ตลอดเส้นทางที่รถวิ่งผ่านมา หญิงสาวแทบไม่รู้ตัวเลยว่า รถหรูคันใหญ่ได้แล่นออกมาจากทิศทางเดิมที่จะไปยังดรากอนส์ปาร์ค แต่กลับมุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งแยกออกไปยังนอกเมือง รถลีมูซีนคันใหญ่ค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าเขตรั้วบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ไม่น่าเรียกว่าบ้าน แต่น่าจะเรียกว่าคฤหาสน์เสียมากกว่า กำแพงใหญ่แข็งแรงที่สูงท่วมหัว รั้วรอบขอบชิด ยาวตลอดแนว ประตูเหล็กบานใหญ่มหึมา มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เป็อย่างดี เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบ ๆ บริเวณบ้านหลาย ๆ จุดด้วยกัน
เมื่อรถวิ่งเข้ามาจอดที่บริเวณบ้าน ที่เรียกอีกอย่างว่าคฤหาสน์ หญิงสาวก็แทบผงะ นี่มันที่ไหนกัน ทานากะ พาหล่อนมาบ้านใคร? ทำไมถึงได้ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ หรือว่า...
“ถึงแล้วครับ.. นี่เป็บ้านคุณฮิโรยูกิ เชิญครับคุณน้ำริน ท่านกำลังรอคุณอยู่ด้านใน” หญิงสาวจำต้องก้าวลงจากรถ เมื่อเท้าแตะพื้นถึงกับเซเล็กน้อย โชคดีที่ได้มือใหญ่แข็งแรงของทานากะช่วยประคองไว้ ไม่อย่างนั้นหล่อนคงล้มพับไปแล้วจากอาการเกร็งจนขาชาไปหมด แต่ทั้งทานากะและน้ำรินไม่รู้เลยสักนิดว่ามีสายตาคมกล้าคู่หนึ่งมองมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนักจากกล้องวงจรปิดในห้องเล็ก ๆ ข้างในบ้าน
“อ๊ะ! ขอบคุณค่ะ”
“ไม่เป็ไร ใช่ไหมครับ?”
“ไม่..ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็ไร” พูดออกไปแล้ว หญิงสาวก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆ พลางหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะก้าวเท้าตามทานากะเข้าไปข้างในอย่างหงอย ๆ เมื่อถึงประตูทางเข้าที่ทอดยาวไปยังตัวบ้าน น้ำรินต้องหยุดนิ่งเพื่อสังเกตอาณาเขตและตัวบ้านหรือคฤหาสน์อย่างตะลึงในความโอ่อ่า แสดงให้รู้ถึงฐานะของผู้เป็เ้าของแทบจะทันทีที่ก้าวขาเข้ามา
ลักษณะบ้านที่เป็ทรงยุโรปสีครีม ดูเย็นตา หล่อนเคยอ่านในหนังสือว่าพวกคนที่มีฐานะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี ชอบมาสร้างบ้านบนยอดเขาสูง และสามารถมองเห็นเวิ้งทะเลลิบ ๆ ช่างเหมือนวิมานบน์ไม่มีผิด น้ำทะเลที่อยู่ไกลลิบโน้น เมื่อโดนแดดส่องกระทบ ก็จะสะท้อนแสงกลับมาระยิบระยับ สวยงามจับตายิ่งนัก
น้ำรินกระชับคอเสื้อเชิ้ตเข้าหากันอีกครั้ง เพื่อเรียกความมั่นใจก่อนจะก้มหน้าก้มตา เร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันบอดี้การ์ดหนุ่มที่เดินดุ่ม ๆ นำหน้าไปไกลแล้ว ทานากะพาหล่อนเดินผ่านห้องโถงใหญ่ ห้องนั้นดูกว้างขวาง ปูพรมหนาจนทั่ว ตรงกลางห้องมีโต๊ะรับแขกขนาดั์สี่ตัว ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสม ก่อนจะมาหยุดยืน อยู่หน้าห้องห้องหนึ่งน่าจะเป็ห้องของเ้านายชายหนุ่มอย่างแน่นอน หล่อนได้ยินทานากะเคาะประตูสองครั้ง ก่อนจะผลักประตูบานใหญ่เข้าไป หญิงสาวก้าวตามทานากะเข้าไปติด ๆ ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย จิตใจเริ่มหวั่นวิตกกังวลขึ้นมาอีกแล้ว ห้องนั้นดูกว้างขวาง ปูพรมหนาจนทั่ว ตรงกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดั์ แอร์เย็นเฉียบไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่น และความหวาดกลัวต่าง ๆ นานา ลดลงได้เลย
“ผมพาคุณน้ำรินกลับมาแล้ว ครับท่าน”
“อืมม์..นายออกไปได้แล้วทานากะ”
“ครับ” เ้านายหนุ่มมาดขรึมพูดกับบอดี้การ์ดคู่ใจ ส่วนทานากะก็ค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะถอยหลังเดินผละออกไป เมื่อสวนทางกับหญิงสาวเขาก้มค้อมศีรษะให้อีกครั้งอย่างให้กำลังใจ แล้วเดินออกประตูไป น้ำรินแทบจะเอ่ยปากออกมาเพื่อเรียกให้ทานากะอยู่ก่อน หากทำไม่ได้ ที่ทำได้ก็เพียงแค่ก้มหน้าปิดปากสนิท ไม่รับรู้สักนิดว่าร่างสูงของชายหนุ่มได้เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ฮิโรยูกิ ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังหญิงสาวที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไหล่สั่นสะท้าน เห็นแค่นี้ ก็รู้แล้วว่ากำลังร้องไห้ เขามักจะหงุดหงิดทุกครั้ง ที่บรรดาผู้หญิงชอบใช้น้ำตาเป็กับดักเพื่อล่อผู้ชายให้ตกหลุมพรางของความใจอ่อน และสุดท้ายบรรดาผู้ชายทั้งหลายก็คล้อยตามที่พวกหล่อน้าแทบทั้งนั้น ชายหนุ่มไล้สายตามองหล่อน กรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็สันนูนอย่างลืมตัว เมื่อเห็นกระดุมเสื้อเม็ดบนสุดของหญิงสาวหายไป
“กลับมาแล้วหรือ แม่แมวน้อยหลงทาง” น้ำเสียงทุ้มต่ำ พูดติดกับใบหูเล็ก จนหล่อนสะดุ้งสุดตัว รู้สึกตัวลีบเล็กลงกับเสียงที่ทรงอำนาจ
“ฮ๊ะ! คุณ!”
