บทที่ 120
เวลา 11.00 น. ณ จัตุรัสจัสติส ที่ทำการเจ้าเมืองฮาเวสตี้ หญิงสาวผมดำยาวในชุดชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ถือตะกร้าสานที่ปกปิดด้วยผ้าคลุมสีดำ เดินเบียดเสียดอยู่บนถนนที่ผู้คนสัญจรไปมาแออัด ทุกครั้งที่เธอเดินมุ่งหน้าไปประมาณ 100 เมตร หญิงสาวจะเปิดผ้าคลุมในตะกร้าออกเพื่อดูจานโลหะที่ติดอัญมณีไว้ภายใน อัญมณีสีแดงกะพริบแสงถี่ขึ้นเมื่อพวกเธอมาถึงยังที่ว่าการเจ้าเมือง ใช่แล้วพวกเธอ หญิงสาวผมดำยาวมัดเป็นหางม้าไว้คนนี้ ก็คือนักฆ่ามืออาชีพที่คหบดีฮาเซลแห่งกลุ่มการค้าโอเมก้าส่งมา พร้อมกับลูกทีมอีก 5 คนที่แต่งตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาแทรกอยู่ในฝูงชนเช่นกัน“เรญาเราเดินวนรอบตึกเจ้าเมืองมารอบหนึ่งแล้วนะ ถ้ามากกว่านี้พวกทหารจะสงสัยได้” ชายหนุ่มหน้าโหดเข้ามาเดินข้างๆแล้วแอบกระซิบกับหญิงสาว“ข้ารู้แล้ว แต่สัญญาณชัดเจนมาก รถม้าคันนั้นน่าจะอยู่ในเขตที่ว่าการเจ้าเมืองนี่แหละ” หญิงสาวเดินตรงไปด้านหน้า ไม่หันไปมองชายหนุ่มพร้อมกับกล่าวข้อความออกไป“ข้าว่าไม่ปกติแล้ว เป้าหมายเป็นเพียงชาวสวนชาวไร่เหตุใดต้องมาที่นี่ด้วย ถ้ามีเรื่องร้องเรียนก็น่าจะอยู่ที่สำนักงานตรงกลางจัตุรัส ไม่ใช่ด้านหลังจัตุรัสที่เป็นพื้นที่เฉพาะขุนนาง” ชายหน้าโหดวิเคราะห์จากประสบการณ์หลายปีในวงการ“ใช่ ข้าก็รู้สึกแบบนั้น แต่อย่างไรเราก็ควรจะยืนยันให้เห็นกับตาไม่ใช่เหรอ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะจากข้อมูลที่ได้มาวันนี้ ชาวไร่คนนั้นไม่ควรจะเข้าเมืองมาด้วยซ้ำ ถ้าไม่เพราะจานรับสัญญาณนี่สว่างอยู่ตลอดเวลาล่ะก็ ข้าคงยังไม่เริ่มปฏิบัติการวันนี้หรอก” หญิงสาวผู้นำกลุ่มชี้แจง เพราะจากที่เธอเห็นแสงกะพริบถี่จากจานสัญญาณเวทย์ ซึ่งไม่ควรจะกะพริบในวันนี้ ที่เป้าหมายกลับเทือกเขาแม็กซิมัสไปแล้ว แต่เมื่อชาวไร่ผู้เป็นเป้าหมายยังอยู่ในเมือง เธอก็คิดว่าจะเริ่มติดตามไปทันทีเพื่องานที่จะสำเร็จได้เร็วขึ้น และป้องกันเหตุไม่แน่นอนที่ว่าเป้าหมายอาจยังไม่เข้าเมืองตามเวลาเดิมจากข้อมูลที่ได้มา แต่ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินคุยกัน เบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏทหารประมาณ 10 นายล้อมรอบชายสามคนเอาไว้ ซึ่งทั้งสามคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพรรคพวกของเรญานั่นเอง เมื่อชายหญิงทั้งสองเห็นดังนั้นก็รีบซ่อนตัวเข้าไปในมุมมืดทันที เพื่อเตรียมตัวเข้าช่วยเหลือพวกของตน ทหารทั้งสิบนายนั้นแม้จะเป็นทหารธรรมดา แต่หน่วยที่พวกเขาสังกัดนั้นไม่ใช่พื้นๆทั่วไป เพราะนั่นคือหน่วยเทพอัคคีที่มีผู้บัญชาการเป็นถึงบุตรีแห่งดยุคบุตรสาวเจ้าเมืองฮาเวสตี้นั่นเอง