20 กรกฏาคม 2558
ภายในห้องรับแขกรุ้งมณีหยิบรูปคุณยายแก้วขึ้นมา นิ้วเรียวไล้วงหน้าในภาพด้วยความคิดถึงจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้วที่คุณยายจากไปด้วยโรคชรา รุ้งมณีอยู่กับยายเพียง2 คนพ่อแม่ของหล่อนเสียชีวิตไปั้แ่หล่อนยังเด็ก ญาติพี่น้องก็ไม่มี ครั้นพอสิ้นยายแล้วหล่อนจึงเปรียบเสมือนตัวคนเดียว
“คุณยายขารุ้งคิดถึงคุณยายมากค่ะ” เธอมองรูปน้ำตาคลอ
ด้านนอกฝนตกพรำๆฉับพลัน! ฟ้าก็ผ่าลงมา เปรี๊ยง!
“อุ๊ย!” เธอสะดุ้ง! เกือบทำรูปตก วงหน้าสวยหันไปมองช่องหน้าต่างสายตาพร่าจากแสงฟ้าผ่า ดวงตากลมโตกะพริบตาปรับโฟกัส ครั้นพอปรับโฟกัสได้หล่อนก็เห็นแสงไฟและได้กลิ่นควันไฟโชยเข้าจมูก
“เอ๊ะ! กลิ่นอะไรไหม้” เธอวางรูปคุณยายไว้ที่เดิมแล้วก็รีบเดินไปชะเง้อดูที่หน้าต่าง เบื้องนอกต้นมะม่วงถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ กิ่งมะม่วงไหม้ไฟหักพาดหลังคาบ้านอยู่
“อ่ะ! ไฟไหม้!” เธอใ รีบวิ่งออกไปเปิดก็อกน้ำแล้วก็ลากสายยางไปฉีดน้ำดับไฟเพียงครู่เดียวไฟก็ดับหมด “เฮ้อ” หล่อนถอนหายใจโล่งอก ยกมือปาดละอองน้ำฝนออกจากใบหน้าฉับพลัน! ฟ้าก็แล๊บแปร๊บ! ผ่าเปรี้ยง!
ร่างบางสะดุ้ง! ตาพร่า! เผลอปล่อยสายยางร่วงลงพื้น
เสียงะโโหวกเหวกดังลั่น “ไฟไหม้!ๆๆ”
“แหมไฟดับไปแล้วเพิ่งจะรู้กันเหรอ” เธอนึกขำเพื่อนบ้าน พอลืมตาขึ้นก็ตะลึงงัน!เบื้องหน้า ไฟกำลังลุกไหม้โหมบ้านหลังหนึ่ง ผู้คนวิ่งขวักไขว่วุ่นวายบ้างก็ขนของหนี บ้างก็ช่วยกันตักน้ำดับไฟ แต่ที่น่าใก็คือคน 2 กลุ่มกำลังต่อสู้กัน ต่างฝ่ายต่างฟาดฟันดาบห้ำหั่นกันจนเืสาดกระเซ็น เสียงโหวกเหวกร้องะโเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์รุ้งมณีได้แต่ยืนตะลึงอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเธอถูกฉุดกระชากอย่างแรง “ว๊าย!”
“มานี่!” ชายคนหนึ่งฉุดกระชากข้อมือเธอไว้มือหนึ่ง อีกมือก็ถือดาบเงื้อง่า รุ้งมณีมองอย่างตื่นตะลึงงุนงงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ชายคนนั้นมองเธอด้วยสายตาหื่นกระหายจนเธอนึกกลัว
“ปล่อย!” เธอตวาดพร้อมกับสะบัดแขนสุดแรงจนหลุดจากอุ้งมือหยาบใหญ่
“หนอยแน่ะ! อีนี่!” ชายคนนั้นตวาดอย่างโกรธจัดแล้วก็เงื้อดาบฟันสตรีนางนั้น
“ตายเสียเถอะ!” เสียงะโจากข้างหลังชายคนนั้น พร้อมกับปลายดาบเสือกพรวด! ทะลุอก “อั๊ก!”
