“ตู้หงฉาง เกรงว่าเจ้าคงต้องเป็นฝ่ายอธิบายเรื่องบางอย่างกับทุกคนก่อนเสียแล้ว”ซูฉางอันกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ตู้หงฉางชะงัก เขาสงสัยเล็กน้อย อธิบายเช่นนั้นหรือ?เขาต้องอธิบายสิ่งใดกัน?
แต่เขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าสายตาที่คนทั้งหลายมองมายังเขาเป็นสายตาที่ประหลาดเหลือเกินแม้แต่ศิษย์ร่วมสำนักและผู้อาวุโสที่ชื่นชมเขามาโดยตลอด สายตาที่มองมา ณ บัดนี้ก็ยังแลดูประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
นั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม จึงกวาดตามองไปรอบด้านเพื่อมองดูฝูงชนที่ส่งสายตาประหลาดมาให้ ซึ่งบัดนี้ มวลชนกำลังชี้นิ้วมายังเขาแล้ววิพากษ์วิจารณ์บางอย่างกันอยู่...
ตู้หงฉางเงี่ยหูฟัง ด้วยต้องการจะฟังว่าพวกเขาพูดถึงสิ่งใดกันอยู่แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกมึนหัวไปหมดการไตร่ตรองกลายเป็นเรื่องยากลำบากไปในทันที เขาตระหนักขึ้นได้ว่าดูเหมือนตนจะลืมเรื่องที่สำคัญมากไปแต่กลับนึกไม่ออกเสียทีว่าเป็นสิ่งใดกันแน่
ความรู้สึกนั้นทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย
เขาก้มหน้าลงต่ำ มองไปที่มหาชนอีกครั้งด้วยหางตา
ความตกใจในแววตาของมวลชนค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเสียงซุบซิบที่ปากค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่า
ตู้หงฉางส่ายหน้า พยายามเรียกสติของตนกลับมาอีกครั้ง
และในครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ยินบางอย่าง แม้จะได้ยินเพียงแว่วๆแต่อย่างน้อยเขาก็ยังพอจับใจความได้บ้าง
“ที่หน้าของเขา...”
“เลือด...”
“เผ่าปีศาจ...”
“หน้าของข้า? เลือด? เผ่าปีศาจ?”ตู้หงฉางพูดทวนสิ่งที่ได้ยินมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะมีท่าทีราวเพิ่งตระหนักบางอย่างขึ้นมาได้จากนั้นจึงยื่นมือขึ้นมาลูบใบหน้าของตน สิ่งที่สัมผัสเป็นของเหลวที่ยังอุ่นอยู่เล็กน้อยเขารู้ดีว่านั่นเป็นเลือดจากตัวเขาเอง ตู้หงฉางลดมือที่เปื้อนเลือดลงมาจากใบหน้าแล้วเพ่งมองไปที่มือนั้น...
ดวงตาสีดำขยายใหญ่ขึ้นด้วยความตกใจ ร่างของเขาสั่นเทาขึ้นในที่สุดราวเพิ่งพบเจอเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่สุดในชีวิต
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้” เขากล่าวพึมพำขึ้นเบาๆ จากนั้นยกมือขึ้นลูบที่ใบหน้าซ้ำอีกครั้งทว่าสิ่งที่ติดมากับมือกลับยังเป็นเหมือนเดิม...
“เป็นไปไม่ได้!เป็นไปไม่ได้!”เสียงของเขาค่อยๆ ดังมากขึ้น จนกลายเป็นเสียงคำรามในที่สุด
“ข้าเป็น... เป็นมนุษย์นี่...” เขากล่าวเช่นนั้น จากนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองมหาชนอีกครั้งทว่าสิ่งที่ได้รับจากสายตาของฝูงชน กลับมีเพียงการหยามหมิ่นและเกรี้ยวโกรธเท่านั้น
เขาไม่ชอบสายตาแบบนั้น เขาเป็นถึงบุตรแห่งเทพนักรบแท้ๆเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักปาฮวง หากจะว่ากันด้วยเรื่องของพรสวรรค์หรือแม้แต่เรื่องของฐานะ ณ ที่แห่งนี้ก็มีคนที่เทียบชั้นกับเขาได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขามีสิทธิ์อะไรมามองเขาด้วยสายตาเช่นนั้น! เหตุใดต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ด้วย!