พวกเขาได้รับคำสั่งจากบีดีเลียโดยตรงให้มาจับตามองคนที่มีพิรุธ ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี แต่ว่ากลุ่มนักฆ่ามืออาชีพกลุ่มนี้ก็มีฝีมือไม่ใช่น้อย นอกจากด้านการต่อสู้แล้ว การสอดแนม จารกรรม และการก่อกวนก็ล้วนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น“พวกท่านจะรีดไถกันอย่างนี้ไม่ได้นะ พวกข้าเป็นแค่คนยากจนไม่ได้มีเงินทองมากมาย ท่านทำอย่างนี้ถ้าเรื่องถึงท่านเจ้าเมือง พวกท่านต้องถูกลงโทษแน่นอน” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากชาวบ้าน“ใช่ๆ พวกเจ้าจะมาใส่ร้ายพวกเราไม่ได้นะ พวกเราคนทำมาค้าขายถ้าไม่ทำเราก็อดตาย พวกเจ้าสบายสิมีเงินเดือนมีเสื้อผ้าดีๆใส่ แต่พวกข้า...” ก่อนที่ชายคนที่สองจะกล่าวจบเขาก็ลงไปนอนหงายอยู่กับพื้นแล้ว ด้วยหมัดเดียวของทหารนายหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า“ข้าแค่สุ่มถามเจ้าดูเฉยๆ แต่นี่เล่นใส่ไฟกันไม่หยุดเลยมีพิรุธชัดๆ จับตัวพวกมันไปขัง ข้าจะไปรายงา...” หัวหน้าหน่วยทหารประกาศสวนออกมาเสียงดังเช่นกัน แต่ยังไม่ทันจะกล่าวจบก็ถูกขัดขวางด้วยระเบิดควันที่ไม่ทราบที่มา“ตู้ม ตู้ม ตู้ม!!!” ระเบิดควันทั้งเสียงดัง ทั้งควันขาวหนาแน่นพวยพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ผู้คนในบริเวณนั้นต่างสำลักควัน และตกใจสับสนวุ่นวายไปหมด“จับพวกมันไว้อย่าให้หนีไปได้ แค่กๆๆ” หัวหน้าหน่วยเทพอัคคีรีบสั่งการ แต่สถานการณ์ตรงหน้าก็ไม่เป็นใจเท่าไร ความวุ่นวายทำให้พวกเขาต้องคลาดกับชายน่าสงสัยทั้งสาม ณ ฟาร์มกลางหุบเขาลึกลับสายลมเย็นสบายพัดพาเข้ามายังหน้าต่างห้องพักคนงานห้องหนึ่งที่เปิดรับลมไว้อยู่ หญิงสาวผมสีแดงผู้งดงามแต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความทุกข์นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เธอไม่อาจข่มตาหลับลงได้จากความเศร้าหมอง จึงพยายามคิดถึงเรื่องที่เคยมีความสุขของตน วานีลหวนรำลึกถึงตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกับเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของเธอ หญิงสาวจากตระกูลค้าขายไวน์เดินทางมาจากต่างเมือง เพื่อสืบทอดกิจการที่เมืองฮาเวสตี้ เพื่อนของเธอเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ อัธยาศัยดี มีความมั่นใจ และหน้าตาน่ารัก ทั้งสองสนิทกันอย่างรวดเร็ว และคุยปรึกษากันในทุกๆเรื่อง เมื่อครั้งที่วานีลมาเป็นครูที่โรงเรียนเวทมนตร์ลูน่าซองค์ใหม่ๆนั้นยังมีความประหม่า และทำตัวไม่ค่อยถูก แม้ว่าเธอจะเป็นศิษย์เก่าของที่นั่น แต่เมื่อมารับหน้าที่ผู้สอนกลับเกิดความกดดันขึ้นอย่างมากจนท้อใจ นอกจากครอบครัวแล้วก็มีเพียงแม่ค้าไวน์มีอาเท่านั้นที่คอยแนะนำสิ่งดีๆ และให้กำลังใจเสมอ ต่อมาเมื่อครอบครัวของเธอถูกใส่ร้าย และกำลังจะถูกประหารชีวิต ชายหนุ่มแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นกลางลานประหารที่สับสนวุ่นวายเมื่อสามเดือนก่อน แล้วช่วยนำทางพาครอบครัวของเธอหนีออกจากเมืองได้สำเร็จ พร้อมทั้งยังให้ที่พักอาศัย และอาหารอย่างดี ปฏิบัติกับครอบครัวของเธอดีทุกอย่าง แม้หญิงสาวจะรู้ว่าอยู่ในฐานะคนรับใช้ที่ต้องทำงานแลกอาหาร และที่อยู่ แต่ชายหนุ่มผมดำคนนั้นก็ไม่เคยกดขี่ข่มเหงครอบครัวของเธอเลยสักครั้ง เขาให้เกียรติทุกคนมากกว่าเหล่าตระกูลขุนนางที่เข้ามาสร้างสัมพันธ์จอมปลอมเหล่านั้นเสียอีก ยิ่งนานวันยิ่งอยู่ใกล้ชิดกัน วานีลก็เริ่มที่จะหลงรักเจ้านายของตน ใจของหญิงสาวมั่นคงในตัวชายหนุ่มเสมอ และพยายามแสดงออกให้เขารู้มาตลอด เจ้านายของเธอก็รับรู้ในน้ำใจของเธอมาตลอด เห็นในความพยายามรวมทั้งความจริงใจ เขาทั้งตอบแทนทั้งให้ความสำคัญกับเธอแต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่มากเกินไปกว่าการเป็นน้องสาว จนกระทั่ง... เมื่อวานตอนเย็นที่วานีลตั้งใจจะไปต้อนรับการกลับมาของชายหนุ่มด้วยความคิดถึง แต่ภาพที่เธอเห็นคือเพื่อนสนิท และชายที่ตนหลงรักยืนจับมือกันต่อหน้าทุกคนด้วยความยิ้มแย้ม ที่จริงเธอควรจะดีใจกับทั้งสอง แต่ทำไมใจของเธอจึงปวดร้าวเช่นนี้“กี้...กี้...” เสียงร้องเล็กๆน่าเอ็นดูที่คุ้นเคยดังมาจากทางหน้าต่างห้องนอนของวานีล เธอจึงหันหลังกลับไปดูทันทีที่ได้ยิน“แพนดั้น! เจ้ามีอะไรรึ?” หญิงสาวผมแดงเช็ดน้ำตาบนใบหน้า พร้อมกล่าวถามมังกรมายาขนปุยตรงหน้าของเธอ‘ท่านภามให้ข้ามาช่วยรักษาอาการป่วยของท่านวานีลขอรับ’ มังกรน้อยส่งโทรจิตตอบกลับหญิงสาว“เอ๋? ท่านภามส่งเจ้ามาเหรอ แต่ไม่ต้องหรอกข้าไม่ได้ป่วยอะไรมากมาย เจ้ากลับไปเถอะ” น้ำเสียงและสีหน้าของวานีลในตอนแรกเหมือนกับจะดีใจ แต่อยู่ๆก็กล่าวด้วยหน้าสลดเช่นเดิม‘แต่ท่าทางของท่านวานีลดูไม่ดีเลยนะขอรับ ถึงจะไม่เป็นอะไรมากแต่อย่างน้อยให้ข้าได้ช่วยท่านสักเล็กน้อยเถอะนะขอรับ ทั้งข้า และท่านภามเป็นห่วงท่านจริงๆ’ “กี้กี้” เจ้ามังกรตัวเขียวอาสาช่วยเหลือด้วยความเป็นห่วงหญิงสาว พร้อมกับทำเสียงเล็กๆ แล้วยิ้มน่ารักน่าเอ็นดูอย่างที่มันชอบทำเป็นประจำ แพนดั้นเป็นมังกรมายาซึ่งมีความสามารถทางด้านพลังจิตที่สูงมาก มันสัมผัสได้ถึงจิตใจอันเศร้าหมองของหญิงสาวที่ดูแลมันอย่างดีมาตลอด เจ้ามังกรจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะช่วยเหลือหญิงสาว มันพุ่งตัวมุดเข้าไปในอ้อมกอดของหญิงสาว แล้วก็ใช้พลังจิตกล่อมเธอให้หลับฝันหวานในทันที