รุ้งมณีตกตะลึง! ปลายดาบอาบด้วยเืห่างจากตัวเธอแค่คืบ กลิ่นคาวเืคลุ้งอวนขึ้นจมูก
“กรี๊ดดดด...”เธอกรีดร้องลั่นแล้วก็สิ้นสติไป
เปลือกตาคู่งามค่อยๆลืมตาขึ้น
“นังหนูๆ”เสียงเรียกดังอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับความรู้สึกว่าถูกตบแก้มเบาๆ
“อือ”เสียงหวานครางรับอย่างสะลึมสะลือ แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรนุ่มๆเย็นๆมาเช็ดหน้า
“นังหนูเอ็งฟื้นแล้ว”เสียงเดิมพูด
รุ้งมณีลืมตาอย่างงุนงงเธอหันไปมองเ้าของเสียงซึ่งกำลังเช็ดหน้าให้ เ้าของเสียงเป็หญิงวัยกลางคนอายุราว40 ต้นๆ
“ป้าเป็ใครคะ?”รุ้งมณีถามพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
“ข้าชื่อนาก”นากบอกแล้วก็ถามว่า “แล้วเอ็งล่ะนังหนู?”
รุ้งมณีมองนากแล้วก็ตอบว่า“หนูชื่อรุ้งมณีค่ะ”
เธอหันไปมองรอบๆตัวเห็นว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคา เธอมองอย่างงงๆ แล้วก็ถามว่า “ที่นี่ที่ไหนคะ?แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?”
“ที่นี่เรือนข้าเอง”นากตอบแล้วก็พูดว่า “เ้าพูดจาประหลาดพิกล นุ่งห่มก็ผิดแผกมิเหมือนข้า เอ็งมาจากเมืองใดรึนังหนู?”
รุ้งมณีหันกลับไปมองนากซึ่งแต่งตัวเปลือยอกนุ่งผ้าสีดำ เธอมองหน้าอกอีกฝ่ายอย่างกระดากอายแล้วก็รีบเบือนหน้าหนี เพราะกลัวจะถูกด่าที่ไปมองหน้าอกของคุณป้าคนนี้
“แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะป้า?”เธอถามอย่างงงๆ
“ข้ากับนังแดงช่วยกันแบกเอ็งมา”นากตอบแล้วก็หันไปเรียกหลานสาว “นังแดงเอ้ย เอาน้ำเอาท่ามาหน่อยซิ ข้าหิวน้ำ”
“จ้ะป้า”เสียงหวานขานรับ แล้วก็มีเสียงเดินกุกกัก ครู่ต่อมาเ้าของเสียงก็เปิดประตูเข้ามา“น้ำจ้ะป้า”
เ้าของเสียงเป็หญิงสาวแรกรุ่นอายุราว 15 ปี นางยื่นขันน้ำให้นาก แล้วก็มองรุ้งมณี“เอ็งฟื้นแล้วรึ?”
รุ้งมณีพยักหน้ารับอย่างงงๆ
“ข้ากับป้าแบกเอ็งหนักแทบตายดีนะที่หนีไอ้พวกกาสีมาได้ นี่ถ้าหากพาเอ็งหนีไม่ทัน เอ็งถูกพวกมันฆ่าตายแน่”แดงพูดพลางทำหน้าสยดสยอง
“กาสี?”รุ้งมณีทวนคำอย่างงงๆ แล้วก็ถามว่า “เธอหมายถึงพวกไหนเหรอ?”