เพราะ...
เพราะ...
เพราะท่านพ่อตายไปแล้ว?
แต่ว่า ท่านพ่อตายได้อย่างไรกัน?
และเป็นอีกครั้งที่ตู้หงฉางจมเข้าสู่ห้วงแห่งการครุ่นคิดอันยากลำบาก
ใช่แล้ว...
ใช่...
ดูเหมือนในที่สุดเขาก็นึกสิ่งสำคัญบางอย่างขึ้นได้แล้วชื่อนั้นติดอยู่ที่ปากเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็พูดมันออกมาไม่ได้เสียที...
เขามีความรู้สึกบางอย่าง เขารู้สึกว่าหากตนจำชื่อนั้นได้ปัญหาทุกอย่างที่คอยก่อกวนจิตใจก็จะได้รับคำตอบทันที
เหตุนี้ เขาจึงพยายามอย่างหนักเพื่อกู้คืนความทรงจำเหล่านั้นกลับมาเขาอยากนึกชื่อนั้นให้ออก
ร่างมากมายปรากฏขึ้นในหัวของเขาคนแล้วคนเล่า ใบหน้าผุดขึ้นในสมองครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน
ไม่สิ...
ไม่ใช่เขา...
ไม่ใช่เขาด้วย...
รอก่อน!
ในที่สุด ภาพในหัวของเขาก็หยุดลงที่ใบหน้าของชายชราที่กำลังหรี่ตาเล็ก...
เขาเบิกตากว้างขึ้นทันที จากนั้นเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปยังซูฉางอันอีกครั้ง
“เป็นซือหม่า...” ยังไม่ทันจะได้พูดจนจบ จู่ๆความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสก็ปะทุขึ้นในสมองเขารู้สึกราวหัวกำลังจะระเบิดออกจากกันอยู่แล้ว ตู้หงฉางร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจากนั้นยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปกุมหัวของตัวเอง ร่างสูงทรุดลงไปคุกเข่าในเสี้ยววินาที
ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น เดิมที เขาคิดว่าตู้หงฉางคนนี้เป็นเผ่าเทพที่สวมรอยภายใต้การบงการของซือหม่าสวี่เท่านั้นจึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพุ่งเข้าโจมตีจนใบหน้าของตู้หงฉางมีรอยแผลเช่นนั้น
และความจริงก็ยืนยันแล้วว่าเขาคิดถูก
เมื่อเลือดไหลออกมาจากบาดแผล ทุกอย่างก็เป็นเช่นที่เขาคิดเอาไว้จริงๆเพราะเลือดที่ไหลออกมาไม่ได้มีสีแดง แต่เป็นเลือดสีทองอ่อนต่างหาก
เลือดที่เห็นในตอนนี้เป็นเหมือนเลือดที่ไหลออกมาจากร่างของเทียนจ้าวในวันนั้นไม่ผิดเพี้ยนเพียงแต่มีสีอ่อนกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
คนที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างต่างก็รู้ดี ว่าปีศาจมากมายในแผ่นดินทางเหนือต่างมีเลือดที่แตกต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาและการกรีดเลือดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ก็เป็นขั้นตอนในการยืนยันตนและแยกแยะไส้ศึกชาวปีศาจที่ด่านแถบชายแดนมักจะทำกันอยู่บ่อยๆ
ซูฉางอันคิดว่า หากทำให้ตู้หงฉางมีเลือดออกได้ ก็จะพิสูจน์ได้ว่าตู้หงฉางไม่ใช่มนุษย์จริงๆหากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ตู้หงฉางพูดเอาไว้ก็จะสิ้นอำนาจลงเช่นกันส่วนเรื่องหลังจากนั้น ไม่ว่าตู้หงฉางจะเป็นเผ่าปีศาจจริงๆหรือมีการตรวจสอบเรื่องอื่นเพิ่มเติม ก็ไม่เกี่ยวกับซูฉางอันอีกต่อไป
ซึ่งแม้เขาจะประเมินพลังของตู้หงฉางผิดไป ทำให้แผนนี้ไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไรนักแต่ยังดีที่ในที่สุดมันก็สำเร็จจนได้
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะดำเนินการขั้นสุดท้าย คือการเรียกคนเข้ามาจับกุมตู้หงฉางจู่ๆ ซูฉางอันก็รับรู้ได้ว่าตู้หงฉางในตอนนี้มีบางอย่างที่ไม่ปกติ
ก่อนหน้านี้ ซูฉางอันไม่เคยเชื่อมาก่อน ว่าจะสามารถตายแล้วฟื้นได้จริงๆ
สำหรับมนุษย์ นี่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย...
