันน่าจะได้ผลผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” โรนัลด์เองก็มีสีหน้ายุ่งยากไม่แน่ใจ
“มันแพ้น้ำงั้นเหรอ ทั้งๆที่เป็นของเหลวเนี่ยนะ แล้วคุณบอกว่าไม่แน่ใจมันยังไงกันครับ” สตีฟสงสัย
“ตอนนั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นน่ะสิ น้ำที่เราเอามาทดสอบหลายชนิดมันดันหกลงไปบนเนื้อเยื่อของเจ้าสไลม์พร้อมๆกัน ซึ่งผลที่ได้คือมันสลายไปทันที” โรนัลด์พูด
“หลายชนิดงั้นเหรอครับ !!!” สตีฟได้ยินดังนั้นก็ตกใจมากนี่ถ้าต้องไปหาน้ำมาเป็นร้อยชนิดจะทำยังไง
“ถึงจะบอกว่าหลายแต่ตอนนั้นเหลือน้ำที่ใช้ทดสอบอยู่สองชนิด ไม่สิพูดให้ถูกคือสามชนิดแต่อีกชนิดนึงนั้นไม่อยู่ในรายชื่อน้ำที่ใช้ทดลองเพราะลูกน้องผมได้มันมาเมื่อนานมาแล้วตอนไปเที่ยวที่เมืองไทย” โรนัลด์บอก
“แล้วน้ำทั้งสามชนิดนั่นมีอะไรบ้างครับ” สตีฟถามอย่างตื่นเต้นเพราะถ้ามันได้ผลจริงเขาก็จะกำจัดเจ้าสไลม์นี่ได้ง่ายๆเลย
“อย่างแรกคือน้ำคัดหลังจากสาวพรหมจรรย์ที่อายุเกินยี่สิบห้าปี !!” โรนัลด์พูดน้ำชนิดแรกออกมาทำให้สตีฟถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง
“แค่ก !! แค่ก !! แค่ก !! น้ำคัดหลั่งของสาวพรหมจรรย์เนี่ยนะแถมต้องเกินยี่สิบห้าอีกผู้หญิงสมัยนี้จากสถิติเสียพรหมจรรย์ตั้งแต่อายุสิบสองแล้วไม่ใช่หรือไงคุณ !!!” สตีฟตกใจมากกับน้ำชนิดแรกที่โรนัลด์บอก
“ต่อไปน้ำชนิดที่สองคือน้ำส้มยี่ห้อดีโธ่ (เอาชื่อแบบนี้ไปก่อนนะกลัวมีปัญหาฮ่าๆ) จากบริษัทหนึ่งในประเทศไทย” โรนัลด์บอก
“น้ำส้มอะไรนั่นไม่เคยได้ยิน” สตีฟพูดเขาไม่เคยได้ยินชื่อยี่ห้อน้ำส้มชนิดนี้มาก่อน
“มันเป็นน้ำส้มยี่ห้อดังเมื่อสมัยยุคเก้าศูนย์ซึ่งมันเป็นน้ำส้มยี่ห้อ อมตะที่ราคาต่อขวดของมันแค่ไม่กี่เซนต์เท่านั้นแต่ก็ยังขายมาได้กว่าแปดสิบเก้าสิบปี” โรนัลด์พูดออกมา (เซนต์ คือหน่วยเงินที่เล็กที่สุดในสกุลดอลล่า เปรียบเทียบกับค่าเงินบ้านเราก็คล้ายๆกับเหรียญสลึง)
“น้ำส้มยี่ห้ออ่ะไรล่ะนั่นทำไมมันถูกขนาดนั้น ถูกกว่าน้ำประปาบ้านเราอีกนะนั่น” สตีฟอึ้งเข้าไปใหญ่ที่มีน้ำส้มราคาไม่ถึงดอลล่าแบบนี้
“น้ำนั่นที่เขตพักอาศัยน่าจะมี เพราะพวกเราเหมาของจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สามมากักตุนเอาไว้หมด” โรนัลด์บอกสตีฟ
ถึงว่าทำไมมีอาหารกระป๋องแบบไอ้เจ้าถั่วต้มน้ำเกลือแบบนั้นได้ สตีฟพยักหน้า
“และสุดท้าย น้ำที่มันบังเอิญตกลงไปในเนื้อเยื่อของสไลม์พร้อมๆกับน้ำทั้งสองชนิดแรกก็คือ....................น้ำมนต์” โรนัลด์พูดน้ำชนิดสุดท้ายออกมา
“น้ำมนต์ ???” สตีฟไม่เคยได้ยินพลางทำหน้าเอ๋อไปทันที
“ไม่รู้จักสินะ ก็ไม่แปลกทวีปเรามันคาทอลิคนี่นา แถมศาสนาอื่นๆก็ยับไปหมดแล้วเพราะอยู่ไม่ได้จะไม่แปลกที่เด็กรุ่นใหม่อย่างคุณจะไม่รู้จัก” โรนัลด์พยักหน้าเข้าใจ