ทั้งนากและแดงทำหน้างงๆ“เ้าไม่รู้จักพวกกาสีรึ?” ทั้งสองหันไปมองหน้ากัน “นังคนนี้มันมาจากไหนวะนังแดง?แม้แต่พวกกาสีก็ไม่รู้จัก”
“นั่นซิป้านางนุ่มห่มพิกลนัก ไม่เหมือนพวกเราเลยป้า” แดงพยักเพยิด
“กาสีอะไรอ่ะ?”รุ้งมณีถาม มองทั้งสองคนสลับไปสลับมา
“เอ็งไม่รู้จักจริงๆรึนังหนู พวกกาสีกำลังรบทัพจับศึกกับพวกลวปุระ พวกหัวเมืองเล็กๆ ก็พลอยเดือดร้อนกันไปหมด”นากบอกแล้วก็พูดต่อว่า “เอ็งท่าจะวิปลาสกระมัง”
“น่าสงสารนักป้าหน้าตาก็งามไม่น่าวิปลาสเช่นนี้เลย” แดงพูดพลางมองอีกฝ่ายอย่างนึกสงสาร รุ้งมณีงง“วิปลาสอะไรป้า พวกคุณนั่นแหละกำลังอำอะไรกัน?หรือว่านี่กำลังถ่ายรายการอะไรกันอยู่ใช่ไหม?”
แล้วเธอก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกไปข้างนอก
“เดี๋ยว...นังหนูเอ็งจะไปไหนรึ?” นากถาม
“หนูก็จะกลับบ้านน่ะซิป้า”รุ้งมณีตอบแล้วก็ก้าวเท้าออกจากห้องไป นากมองอย่างนึกสงสารแล้วก็ถามว่า“บ้านเอ็งอยู่ที่ใดรึ?”
รุ้งมณีชะงักแล้วก็หันไปตอบว่า “บ้านหนูอยู่ไพศาลี(อำเภอไพศาลี จังหวะนคร์)ค่ะป้า หนูไปล่ะค่ะ” เธอไหว้ลาแล้วก็เดินไป
นากทวนคำ “ไพศาลี?”
นางหันไปถามหลานว่า “ไพศาลีนี่มันเมืองไหนรึนังแดง?”
“ไม่รู้ซิจ๊ะป้า” แดงส่ายหน้า รุ้งมณีเดินไปถึงแคร่ใต้ต้นชมพู่แล้วเธอก็หันรีหันขวางไม่รู้จะเดินไปทางไหนดีเพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้รกครึ้มเต็มไปหมดถัดจากต้นชมพู่ก็เป็ลำคลอง มีเรือพายผูกไว้กับโคนต้นชมพู่ “ถนนอยู่ทางไหนนะ?”
แล้วเธอหล่อนก็เดินกลับไปถามนากว่า “ป้าคะถนนใหญ่ไปทางไหนคะป้า? แล้วที่นี่ที่ไหนคะทำไมมันเงียบจังคะป้า?หนูไม่ได้ยินเสียงรถเลย”
นากกับแดงหันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ นากคิดในใจว่า นังหนูคนนี้มันคงจะวิปลาสเป็แน่
“รด? มันคืออะไรรึ?” แดงถามอย่างงงๆ
“ก็รถไง” รุ้งมณีบอก แดงหันไปมองป้าแล้วก็หันกลับไปมองรุ้งมณี พลัน! ก็มีเสียงะโแว่วๆ มาว่า “หนีเร็ว! ไอ้พวกกาสีมันมาอีกแล้วค่ายแตกแล้วโว๊ย!”
ทั้งสามชะงักงัน!
พอได้สติ แดงก็ร้องโวยวาย “ป้า! พวกกาสีมันมาแล้วป้ารีบหนีเถอะ!”
นากตั้งสติได้ก็สั่งว่า “ห่อผ้า!หยิบห่อผ้าเร็วนังแดง!”
แดงรีบถลันไปหยิบห่อผ้าที่เตรียมไว้ แล้วนางก็ส่งห่อผ้าให้รุ้งมณี “เอ้า!”
