"ถ้าพวกนายไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอกลับเลยแล้วกันนะ พอดีว่าที่บ้าน้าใช้รถ" ไฮน์เป็คนพูดประโยคนั้น ก่อนฟานจะเดินเข้ามาสมทบ
"อืม...ฉันเองก็ต้องกลับด้วยเหมือนกัน ขอติดรถกลับด้วยเลยนะ" ฟานบอก ไฮน์ยักคิ้วให้แบบเป็อันว่ารู้กัน ทว่าพันเจียที่นั่งอยู่กลับขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจนักว่าทำไมเพื่อน ๆ ต่างพากันหนีกลับหมด
"ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนวะ" เ้าตัวเอ่ยปากถาม
"โทษทีว่ะ ฉันไม่อยากขัดคอนายสองคน" ฟานบอก พันเจียขยับเท้าทำท่าจะเตะอัด ฟานกระตุกยิ้มเ้าเล่ห์พร้อมกับโยกเท้าหลบแบบเนียน ๆ แล้วรีบกลับลำในทันใด
"ล้อเล่นน่า อ่อนไหวเหรอวะ!"
"หุบปาก!" สายตาคมกริบหรี่มองคนที่พูดอย่างนึกเอาเื่ ทว่าไวโอลินที่ได้ฟังกลับต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากร่วมเสวนาในเื่นี้ด้วยพร้อมกับลอบถอนหายใจทิ้งเบา ๆ ก่อนที่ฟานจะรีบแก้ต่างออกไปว่า
"พอดีฉันไม่ได้เอารถมา อีกอย่างไม่อยากกลับแท็กซี่ด้วยว่ะ ติดรถไฮน์กลับเลยดีกว่าสะดวกด้วย"
"ตามใจ" พันเจียพูดพลางกระตุกไหล่เบา ๆ แล้วเบนสายตาคู่คมมองทอดไปยังแสงสีของมหานครในยามค่ำคืนจากชั้นบนสุดผ่านหน้าต่างกระจกภายในคอนโดหรู ก่อนที่เพื่อนทั้งสองคนจะเดินกลับออกไปจากห้อง
"ไปก่อนนะ...ยัยหัวเห็ด!" ฟานและไฮน์ยิ้มให้กับหญิงสาวร่างระหงที่ยังคงยืนอยู่ไม่ไปไหน
ไวโอลินยิ้มตอบแห้ง ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่โฟซาตัวเดียวกับคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่เพื่อน ๆ ของเขากลับออกไปจนหมด ทว่าพันเจียก็กลับลุกพรวดขึ้นแล้วเดินหนีไปที่เคาน์เตอร์บาร์ซะเฉย ๆ ไวโอลินจิ๊ปากอย่างไม่ชอบใจพลางกำมือแน่นเพื่อข่มอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองไว้ไม่ให้พลุ่งพล่านไปตามเกมของอีกฝ่ายแล้วเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังทำาประสาท ราวกับกำลังทดสอบความอดทนของเธอ ก่อนจะย้ายตัวเองกลับไปยังโต๊ะอาหาร ไวโอลินไม่ยอมแพ้เดินตามไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พันเจียเดินไปจัดเตรียมอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ทว่าเขาก็ทำท่าทางเฉยเมยเหมือนไม่สนใจ ไวโอลินได้ยืนนิ่งสักพัก ก่อนเอ่ยคำขอโทษออกมา
“เอ่อคือ...ฉัน เอ่อ...ฉัน คือ..ฉันขอโทษนะ เื่แผลที่หัวนาย” ไวโอลินพูดคำนั้น แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามที่แสนจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม
มือแกร่งละจากสิ่งที่ทำแล้วหันมาจ้องหน้าเธออย่างจริงจัง ด้วยสีหน้าที่ดูเซ็ง ๆ ก่อนพูดตัดบทไปว่า
"ถ้าไม่เต็มใจก็อย่าฝืนเลย ฉันไม่รับคำขอโทษแบบส่ง ๆ" ว่าแล้วพันเจียก็เดินไปหยิบจานมาเพิ่ม ทว่าไวโอลินกลับเดินตามไปขวางร่างสูงถึงกับชะงักงัน เมื่อเห็นสองมือบางประนมขึ้นมาเพื่อขอโทษขอโพย
“ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้ว ขอโทษจริง ๆ นะ ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็แบบนี้ ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ ขอโทษ ขอโทษ...ขอโทษ” สายตาคมกริบหรี่ลงมองการกระทำของคนตรงหน้าเต็มไปด้วยการคาดเดา ว่าสรุปแล้วเธอจริงใจแค่ไหน แต่ทว่าในตาคู่นั้นกลับฉายแววสำนึกผิดอยู่ไม่น้อย
