15 ปีที่แล้ว...
ท่ามกลางแดดร้อนตอนเที่ยงวัน สะพานลอยข้ามถนนแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจดูสกปรกเหมือนเคย
เด็กชายอายุไม่เกินชั้นประถมนั่งก้มหน้าก้มตาอย่างสิ้นหวังทั้งตัวเขามีเพียงเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ยับยู่ยี่เอาไว้รองนั่งถุงพลาสติกใส่ของกินพอประทังชีวิตไปได้วันต่อวันและขันพลาสติกใบหนึ่งวางอยู่ด้านหน้า ในขันใบนั้นมีเศษเหรียญและธนบัตรใบละ 20บาทอยู่จำนวนหนึ่ง
ผิวของเด็กผู้ชายสีทองแดง ผมด้านบนของเขาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบขาวเหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางแดดมาเป็นเวลานานเขาสวมใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นสภาพเก่าจนเกือบขาด มีรอยเปื้อนแต่กลับไม่ส่งกลิ่นเหม็นเหมือนที่หลายคนคิดไว้
วันนี้ไม่ค่อยมีคนใช้สะพานลอยแห่งนี้เท่าไรนักนานๆ จะมีใครสักคนหย่อนเงินในขันเพราะความสงสารแต่เขาคนนี้เป็นคนแรกที่ชวนเด็กผู้ชายพูดคุย
“ในที่สุดก็เจอเอ็งซะที ไอ้หนู”เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างหน้า ทำให้เด็กชายเงยขึ้นมาดูด้วยความสงสัย
แสงอาทิตย์เจิดจ้าด้านบนทำให้เด็กชายมองหน้าเจ้าของเสียงได้ไม่ชัดนัก ชายปริศนาอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาวบนตัวแปะทองคำเปลวเต็มไปหมด เขายื่นมือข้างหนึ่งมาหาเด็กชาย
“คงไม่รู้สินะว่าตัวเองเป็นคนพิเศษมากแค่ไหน”
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนข้างกันใส่ชุดสีน้ำตาล ห่มสไบขาว ผมรวบเป็นมวยไว้ด้านหลัง มือทั้ง 2 ประสานไว้ด้านหน้าตลอดเวลาที่เธอพูด
“เอ็งคงไม่อยากอยู่กับพวกแก๊งขอทานไปตลอดชีวิตหรอกนะถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ก็ตามพวกเรามาเถิด”
“คน... พิเศษงั้นเหรอ” เด็กชายเอ่ยออกมาอย่างตื้นตันแววตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาด้วยความหวัง
แม้ในใจเขายังคิดว่าคนประหลาดคู่นี้จะมาหลอกเขาหรือเปล่าเพราะชีวิตก่อนหน้านี้ทำให้เขาไว้ใจใครได้ยากเหลือเกิน แต่เพราะความสิ้นหวังและสัญชาติญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาคิดว่าไม่ว่าใครก็ตามที่จะเป็นผู้มอบชีวิตที่เป็นปกติให้กับเขาได้เขาก็พร้อมที่ไป
“ขอต้อนรับสู่ตำหนักร่างทรงเจ้าแม่เสือดำ”ชายหญิงแปลกหน้าทั้ง 2 พูดขึ้นมาพร้อมกันอย่างร่าเริง พวกเขาพาเด็กชายจากสะพานลอยกลับมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว
เด็กชายอ้าปากค้างเมื่อได้มาเห็นเรือนไทยซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักทรงเป็นครั้งแรกกลุ่มคนมากมายรุมต่อแถวเพื่อได้พบกับเจ้าแม่เสือดำ ย่าของสมิทธิ์ กลุ่มควันธูปลอยคละคลุ้งเสียงทุ้มต่ำงึมงำท่องคาถาดังอยู่ตลอดเวลา
เขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านหรือเกลียดกลัวพวกคนทรงแค่เขาไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่า บ้านหลังใหม่ของเขาจะเป็นสำนักทรงเท่านั้นเอง
“มาเจอกับลูกชายของพวกเราก่อนสิสมิทธิ์” ชายแปลกหน้ากวักมือเรียกลูกชายของเขาเข้าไปหา
หน้าประตูของตำหนักทรงนั้น สมิทธิ์เด็กผู้ชายนุ่งขาวห่มขาวเดินเตาะแตะเข้ามาหาเด็กชายที่มาใหม่อายุของสมิทธิ์น่าจะน้อยกว่าเขาสัก 2-3 ปี ในมือของสมิทธิ์มีพวงมาลัยเล็กๆ แบบเดียวกับที่คล้องอยู่บนพระพุทธรูป
สมิทธิ์ยื่นพวงมาลัยให้กับเด็กชายที่ตัวโตกว่าเขาทำท่ากระอักกระอ่วนอยู่พักหนึ่ง จนแม่ของสมิทธิ์พยักหน้าและยิ้มให้ เขาจึงยอมรับพวงมาลัยนั้นมาจากสมิทธิ์แต่โดยดี
“พี่ชื่ออะไรเหรอ?” สมิทธิ์มองหน้า น้ำเสียงและสายตาของเขาไร้เดียงสาและดูตื่นเต้นที่จะได้พี่ชาย
เด็กผู้ชายที่มาใหม่ยิ้ม ในวินาทีนั้นเขารู้เลยว่าที่นี่จะกลายเป็นบ้านหลังใหม่และครอบครัวของเขาอย่างแท้จริง
“พี่ชื่อสูรย์” นั่นเป็นครั้งแรกที่สูรย์และสมิทธิ์ได้เจอกัน
5 ปีผ่านไป...
แม่ของสมิทธิ์กำลังจัดท่าทางให้กับสูรย์แม้เหงื่อจะท่วมตัว แต่ใบหน้าของสูรย์ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
เช้าวันนี้ ก่อนที่ตำหนักทรงจะเปิดให้เหล่าลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาเหล่าคนทรงอาวุโส ทั้งพ่อ แม่ และย่าของสมิทธิ์ได้ทำการฝึกฝนร่างกายให้กับคนทรงรุ่นน้องอย่างสมิทธิ์และสูรย์ทั้ง 2 คนย่อตัวทำท่าชกลม ตามตัวอย่างการเคลื่อนไหวของพ่อสมิทธิ์
“ดูท่าเจ้าสูรย์จะฝึกเป็นคนทรงง่ายกว่าเจ้าสมิทธิ์อีกแฮะ”ย่าของสมิทธิ์นั่งอยู่บนตั่งที่นั่งประจำของเธอ เอ่ยชื่นชมสูรย์อย่างพอใจ
“เฮ้ย! สมิทธิ์ท่าทางอ่อนแอแบบนั้น เวลาเทพมาประทับ ร่างกายจะทนไหวเหรอ” สูรย์หันไปแหย่สมิทธิ์
สมิทธิ์ซึ่งยืนอยู่ระหว่างพ่อและแม่ของเขากำลังจะหันไปพูดตอกกลับสูรย์เหมือนที่เคยแต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรออกมา หน้าอกพ่อและแม่ของสมิทธิ์ก็โดนอาวุธปริศนาแทงทะลุจากด้านหลังโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
สมิทธิ์หันกลับมาอย่างงุนงง ร่างพ่อและแม่ของเขาล้มลงสิ่งที่อยู่ด้านหลังคือเงาของฆาตกรร่างสูงใหญ่ที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามา ด้านหลังศีรษะของเงานั้นมีแผ่นแสงส่องสว่างเจิดจ้าใช่แล้ว... เขาเป็นร่างทรงระดับ 2 นั่นเอง