รุ้งมณีรับมาถืออย่างงงๆ นากก็รีบหยิบฉวยข้าวของเท่าที่จะถือไปได้มากที่สุดแล้วนางก็รีบตรงไปที่เรือ ส่วนแดงก็หันไปคว้าข้าวของดั่งเจ๊กตื่นไฟ สองคนป้าหลานช่วยกันหอบข้าวของใส่เรือให้ได้มากที่สุดรุ้งมณีมองอย่างงงๆ เสียงะโโหวกเหวกดังใกล้เข้ามา “หนีเร็ว!ๆ”
นากรีบลงเรือคว้าไม้พาย “เร็วๆ นังแดง”
แดงก็รีบแก้เชือกหัวเรือ ครั้นพอหันไปเห็นรุ้งมณียืนเฉยทำหน้างงๆ นางก็รีบวิ่งไปคว้าแขนรุ้งมณี“เอ็งจะยืนหาพระแสงของ้าวรอพวกกาสีรึไง รีบไปลงเรือซิวะนังบ้า!”
“เดี๋ยวซิเธอ” รุ้งมณีพูดอย่างงงๆ ขาก็ก้าวตามแรงฉุด เสียงะโดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆพร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังเคร้งคร้าง เสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ดังอึงอล
“เอ็งอย่าได้ชักช้า พวกกาสีมันมาโน้นแล้วมิเห็นรึ เอ็งอยากตายหรือวะ!” แดงออกแรงดึงสุดกำลัง นางก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องช่วยนังบ้านี่ด้วย รุ้งมณีหันไปมองเธอเห็นกลุ่มคนวิ่งมาท่าทางหวาดกลัว คนพวกนั้นวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเื้ักลุ่มคนเ่าั้มีผู้ชายขี่ม้าถือดาบไล่ฟันตามมาติดๆ แดงลากรุ้งมณีไปถึงเรือ
“รีบลงเรือซินังบ้า” นางสั่งเร่งร้อน รุ้งมณีหันไปมองแดงแล้วก็ก้าวลงเรือตามคำสั่งของเด็กสาวพอนั่งลงในเรือแล้วแดงก็รีบขึ้นเรือพลางถีบหัวเรือออกนากก็ช่วยเอาไม้พายยันริมตลิ่ง
“รีบพายเร็วนังแดง พวกมันมานั่นแล้ว” นากบอกเสียงสั่นอกสั่นขวัญแขวน รุ้งมณีหันไปมองบนฝั่งเธอเห็นผู้ชายขี่ม้าไล่ฟันผู้คนอย่างโเี้เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังลั่น “อ๊าก!”
รุ้งมณีตะลึง! “โอ!”
นากกับแดงช่วยกันพายเร็วรี่ยิ่งกว่าฝีพายในงานแข่งเรือ บนฝั่ง ม้าสีดำพุ่งพรวดโผล่พ้นพุ่มไม้ผู้ชายบนหลังม้าสวมเสื้อเกราะสีทองอร่ามเรืองรอง ดวงตาคมกริบจ้องไปที่เรือลำน้อยภายในเรือมีผู้หญิง 3 คน สายตาคมกริบสะดุดตากับวงหน้าแฉล่มแช่มช้อยงดงามกลางเรือ ชายสวมเกราะทองบังคับม้าให้ควบตามเรือพลางะโเสียงดังลั่นเป็ภาษากาสีว่า“หยุดเรือบัดเดี๋ยวนี้!”
นากหันไปมอง “ไอ้กาสีมันตามมาแล้ว นังแดงพายเร็วๆ”
แดงเหลือบมองแล้วก็เร่งพายสุดชีวิต “มันขี่ม้าตามมาแล้วจ้ะป้า”
ส่วนรุ้งมณีตะลึงมอง ในหัวมีคำถามมากมายเหลือเกินแต่สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้เธอถามอะไรได้ เธอรู้แต่เพียงว่าจะต้องหนีเท่านั้น
ม้าสีดำควบลัดเลาะตามริมฝั่งอย่างไม่ลดละ แต่สายน้ำไหลเร็วและการพายเรืออย่างไม่คิดชีวิตทำให้เรือลำน้อยลอยลำทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงปากคลองกับแม่น้ำเรือลำน้อยก็ลอยลำจากลำคลองเข้าสู่แม่น้ำสายใหญ่ม้าไม่สามารถจะควบตามต่อไปได้เพราะถูกสายน้ำขวางกั้น ชายสวมเกราะทองกระตุกบังเหียนหยุดม้าะโลั่นอย่างหัวเสีย“บัดซบ!”