“ช่วยอธิบายเจ้าน้ำมนต์นี่หน่อยสิมันคืออะไร” สตีฟถาม
“มันคือน้ำที่ผ่านบริกรรมคาถาจากเกจิอาจารย์ที่มากด้วยวิชา ของศาสนาหนึ่งในแถบเอเชีย ผมก็ไม่รู้รายละเอียดมากเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นลูกน้องผมชอบโม้ไว้บ่อยๆว่าน้ำมนต์นั่นผ่านการบริกรรมคาถามาถึงเก้าวัด ลูกน้องผมมันได้มากจากพ่อของมันซึ่งเคยไปเที่ยวที่เมืองไทย” โรนัลด์พูดออกมา
บริกรรมคาถา เก้าวัด น้ำมนต์ ???? ตรูจะไปหาจากไหนฟระ สตีฟกลุ้มทันทีเพราะไม่รู้จักเจ้าน้ำมนต์นี่ซักนิด แค่เจ้าน้ำชนิดแรกก็กลุ้มจะแย่แล้วเพราะคนในทวีปฝั่งยุโรปนั้นเสียพรหมจรรย์กันเร็วเพราะเป็นประเทศที่เปิดกว้างในเรื่องเซ็กส์ การจะหาผู้หญิงบริสุทธิที่อายุเกินยี่สิบห้าได้นั้นไม่ต่างจากการถูกหวยรางวันที่หนึ่งซักนิด (เปอร์เซ็นการถูกรางวัล Mega Lotto ของสหรัฐนั้นคือ 1 ใน 302.5 ล้าน ซึ่งรางวัลนี้เรียกว่าเมก้า มิลเลี่ยนซึ่งการถูกรางวัลนี้นั้นจะได้รางวัลทีละหลายหมื่นล้านเลยทีเดียว)
“เฮ้อผมเองก็ช่วยคุณได้เท่านี้ นี่คือข้อมูลที่พอจะเป็นไปได้ในการกำจัดมันในเขตทดลองนี่ไม่น่าจะมีน้ำพวกนี้เหลืออยู่แล้วคุณลองไปดูที่เขตพักอาศัยดูสิคุณบอกว่ามีคนกว่าสองพันคนไม่ใช้เหรอผมว่าน่าจะมีสาวบริสุทธิที่อายุเกินยี่สิบห้าบ้างล่ะ ส่วนเรื่องน้ำส้มถ้าโชคดีมันคงเหลือสักขวดสองขวดนะ” โรนัลด์พูดพลางมองดูสตีฟที่ต้องหนักใจกับเจ้าน้ำทั้งสามที่อาจจะกำจัดสไลม์ได้
“ครับผมจะลองดู” สตีฟพยักหน้าเพราะเขานั้นยอมเลือกไปหาเจ้าน้ำทั้งสามชนิดนี่ดีกว่าไปนั่งลุยกับเจ้าตุ๊กแกผีดิบข้างนอกนั่น
“ว่าแต่คุณพอจะปลดระบบป้องกันแต่ละชั้นออกได้มั้ยพอดีระหว่างลงมาผมปิดมันไปหมดแล้วน่ะสิ ผมจะพาคุณและลูกน้องทั้งสี่ของคุณขึ้นไปด้านบนด้วยทีเดียวเลย แล้วถ้ามันเปิดแล้วจะปิดมันได้หรือเปล่า” สตีฟถามโรนัลด์
“แน่นอนมันเปิดปิดได้ ซึ่งถือว่าโชคดีนะที่ผู้ที่สามารถเปิดปิดได้อย่างผมนั้นยังไม่ตาย” โรนัลด์พูดพลางยิ้มออกมา
“ดีเลยครับถ้าอย่างนั้นเราย้ายไปข้างบนกันเถอะเผื่อจะมีหมออยู่บ้างจะได้รักษาขาคุณให้มันดีๆหน่อย” สตีฟพูดพลางมองขาของโรนัลด์ที่ถูกทำแผลเอาไว้ลวกๆ แต่ก็ยังรอดมาได้โดยไม่ติดเชื้อ
จากนั้นสตีฟก็แบกโรนัลด์ขึ้นหลังก่อนจะหิ้วลูกน้องของเขาที่หมดสติอยู่ทั้งสี่คนขึ้นมาและเดินกลับขึ้นไปด้านบนโดยมีโรนัลด์คอยเปิดประตูให้ทีละชั้น และแน่นอนเขาไม่ลืมปิดประตูอีกรอบเพราะกลัวว่าเจ้าสไลม์นี่จะหลุดขึ้นไปด้านบน
จบ...
น้ำชนิดที่สองที่สตีฟต้องหา
น้ำชนิดที่สามที่สตีฟต้องหาปล.รูปภาพนั้นเป็นเพียงภาพประกอบเผื่อใครไม่เห็นภาพเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรือตั้งใจจะเสียดสีแต่อย่างไร ถ้าไม่โอเคยังไงจะลบให้ภายหลังครับ !!