“ลองธาตุดินดูลูก”ลูเซียสบอกอลันอย่างอ่อนโยน
อลันเริ่มหน้าเสียแต่ยังกัดฟันสู้ต่อ
“ขออัญเชิญบ่อดินโคลนเทอเรอา” ดินแค่ร่วนซุยลงนิดหน่อยไม่กลายเป็บ่อโคลนดูด
อลันสีหน้าสิ้นหวังน้ำตาเอ่อคลอเขาหันหลังวิ่งลงเขาเข้าไปในป่าโดยไม่หันกลับมามองพ่อของเค้า
…………………….…
ซู่ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงน้ำตกกระหึ่มดังอลันนั่งยอง ๆอยู่ริมน้ำตกสายตาเหม่อลอย ไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่ดวงตาถึงเศร้าหมองขนาดนั้น
มีเสียงฝีเท้าแ่เบาเดินมาทางด้านหลังพร้อมกับเสียงอ่อนโยนดังมา
“ไม่เป็ไรหรอกลูกอย่าคิดมาก”ลูเซียสพูดพร้อมค่อยลดตัวลงนั่งข้างๆอลัน “พ่อขอโทษนะถ้าสิ่งที่พ่อร้องขอทำให้ลูกรู้สึกกดดัน”ลูเซียสพูดพร้อมกับมองใบหน้าด้านข้างของลูกชายที่ยังเหม่อลอยอยู่
“ข้าทำท่านผิดหวังหรือไม่ขอรับ”อลันเหม่อมองน้ำตก
“ไม่เลยพ่อภูมิใจในตัวเ้าเสมอไม่ว่าเ้าจะเป็แบบไหน”ลูเซียสบอกอลันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่ถ้าข้าใช้พลังแห่งธรรมชาติไม่ได้ก็ไม่สามารถเป็นักบวชแบบท่านได้”อลันหันมามองดวงตาพ่อของเขา
“แล้วอย่างไรละหนทางตั้งมากมายในชีวิตนี้ถึงนักบวชจะมีฐานะสูงสุดในอาณาจักรนี้ก็ไม่ได้แปลว่าอาชีพอื่นในอาณาจักรไม่สำคัญนี่ลูกพ่ออยากให้เ้าใช้เวทย์มนต์ได้ก็จริงแต่สิ่งที่พ่ออยากเห็นที่สุดไม่ใช่เ้าใช้เวทย์มนต์ได้หรอก”ลูเซียสมองดวงตาลูกชาย
ก่อนเดินมานั่งตรงนี้ลูเซียสสำนึกผิดอย่างมากที่เขาชวนอลันมาทำพิธีััพลังธรรมชาติโดยไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน
อาจเป็เพราะลูเซียสไม่เคยหมดหวังที่จะให้อลันเป็นักบวชจนเผลอเอาความคิดของตัวเองไปกดดันลูกวินาทีที่เขาเห็นน้ำตาของลูกเขาก็คิดได้
ลูเซียสไม่ได้เห็นน้ำตาของลูกมาหลายปีแล้วแม้กระทั้งเื่ที่เขาแอบได้ยินว่าอลันโดนล้อเลียนที่สถาบันการศึกษาแห่งอาณาจักรอลันก็ไม่เคยร้องไห้หรือทำสีหน้าเศร้าใดๆให้เขาเห็น
อลันไม่เคยโทษหรือตัดพ้อต่อว่าใดๆ ที่ต้องมาพบความกดดันที่เกิดมาเป็ลูกของลูเซียสแห่งไฟอลันไม่เคยเอาบารมีของเขาไปแอบอ้างวางโตกับใคร
เพราะแบบนั้นเด็กพวกนั้นจึงขวัญกล้ามารังแกลูกเขากลับเป็เขาเองที่ทนไม่ไหว
เขาเคยถามลูกชายของเขาซักไซ้จะเอาโทษพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นแต่อลันกลับบอกให้เขาอย่าลดตัวไปทำเื่แบบนั้น
“ท่านพ่อไม่ผิดที่เก่งกาจและยิ่งใหญ่ ข้าภูมิใจในตัวท่านมากส่วนข้าก็ไม่ผิดที่เกิดมาเป็ลูกของท่านพ่อแต่ทำแบบท่านพ่อไม่ได้ข้าไม่สนใจคนพวกนั้นหรอกขอรับแต่สักวันคนพวกนั้นจะรู้ว่าข้าสามารถยิ่งใหญ่และเก่งกาจได้ด้วยตัวเองในแบบที่ข้าเป็”ลูเซียสจำได้ว่าอลันพูดด้วยรอยยิ้ม
ตอนนั้นลูเซียสฟังคำพูดของอลันเขาแทบจะร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจและหยิบกลองมาตีฉลองโห่ร้องให้กับความรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายของเขา
แต่ทว่าเขารู้และเข้าใจในตัวลูกของเขาดีไม่ใช่ว่าอลันไม่มีความกดดันใดๆ เลยที่ใช้มนต์แห่งธรรมชาติไม่ได้แบบเขา
อลันพยายามเข้มแข็งเพราะไม่อยากให้เขาและลูน่าต้องเป็ห่วงเขาจึงทำได้แค่เชื่อมั่นในตัวของอลันเสมอมา
แต่ว่าตอนนี้อลันใกล้จะอายุ16ปีเต็มแล้วเป็ธรรมดาที่อลันจะรู้สึกกดดันมากขึ้นเพราะถึงเวลาที่เขาต้องเลือกจริงๆ แล้วว่าเขาจะทำอาชีพอะไร
ซึ่งดูเหมือนอลันได้เลือกแล้วว่าจะเดินไปในทางแห่งนักรบ
ถึงแบบนั้นเขายังชวนลูกมาทำพิธีััพลังธรรมชาติซ้ำอีก
เขาคงเผลอไปเพาะเมล็ดพันธ์แห่งความหวังให้ลูกว่าจะสามารถทำให้เขาใช้มนต์แห่งธรรมชาติได้ทั้ง ๆที่ดูเหมือนลูกจะปลงตกและหันไปเลือกเส้นทางนักรบแล้วแต่เขายังเผลอเอาความคาดหวังของตัวเองไปทำร้ายจิตใจลูกเขาควรปล่อยลูกไปทำในสิ่งที่ตนเองคิดอยากทำ
“แล้วมันคืออะไรขอรับ”อลันถามกลับ
“มันคือการที่เ้ามีชีวิตอยู่ใช้ชีวิตของเ้าได้เป็อย่างดีและเ้าสามารถเอาตัวรอดได้แม้ยามที่พ่อและแม่ต้องตายจากเ้าไปแล้วต่างหากคือสิ่งที่ข้าและแม่ของเ้า้าเห็น”ลูเซียสมองอลันด้วยดวงตาที่โอนโยนจนไม่สามารถบรรยายความหมายในดวงตานั้นได้
“ท่านพ่ออย่าพูดเื่ตายสิขอรับข้ายังไม่อยากจากท่านไป”อลันน้ำตาคลอ
“ไอ้ลูกบ้าข้ายังไม่ตายวันนี้พรุ่งนี้”ลูเซียสบ่นยิ้ม ๆพร้อมเอามือไปขยี้ผมและผลักหัวอลันเบาๆ
“ท่านพ่ออีกไม่กี่เดือนข้าจะ16แล้วข้าอยากขอ อนุญาตท่านไปสมัครกองนักรบอาณาจักรขอรับ”อลันพูดกับพ่อของเขาด้วยความคาดหวัง
ในอาณาจักรซูเมอร์อายุ16ปีจะถือว่าเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วโดยปกติ เด็กหนุ่มสาวที่เกิดในครอบครัวเสรีชนทั่วไปที่ผ่านการศึกษาพื้นฐานของอาณาจักรจะเริ่มเลือกเส้นทางชีวิตตัวเอง
บ้างก็ไปเป็พ่อค้าบ้างก็เดินในเส้นทางแห่งปราชญ์บ้างก็เป็นักสำรวจ
แต่มีกลุ่มคนไม่มากนักที่จะไปเป็นักรบ
สถาบันการศึกษาในอาณาจักรสอนเพียงแค่ กฎหมายของอาณาจักรภาษาศาสตร์ การเขียนอ่านการคำนวณเลขพื้นฐานเท่านั้นไม่มีการสอนทักษะการต่อสู้ใดใด
นักรบส่วนใหญ่จึงมาจากตระกูลที่เคยเป็นักรบกันอยู่แล้วและจะมีการรับสมัครจำนวนน้อยเพื่อทดแทนกองกำลังที่แก่ชราและกำลังจะโดนปลดประจำการ
นอกจากภาวะาเท่านั้นถึงจะมีการเกณฑ์คนทั่วไปจำนวนมากมาสู้รบ
ถึงแม้เหล่านักรบจะเป็กลุ่มคนที่มีความพิเศษเฉพาะแต่ในอาณาจักร ซูเมอร์นั้นนักรบไม่ได้มีฐานะอยู่ชั้นบนสุดของสังคม
เป็เหล่านักบวชต่างหากที่อยู่ชั้นบนสุดของสังคมซึ่งคนที่สามารถเป็นักบวชนั้นหาได้ยากเป็อย่างมาก
ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถััพลังแห่งธรรมชาติได้ส่วนใหญ่ของผู้คนทั่วไปจะไม่สามารถรับรู้หรือััถึงพลังงานธรรมชาติได้เลย
แต่มีบางคนในจำนวนน้อยที่ััมันได้เล็กน้อยเช่นอลันและน้อยมากยิ่งกว่าที่สามารถััถึงพลังงานธรรมชาติได้อย่างมากและนำมาใช้ดังเวทย์มนต์ได้ดังเช่น ลูเซียสหรือผู้ศักดิ์สิทธิ์และเหล่านักบวชในวิหารทั้งหลาย
ดังนั้นจำนานนักบวชในอาณาจักรจึงมีจำนวนน้อยมากอัตราส่วนอาจจะ น้อยถึง1:100000คนเลยทีเดียว