สายตาคมกริบได้แต่จ้องมองวงหน้างดงามกลางเรือซึ่งค่อยๆห่างไกลไปเรื่อยๆ
“นางช่างงามยิ่งนัก มิน่าเชื่อว่าบ้านป่าเช่นนี้จะมีสาวงามอยู่น่าเสียดายนักที่นางหนีไปได้ ฮึ่ม!”เสียงห้าวพูดภาษากาสี ชายสวมเกราะทองมองดูทิศทางที่เรือล่องลงไป
“นางจะต้องหนีไปลวปุระเป็แน่” เขาคาดคะเนแล้วก็ชักม้ากลับ ส่วนแดงกับนากหลังจากหนีรอดไปได้ก็หยุดพายเรือพลางหันไปปรึกษากันเอง
“ป้าจ๊ะแล้วเราจะหนีไปที่ใดรึจ๊ะ” แดงถามพลางปาดเหงื่อ
“เดี๋ยวพวกเราพายตามน้ำไปอีกหน่อยแล้วก็ค่อยเลี้ยวเข้าคลองเลาะไปออกแม่น้ำอีกสายเราจะขึ้นเหนือไปบ้านไอ้สิงขรกัน” นากบอก
“บ้านพ่อลุงสิงขรรึจ๊ะป้า?” แดงถาม
“ใช่” นากพยักหน้า
“เอ๊ะป้าจ๊ะ เรามิไปลวปุระหรือจ๊ะ? ไปบ้านพ่อลุงสิงขรประเดี๋ยวพวกกาสีมันก็บุกไปเช่นกัน”แดงถาม
“ไปลวปุระ พวกกาสีมันก็บุกไปเหมือนกันแหละนังแดงอีกอย่างพวกในเมืองเขาจะให้พวกเราเข้าไปรึ ข้าได้ข่าวว่าใครๆ ก็แห่กันมุ่งหน้าไปลวปุระกันมากโขจนเ้าเมืองท่านสั่งปิดประตูเมืองห้ามเข้าออกเมืองโกศลมันอยู่ทางเหนือ ไม่ใช่ทางที่ไอ้พวกกาสีมันจะยกทัพผ่าน พวกมันคงไปมิถึงบ้านของไอ้สิงขรหรอกนังแดงข้าว่าพวกเราไปอาศัยไอ้สิงขรอยู่ชั่วคราวก่อน พอมีลู่ทางแล้วก็ค่อยขยับขยายออกอย่างไรเสียไอ้สิงขรมันก็เป็น้องข้า เป็ลุงของเอ็งมันต้องต้อนรับขับสู้เอ็งกะข้าเป็แน่” นากอธิบายแล้วก็ค่อยๆ คัดท้ายเรือให้หลบท่อนไม้ในน้ำรุ้งมณีมองทั้งสองคนปรึกษากัน พอสบโอกาสเธอก็ถามว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะป้า?พวกนั้นเป็ใครกันคะ? ทำไมถึงได้โเี้ขนาดนั้น แล้วทำไมป้าไม่แจ้งตำรวจให้ไปจับพวกนั้นล่ะคะ?”