“ทำไม..ใมากเลยหรือ? เป็ไงล่ะไปผจญภัยข้างนอก คงสนุกมากเลยสินะแล้วไปเล่นยังไง เสื้อผ้าถึงได้หลุดลุ่ยขนาดนี้ล่ะ ฮึ! ดูสภาพเธอตอนนี้ เหมือน..ลูกหมาตกน้ำเลยนะ”
“เอ๊ะ!จะว่าอะไรก็ตามใจคุณเถอะ แต่อย่าเอาฉันไปเทียบกับหมาจะได้มั๊ย! ฉันเป็คนนะ”
“หึ..คนหรือ? คนที่ไหน ไม่รู้จักบุญคุณคน จะขอบใจสักนิดก็ไม่มี รู้อย่างนี้ ให้ไอ้พวกเศษสวะนั่นพาเธอไปขายซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยก็ดี”
“ฮ๊ะ! ยะ..อย่านะ ได้โปรดอย่าทำอย่างนั้นเลย ฉัน..ฉันขอบคุณ คุณมาก ๆ เลยที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเลย จะให้ทำอะไรฉันก็ยอม ขออย่างเดียวอย่าส่งฉันไปให้พวกนั้นเลยนะคะได้โปรด” หญิงสาวละล่ำละลักพูดออกมาอย่างร้อนรนเมื่อเขาเอ่ยถึงพวกคนชั่วข้างนอกนั่น หล่อนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจเพียงแค่กล่าวถึง รูขุมขนทุกส่วนก็ลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ทำอะไรก็ยอมอย่างนั้นหรือ? เธอพูดอย่างนั้นจริง ๆ น่ะหรือ?”
“จริง..จริงสิคะ จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น เพื่อตอบแทนที่คุณช่วยเหลือฉันไว้” แววตาใสซื่อที่แสดงออกมา บ่งบอกถึงความจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝง ผิดกับอีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้น เราคงจะพูดกันดี ๆ ได้แล้วสินะ” เสียงทุ้มต่ำ ตอนนี้ช่างน่าฟังเหลือเกิน
“เธอจะตอบคำถามที่ฉันถามได้ทุกข้อ..อย่างนั้นใช่ไหม”
“คุณอยากรู้เื่ที่ฉันได้แหวนนั่นมายังไง ใช่ไหมคะ?”
“เริ่มฉลาดขึ้นมาแล้วนี่” ถึงแม้ว่าเขาจะยอมพูดกับหล่อนดี ๆ แต่ก็ไม่วายเหน็บแนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งหล่อนก็ต้องทน ทำเป็เฉยเสีย สงบปากสงบคำไว้ เพราะถึงยังไงก็ไม่มีทางสู้รบตบมือกับคนอย่างเขาได้หรอก
“เมื่อห้าปีก่อน ฉันได้ไปดูแลคนไข้เคสหนึ่ง ชื่อวรกานต์ ไพรพฤกษ์ รวยมาก ท่านเป็ผู้สูงอายุที่ใจดี แต่ไม่มีญาติพี่น้องที่จะมาคอยดูแล ก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านได้ให้แหวนเพชรวงนั้นกับฉัน” คำพูดในตอนท้ายของหญิงสาว กระทบโสตประสาทของชายหนุ่มอย่างรุนแรง
“อะไรนะ! เมื่อกี้ เธอบอกว่า ผู้หญิงคนนั้น.. ตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ค่ะ ไม่นานมานี้เอง ก่อนที่ฉันจะ..จะมาที่นี่”
“ผู้หญิงคนนั้นตายไปแล้ว เป็ไปได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่หาจนเจอแล้ว” น้ำรินรู้สึกงุนงง เมื่อเห็นเขาเอาแต่รำพึงรำพันคำเดิมซ้ำ ๆ ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าเดินไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ทิ้งน้ำหนักตัวลงอย่างหมดแรง มือหนาใหญ่ยกขึ้นมาคลึงที่ขมับไปมาอย่างคนใช้ความคิดและหมดอาลัย ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาไม่้าให้หล่อนพูดอะไร น้ำรินทำตัวไม่ถูกไปเลยทีเดียวเมื่อห้องทั้งห้องมีแต่ความเงียบงันหญิงสาวยังคงยืนนิ่งเงียบ ไม่กล้าขยับกายไปทางไหน รอว่าเมื่อไหร่เขาจะออกคำสั่งให้ทำอะไรต่อไป
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