เหตุนี้ เขาจึงคิดว่าตู้หงฉางตรงหน้าเป็นเพียงสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์เท่านั้นแต่ท่าทีที่ตู้หงฉางแสดงออกมาในตอนนี้ กลับทำให้เขารู้ได้ว่ามีบางสิ่งแปลกไป
เขาไม่อาจมั่นใจได้ว่านี่เป็นแผนเรียกร้องความสงสารของซือหม่าสวี่หรือเปล่าจึงลังเลเล็กน้อย
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชายชราที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประธานซึ่งชมเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยรอยยิ้มมาโดยตลอดก็เริ่มกล่าวขึ้น
เขาตบโต๊ะเบื้องหน้าอย่างแรง ส่งเสียงคำรามแสนเข้มงวดดังขึ้นในพริบตา“อินซานโจ๋ว! สำนักปาฮวงมีแผนอะไรกันแน่ ถึงพาเผ่าปีศาจชั่วร้ายมาอาละวาดในงานของสำนักจิงหลุนเช่นนี้หากไม่ใช่เพราะคุณชายซูไหวตัวทัน ศิษย์ปีศาจของเจ้าคงกลับดำเป็นขาวใส่ร้ายคุณชายซูได้สำเร็จแล้ว พวกเจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก คิดว่าสำนักจิงหลุนอ่อนแอจนจะเล่นตลกเช่นไรก็ได้หรืออย่างไร?” ช่างเป็นเสียงที่ทรงพลังเหลือเกินทั้งยังดังกึกก้องปานเป็นระฆังสวรรค์เช่นนั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น เหงื่อกาฬทะลักออกมาจากหน้าผากของอินซานโจ๋เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเรื่องราวจะดำเนินมาจนถึงขั้นนี้ได้เช่นไรกัน? เดิมทีเขาคิดว่าเมื่ออวี้เหิงจากไป สำนักปาฮวงจะได้รับโอกาสที่รอคอยมานานแสนนานเสียอีกยิ่งไปกว่านั้น ตู้หงฉางที่พวกเขาเคยทอดทิ้งไปก็กลับมาอีกครั้งหลังหายไปหลายวัน ทั้งยังบอกว่าได้รับการชี้แนะจากปรมาจารย์ระดับสูงอีกนอกจากนิสัยจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนพลังของเขาก็เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกต่างหากทุกคนต่างก็คิดว่านี่เป็นสัญญาณแห่งความโชคดีของสำนักปาฮวง ไม่คิดเลยว่าตู้หงฉางแท้จริงจะถูกสับตัวกลายเป็นสายลับของเผ่าปีศาจที่สวมรอยมาเสียได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อินซานโจ๋วก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างหนักหากเป็นแต่ก่อน เรื่องนี้คงไม่ยุ่งยากอะไรมากมาย แค่ยอมให้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับไปแล้วโยนความผิดทั้งหมดให้ตู้หงฉางก็พอ แต่มาตอนนี้ ศึกชิงอำนาจขององค์ชายห้ากับองค์รัชทายาทกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าตึงเครียดหากสำนักจิงหลุนตามราวี ไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป หากเขากล่าวหาว่าสำนักปาฮวงสมรู้ร่วมคิดกับเผ่าปีศาจขึ้นมาไม่แน่ สิ่งที่สำนักปาฮวงสร้างมานานนับร้อยปีต้องถึงกาลอวสานเป็นแน่
เหตุนี้ เขาจึงไม่อาจประมาทในเรื่องนี้ได้ รีบก้มหัวลง แล้วพูดประจบประแจงสรรหาคำมาแก้ตัวทันที
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น!