นากมองรุ้งมณีอย่างนึกสงสารแล้วก็หันไปพูดกับหลานว่า “ข้าว่านังคนนี้มันคงวิปลาสเป็แน่ถึงได้มิรู้เื่รู้ราวเหตุการณ์บ้านเมือง มันพูดอะไรแต่ละอย่างข้ามิเข้าใจเลย”
แดงพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นซิป้า”
แล้วนางก็เอื้อมมือไปแตะบ่ารุ้งมณีแล้วก็พูดว่า “พวกกาสีมันยกทัพไปตีลวปุระมันผ่านไปทางไหนมันก็เที่ยวไล่ฆ่าเผาเมืองไปตลอดทางนั่นแหละ”
“กาสี? ลวปุระ?” รุ้งมณีทวนคำแล้วก็มองหน้าเด็กสาว
“เออ” แดงพยักหน้า รุ้งมณีมองสองป้าหลาน แล้วก็มองไปรอบๆ ตัวสองข้างริมฝั่งน้ำต้นไม้ต้นสูงใหญ่ขึ้นรกครึ้มไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีต้นไม้ใหญ่ๆเช่นนี้หลงเหลืออยู่อีก ท้องฟ้าเป็สีฟ้าสดใสมาก
นี่เราอยู่ที่ไหนกันนะ? เธอถามตัวเองในใจแล้วความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในสมองอย่าบอกนะว่าฉันหลุดมาในสมัยโบราณเหมือนในละครน้ำเน่านั่นนะ ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด! ไม่มีทาง!
เธอจ้องตาเด็กสาวแล้วก็ถามว่า “ปีนี้พ.ศ.อะไรเหรอ?”
“พอศออะไรของเอ็งอีกล่ะนังบ้า?” แดงย้อนถาม
รุ้งมณีนิ่งคิดแล้วก็ถามใหม่ว่า “ปีพุทธศักราชน่ะ ปีนี้พุทธศักราชที่เท่าไหร่”
“ปีนี้พุทธศักราชที่ 1395” นากตอบแทนหลาน
รุ้งมณีหันไปมองนากอย่างไม่เชื่อ “เป็ไปไม่ได้!ป้าไม่ได้หลอกหนูใช่ไหม?”
“หลอกเหลิกอะไรนังหนู ก็ปีนี้พุทธศักราช 1395 จริงๆหากเอ็งมิเชื่อก็ไปถามใครๆดูเถอะ” นากตอบน้ำเสียงสะบัดอย่างนึกเคือง แล้วนางก็บอกว่า“ข้าว่าพวกเราจอดเรือพักกันก่อนเถอะนังแดง ข้าพายมิไหวแล้ว”
“จ้ะป้า” แดงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วก็ค่อยๆพายเข้าหาฝั่ง พอถึงริมฝั่งใต้ต้นไม้ใหญ่แดงก็ก้าวขึ้นไปบนรากไม้ริมน้ำนางหันไปสำรวจรอบๆ ตัว พอเห็นว่ามิมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอก็จัดแจงผูกเชือกหัวเรือกับกิ่งไม้ครั้นพอผูกเรือเสร็จนางก็ลุกเดินไปสำรวจบริเวณรอบๆ รุ้งมณีค่อยๆ เกาะกาบเรือลุกขึ้นเดินตามเด็กสาวไปนากก็วางไม้พายแล้วก็ลุกเดินตามไปอย่างคล่องแคล่ว
“ว๊าย!” เสียงแดงร้องลั่น
“เป็อะไรรึนังแดง?” นากะโถามอย่างเป็ห่วง แล้วก็รีบเดินไปหาหลาน รุ้งมณีก็รีบเดินตามไปดูจึงเห็นว่าแดงกำลังถูกผู้ชาย2 คนดักหน้าดักหลัง คนหนึ่งคว้าแขนแดงเอาไว้นากเห็นหลานถูกดักหน้าดักหลังก็ตวาดว่า “นั่นพวกเอ็งจะทำอะไร!? ปล่อยหลานข้านะ!”
“อีแก่เอ็งอย่าเสือก!” ผู้ชายคนหนึ่งตวาดกลับพลางชี้หน้าข่มขู่ นากถลันเข้าไปช่วยหลานทันที“พวกเอ็งปล่อยหลานข้านะ!”
“อีแก่นี่รนหาที่ตายเสียแล้ว ฆ่ามัน!” ผู้ชายที่จับแดงสั่งอีกคนหนึ่ง
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