ถึงแม้ว่านารุคามิจะมีร่างกายมนุษย์ แต่ร่างกายมนุษย์นั้นถูกรีเซ็ตตลอดเวลาทำให้มันสามารถซ่อมแซมตนเองได้ตลอดเวลา เธอจึงอยู่ในร่างมนุษย์นี่มาเป็ระยะเวลายาวนานนับไม่ถ้วน
"ต้องเดินอีกไกลเลยเนอะ !"
นารุคามิพึมพัมเบา ๆ ก่อนจะยิ้มอ่อน ๆ ทันใดนั้นคิราเอลตัวน้อยก็ร้องไห้งอแง
"แอ๊ แอ๊ แอ๊ !"
"หิวแล้วเหรอ คิราเอล"
เมื่อทารกน้อยเริ่มส่งเสียงร้องไห้ด้วยความหิวโหย มันคือสัญญาณที่ไม่สามารถละเลยได้
"จะมีอะไรให้กินไหมนะ ? "
อัลมอนด์ชี้ไปที่แพะตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมาก
"อะ แพะนี่นา"
"ดีจังเลย"
พวกเธอรีบรุดเข้าไปหาแพะตัวนั้นและจับแพะจัดการรีดน้ำนมแพะป่าสีขาวขุ่นที่พบอยู่ข้างทางด้วยความชำนาญ
"จะป้อนตรง ๆ ก็ไม่ได้ด้วยสิ"
แต่นารุคามิก็ทราบดีว่านมสดจากสัตว์ในธรรมชาตินั้นไม่อาจป้อนให้กับชีวิตที่บอบบางเช่นนี้ได้โดยตรง
"เอาล่ะน้า~~"
นารุคามิย่อตัวลงบนพื้น นำภาชนะบรรจุน้ำนมมาวางไว้เบื้องหน้า แล้วเริ่มร่ายมนตร์ พลังเวทมนตร์สีเงินจาง ๆ ไหลออกจากปลายนิ้วเรียวของเธอ แผ่เข้าสู่น้ำนม เพื่อกลั่นกรองทุกสิ่งที่อาจเป็พิษออกจากโมเลกุลอันหยาบกร้าน
"สิ่งสกปรกจงออกไปให้หมด สิ่งสกปรกจงออกไปให้หมด ! "
กระบวนการอันละเอียดอ่อนนี้ใช้พลังงานในการเปลี่ยนน้ำนมธรรมดาให้กลายเป็ของเหลวบริสุทธิ์ที่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย
"ปลอดภัยแล้วมั้ง...."
นารุคามิป้อนนมที่ถูกปรับสภาพด้วยมนตรานั้นให้กับทารกน้อยอย่างอ่อนโยน เสียงดูดนมเล็ก ๆ ของทารกน้อยทำให้นารุคามิยิ้มอย่างอ่อนโยน
"เด็กดี ๆ น่ารักน่าชัง"
แพะตัวนั้นวิ่งหนีไปอย่างตื่นตระหนก
หากวันไหนที่เธอไม่สามารถหานมแพะให้กับเด็กทารกได้ เธอก็จะนำฝักข้าวโพดที่เคยทำเอาไว้ั้แ่แรกมาบดเป็ซุปข้าวโพดอ่อนและป้อนให้กับเธอ นับว่าเป็การเอาชีวิตตัวรอดที่ควรค่าแก่การให้รางวัลคุณแม่ดีเด่นจริง ๆ
"เก่งมาก คิราเอลตัวน้อย"
เมื่อพวกเธอทั้งสองเดินผ่านทุ่งหญ้ามาได้สักพักก็เจอกับรถม้าคันหนึ่งที่บรรทุกสิ่งของจำนวนมาก กำลังมุ่งหน้าไปเส้นทางถนนที่ตัดผ่านกับเส้นทางของพวกเธอ
“อะไรกัน มีคนมาอยู่ตรงนี้ด้วยเหรอ”
ทันใดนั้นเอง รถม้าคันนั้นก็หยุดลงพลางได้ยินเสียงของชายหนุ่ม ที่อายุราว ๆ สี่สิบปีดังขึ้นมาจากรถม้าคันนั้น
ก่อนที่เขาจะชะโงกหัวออกมาดูจากที่นั่งคนขับ ชายหนุ่มผู้นั้นมีผิวพรรณขาวนวลเปล่งปลั่ง มีรอยย่นบนใบหน้าเล็กน้อย แววตาของเขามีสีฟ้าแหลมราวกับเข็มในมหาสมุทร
ทรงผมตัดสั้นสีน้ำตาลที่รวบไปด้านหลังเล็กน้อยและเขาแต่งกายด้วยชุด สีขาวแขนยาว กางเกงยีนส์สีน้ำตาล สวมชุดสูทสีน้ำตาลทับเอาไว้ จากรูปลักษณ์ภายนอกดูยังไงก็เหมือนกับพ่อค้าเร่ที่กำลังไปส่งของ ณ เมืองอื่น

“ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อนารุคามิ พอดีกำลังเดินทางไปเมืองหลวงค่ะ”
เธอเดินเข้าไปหาพลางยิ้มอ่อน ๆ
“งั้นเหรอ เมืองหลวงเทรเซียน่ะอยู่ทางโน้น แต่ระยะเวลาการเดินมันนานมากเลยนะ ต้องใช้เวลาเป็เดือน….อืม”
ชายหนุ่มชี้ไปยังทิศทางตรงข้ามก่อนจะเอ่ยพลางจับหนวดเบา ๆ ราวกับกำลังคิดคำนวณอะไรบางอย่าง
“ฉันกำลังจะเดินทางไปยังเมืองข้าง ๆ ด้วยสิ เสียดายจัง หากได้เดินทางไปเมืองเทรเซียด้วยกันคงจะดีนะ”
ชายหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มอย่างน่าเสียดาย
“นั่นสิคะ แต่ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
นารุคามิกล่าวก่อนจะเดินตรงไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มชี้ อัลมอนด์ก็โบกมืออำลาชายหนุ่มเช่นกัน ก่อนจะวิ่งตามนารุคามิไป ชายหนุ่มเห็นดังนั้นได้แต่โบกมืออำลาก่อนจะควบคุมรถม้าให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
"บ๊าบบาย โชคดี !"
การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พวกเธอเดินไม่หยุดเพราะแทบไม่ต้องพักเลย หากมีอันตรายแค่ดีดนิ้วก็หายไปแล้ว
"ไม่เจอพวกโจรเลยแฮะ"
นารุคามิเอ่ย
"จะไปมีได้ยังไงกันคะท่านพี่ โลกของฉันมันสวยงาม ไม่มีหรอก โจรน่ะ"
อัลมอนด์ตัวบิดเหมือนหนอน
"ไปกันเลย เมืองหลวง เมืองหลวง เมืองหลวง !!!"
{-------------------------------}
หนึ่งเดือนแห่งการเดินทางที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อยได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับการกะพริบตา
ทันใดนั้น เมื่อพวกเธอเลี้ยวพ้นจากแนวต้นไม้ ภาพเบื้องหน้าก็คลี่คลายออก เผยให้เห็นคือประตูสู่เมืองหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำที่กว้างใหญ่ สะท้อนแสงแดดยามเย็นจนระยิบระยับ
"เห็นแล้ว ๆ เมืองหลวง !"
"อืม ๆ ใหญ่จริง ๆ "
กำแพงเมืองนั้นสร้างจากหินอ่อนสีขาวสวยงามจระกาลตาสูงตระหง่านเสียดฟ้า ราวกับว่ากษัตรย์ของอาณาจักรแห่งนี้มีเงินทองทางมากมายพอที่จะสร้างสิ่งที่ใหญ่โตและมหึมาเช่นนี้ได้
"น่าจะรวยนะคะ"
กำแพงเมืองล้อมรอบชุมชนขนาดใหญ่เอาไว้ มันมีบ้านเรือนหลายหมื่นหลังนับไม่ถ้วน และผู้คนก็อยู่ที่นี่มากเช่นกัน สมกับเป็เมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง
นารุคามิ อัลมอนด์ และ คิราเอลในอ้อมแขนยืนมองภาพตรงหน้าก็รู้สึกดีใจไม่น้อย ในที่สุกพวกเธอก็มาถึงเสียที
“ถึงแล้ว อ๊าา เหนื่อยจังเลย"
นารุคามิกล่าวก่อนจะยิ้มอ่อน ๆ ในที่สุดการเดินทางของพวกเธอในเมืองหลวงแห่งนี้ก็เริ่มต้นขึ้น