"เลิกไหว้ได้แล้ว ฉันไม่ใช่วัตถุมงคลหรือว่าศาลพระภูมิถึงได้ต้องให้ใครมายกมือกราบไหว้" พันเจียเริ่มใจอ่อนลงแม้ว่าจะพูดแกมประชดออกไปแบบนั้น แต่ก็ขยับเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะยกมือแกร่งขึ้นเหนือศีรษะทุยของคนตัวเล็ก ไวโอลินรีบยกมือขึ้นมากันเพราะคิดว่าเขาจะเข้ามาทำร้าย แต่ร่างสูงกลับเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากมนของหญิงสาวเบา ๆ ทำให้เธอถึงกับตกตะลึง
“ตัวไม่ร้อนแล้วหนิ!” เขาเอ่ยไวโอลินอึ้งกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา
"ไปนั่งที่โต๊ะสิ กินข้าวแล้วก็กินยาก่อน เดี๋ยวฉันขับรถพาเธอไปส่ง" พันเจียบอกให้เธอกลับไปนั่งรอที่โต๊ะ ในขณะที่ไวโอลินรู้สึกแปลกใจไม่คิดว่ามันจะเป็สิ่งที่เขาแสดงออกมาจริง ๆ ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ปล่อยให้เธอสงสัยอยู่นานปรายหางตามามองเสี้ยวหน้าแล้วบอกออกไปว่า
“อย่าพึ่งคิดว่าฉันเป็ห่วงเธอล่ะ ที่ทำไปก็เพราะกลัวว่าจะมาตายคาที่นี่ อีกอย่างฉันก็ี้เีโทรตามหน่วยกู้ชีพมารับศพเธอด้วย...เข้าใจนะ” ไวโอลินได้ยินอย่างงั้นก็กำมือแน่นเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร เพราะไม่อยากจะให้มีเื่มีราวขึ้นมาอีกครั้ง
ไวโอลินเหลือบมองไปบนโต๊ะเห็นเศษชิ้นส่วนมือถือที่ไฮน์นำมันมาวางไว้ก็รู้สึกใจหาย เธอนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะอาหารในมือถือโทรศัพท์ที่แตกเป็ชิ้น ๆ แล้วน้ำตาซึม ระหว่างที่พันเจียเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ในฝั่งตรงข้าม ก่อนที่ใบหน้าเศร้าจะเงยขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมาอีก พันเจียที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบ
"นี่เป็สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของฉัน แล้วฉันก็รักมันมาก" เธอไม่พูดต่อ แต่ครุ่นคิดอยู่ภายในใจว่ามันไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่เธอมี แต่ทว่ามันคือของขวัญชิ้นสำคัญชิ้นแรกที่ฮอร์นเป็คนซื้อให้ในวันเกิดของเธอด้วย ไวโอลินก้มหน้าเศร้า พันเจียที่เห็นสีหน้าแบบนั้นก็อดสงสารไม่ได้ ทว่าเขาเองก็รู้สึกผิดที่ปามันทิ้งลงไปที่พื้นเช่นกัน
มือแกร่งล้วงบางสิ่งอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อตัวเก่งแล้ววางมันลงตรงหน้า ไวโอลินเงยขึ้นมองเห็นเป็เมมโมรี่การ์ดรุ่นจิ๋ววางอยู่จึงเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาถือไว้พลางเอ่ยถามเพื่อ้าคำอธิบาย แม้จะรู้อยู่แล้วว่ามันคืออะไร
"นี่มันอะไร" เธอถามเสียงเรียบ
"เมมโมรี่การ์ดที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องของเธอ" พันเจียบอกก่อนจะพูดต่อ "ฉันเป็คนถอดมันออกเอง รูปทั้งหมดอยู่ในนั้น ฉันไม่ได้ลบมันทิ้งไปเลยแม้แต่รูปเดียว" พอได้ยินแบบนั้นไวโอลินก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาในทันใด
ภาพที่เธอปารีโมทเครื่องปรับอากาศกระแทกศีรษะของเขาจนคิ้วแตกเืไหลออกมาย้อนเข้ามาในหัว ไวโอลินรู้สึกผิดจนไม่รู้จะแก้ตัวยังไง
"เอ่อฉัน...คือว่าฉัน..." ไวโอลินอึกอัก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเธอเรียบเรียงมันได้ไม่ถูก พันเจียลุกไปหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูอีกเครื่องที่เขาเพิ่งจะซื้อมาในราคากว่าครึ่งแสนเพื่อให้เธอเปลี่ยนมาใช้แทนเครื่องเก่าที่ถูกเขายึดไปเมื่อวันก่อน
"เอาไว้ใช้แทนเครื่องเก่าของเธอ รับไว้สิ" มือแกร่งส่งมันให้กับเธอ ไวโอลินรับ แล้วนำเมโมรี่การ์ดใส่เข้าไปในเครื่องก่อนจะเปิดดู ในนั้นมีรูปของเธอครบทุกรูป ไม่หายไปแม้แต่ภาพเดียว ไวโอลินเงยหน้าขึ้นสบตากับพันเจียอย่างสำนึกผิด
“เอ่อคือ…ฉันขอ” ไวโอลินจะเอ่ยคำขอโทษ แต่พันเจียรีบตัดบทเพราะไม่อยากให้เธอมาทำดราม่าต่อหน้าเขาอีก
"กินข้าวสิ ฉันจะได้รีบพาไปส่งไม่อยากกลับดึกมากไม่ใช่เหรอ อ้อ...แล้วก็เตือนไว้ก่อนนะว่าห้ามให้ใครรู้เบอร์มือถือเครื่องนี้เด็ดขาด โดยเฉพาะแฟนเก่าของเธอ" เขาบอกก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาหน้าทีวี ไวโอลินเห็นแบบนั้นก็ไม่อยากขัดใจ เธอเลือกที่จะทำตามอย่างว่าง่ายเพราะรู้ว่าตัวเองทำผิดต่อเขาแบบเต็ม ๆ
หลังจากนั้นพันเจียก็เป็คนขับรถพาเธอมาส่งที่บ้าน แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าแสงไฟภายในตัวบ้านกลับมืดมิด กระทั่งไฟฟ้าที่มักจะเปิดทิ้งไว้บริเวณหน้ารั้วก็กลับมืดสนิท ไม่มีแม้แต่วี่แววของคนที่อยู่ด้านใน
"นี่ไม่มีใครอยู่บ้านเธอเลยเหรอ" พันเจียหันมาถาม
"ปกติก็มีป้าของฉัน แต่ทำไมถึงไม่มีใครอยู่เลยล่ะ" ไวโอลินพูดก่อนจะก้าวลงจากรถ โดยมีเรียวขายาวราวกับนายแบบเดินตามลงไปด้วย
"ปิดไฟมืดขนาดนี้ ฉันว่าป้าเธอคงไม่อยู่หรอกนะ" พันเจียยืนกอดอกแล้วลอบมองเข้าไปภายในรั้วของบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้นที่ดูเงียบสงัด
"มีกุญแจไขเข้าไปหรือเปล่า"
"มะ...มีสิ" ไวโอลินก้มลงหยิบกุญแจจากกระเป๋าสะพายอย่างละล่ำละลักเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะต้องอยู่คนเดียวโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า
"มานี่มา..." มือแกร่งเดินเข้าไปคว้ากุญแจมาจากอุ้งมือบางของคนที่ดูเลิ่กลั่กแล้วจัดแจงไขประตูรั้ว
"เข้าไปสิ...ฉันจะได้รีบกลับ" พันเจียพูดพลางส่งกุญแจคืนให้กับมือของเธอ
"อื้อ...ขอบใจนะ" ไวโอลินพูดแต่ไม่ยอมก้าวเข้าไปข้างใน ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้วยพูดขึ้นมาทีเล่นทีจริง
"อื้อแล้วทำไมไม่เข้าไปล่ะ อย่าบอกนะว่ากลัวผี"
"บ้าเหรอ...ไม่ได้กลัวซักหน่อย" แม้จะบอกไปแบบนั้น ทว่าแววตาของเธอกลับสั่นระริกดูตรงข้ามกับสิ่งที่พูดออกมา
"เหอะ! กลัวก็บอกเถอะ" พูดพร้อมกับคว้าหมับเข้าที่ไหล่บางแล้วดันให้เดินเข้าไปข้างในด้วยกัน ทว่าหญิงสาวกับสะดุ้งโหยง! เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกโอบจากผู้ชายหล่อเหลาที่เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะเคยััร่างกายของกันและกันมามากกว่านี้แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่คุ้นชินอยู่ดี
"นายจะกลับเลยหรือเปล่า" ไวโอลินถามหลังจากเดินเข้ามาในบ้าน
"อือหือ...ก็ว่าจะกลับเลย" มือบางยกแก้วน้ำดื่มเย็น ๆ มาเสิร์ฟคนที่กำลังกวาดสายตาสอดส่องไปทั่วทั้งบ้านราวกับระแวดระวังภัยให้กับหญิงสาวร่างบอบบางผู้เป็เ้าของบ้านที่จะต้องอยู่ลำพังเพียงคนเดียวภายในบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ลึกถึงก้นซอย
"ขอบใจนะที่มาส่ง" ไวโอลินกล่าวขอบคุณหลังจากที่เขาพาเธอมาส่งถึงข้างในพร้อมกับเปิดไฟให้สว่างไสวไปทั่วทั้งตัวบ้าน
"แล้วตกลงป้าเธอไปไหน" พันเจียเอ่ยถาม หลังจากที่เห็นเธอถือกระดาษโน้ตสีส้มซึ่งถูกแปะอยู่ที่หน้าตู้เย็นมาไว้ในมือ
"ป้าบอกว่าลุงฉันป่วยก็เลยต้องบินด่วนไปต่างประเทศ บอกว่าอีกไม่กี่วันจะกลับ ถ้าไม่กล้าอยู่คนเดียวก็ให้โทรตามยัยบราวนี่มาอยู่เป็เพื่อน"
"บราวนี่!"
คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยว่าใครคือบราวนี่
"บราวนี่เป็เพื่อนสนิทของฉันเอง แต่ฉันว่าไม่ดีกว่า..." ไวโอลินพูดออกมาก่อนจะลอบถอนหายใจทิ้ง
"แล้วเธออยู่ได้หรือเปล่า"
พันเจียเอ่ยถามท่าทางเป็ห่วงความปลอดภัยของเธออยู่เช่นกัน
"ได้สิ...นี่มันบ้านของฉันนะ"
พูดพลางเหลียวหลังมองกลับเข้าไปข้างใน ทว่าจู่ ๆ สายลมเย็นะเืจากเครื่องปรับอากาศที่เพิ่งจะเปิดทิ้งไว้ก็โชยพัดผ่านเข้ามาปะทะกับแผ่นหลังทำให้รู้สึกเสียวสันหลังบางอย่างบอกไม่ถูก
"แน่ใจ"
เขาถามย้ำ เพราะดูจากสีหน้าและแววตาของเธอแล้วดูไม่มั่นใจเอาซะเลย
"อือหือ...อยู่ได้สิพันเปอร์เซ็นต์!" พูดก่อนจะคลี่ยิ้มออกมากว้าง ๆ เพื่อยืนยันคำตอบของตัวเอง
"งั้นก็ดี...ฉันจะได้กลับเลย"
"เอ่อเดี๋ยว...ขอฉันเอาโทรศัพท์มือถือพวกนี้ขึ้นไปเก็บข้างบนก่อนได้ไหม"
ไวโอลินเอ่ยถามพลางเดินไปที่หน้าบันไดทางขึ้นชั้นสอง ในขณะที่อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของเธอ
"แล้วถ้าฉันกลับ เธอค่อยขึ้นเอามันไปเก็บไม่ได้หรือไง" คนตัวสูงถามกลับไป
"เอ่อ...คือว่า ฉะ...ฉัน"
ท่าทางละล่ำละลักและสายตาวอกแวกของเธอเผยให้เห็นอย่างชัดเจน จนอีกฝ่ายล่วงรู้แล้วว่าเธอน่าจะรู้สึกกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวจริง ๆ จึงแสร้งทำตามที่เธอขอ
"โอเค...งั้นก็รีบเอาขึ้นไปเก็บซะสิ ฉันจะได้รีบกลับ"
ร่างสูงที่ยืนเท้าเอวอยู่บอกออกไป ไวโอลินพยักหน้าแล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดไป ทว่าเท้าเล็กกลับก้าวพลาดเหยียบไปที่ขอบบันไดทำให้หงายหลังแล้วล้มลง
"ว้าย!"
ไวโอลินร้องเสียงหลง ทว่าสายตาคมกริบที่แลเห็นปราดเข้าไปคว้าร่างของเธออย่างมีสติแล้วพลิกเรือนกายของตัวเองลงไปนอนกองที่พื้นเพื่อให้ร่างกายของเขาเป็ที่รองรับแรงกระแทกให้กับร่างกายของเธอแทนทันทีที่ไวโอลินล้มตัวลง ทำให้ทั้งคู่ล้มลงมาทาบทับกันก่อนที่มือคู่นุ่มของเธอจะปล่อยโทรศัพท์มือถือร่วงลงสู่พื้นโดยอัตโนมัติ