การตื่นนอนตอนเช้ามืดพร้อมกับเสียงไก่ขันไม่ได้เป็ปัญหาใหญ่นักสำหรับมณฑิรา ตรงกันข้ามกลับช่วยทำให้สมองและใจของเธอกระปรี้กระเปร่า พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความแปลกแหวกแนวของคนในยุคนี้อีกเท่าตัว เช้านี้คุณหญิงพิกุลชวนเธอไว้ั้แ่เมื่อวานให้ไปใส่บาตรตรงท่าน้ำด้วยกัน อากาศยามเช้าตรู่เย็นลง ลมหนาวเริ่มมาเยือน นุ่มกับเนียนเอามือลูบหัวไหล่ของตนเองป้อย ๆ เพื่อหวังคลายความเย็น ส่วนเธอน่ะหรือ อุณหภูมิแค่นี้จิ๊บ ๆ
ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าดี เรือพายที่มีเด็กวัดกับพระบิณฑบาตก็มาถึง คุณหญิงพิกุลและมณฑิรานั่งพับเพียบอยู่บนพื้นไม้กระดานตรงศาลาท่าน้ำ พวกบ่าวด้านหลังทำหน้าที่คอยยื่นภัตตาหารและดอกบัวให้แก่ทั้งสอง จนกระทั่งแล้วเสร็จ พระก็ให้พร
“พระที่นี่ก็ยังสวดเหมือนที่โน้นนะเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงใส ยิ้มแป้นด้วยความสุข
“เอ...แล้วพระที่โน้นคือที่ใดเล่าโยม” พระภิกษุเอ่ยถาม
“แม่มณฑามักกล่าววาจาผิดแผกเช่นนี้ ขอพระคุณเ้าให้อภัยด้วยเถิดนาเ้าคะ” คุณหญิงพิกุลรีบขอโทษขอโพยใหญ่ เมื่อเห็นสีหน้าเจื่อนของบุตรี รู้แน่ว่าคงไม่มีคำตอบให้ท่าน
เรือพายออกไปแล้ว สายตาคล้ายตำหนิของคุณหญิงพิกุลหันมามอง ก่อนจะเริ่มอบรม
“อย่าเอ่ยวาจาเหลวไหล มิมีที่มาที่ไปเช่นนี้อีก ประเดี๋ยวคนจักเข้าใจ ว่าลูกวิปลาสไปเสียจริง ๆ”
“เ้าค่ะ” หญิงสาวรับคำเสียงอ่อย นึกขอบคุณคุณหญิงท่านในใจที่ช่วยสั่งช่วยสอน
“แม่จักไปดูพวกบ่าวมันเตรียมสำรับเช้า กลัวชักช้าโอ้เอ้ประเดี๋ยวคุณพระจักมิทันไปทำงาน”
คุณหญิงพิกุลบอกเสร็จก็เดินไปทางโรงครัว มีพวกบ่าวเดินตามหลังพร้อมถาดและโถ
“คุณมณฑาจักไปที่โรงครัวฤาไม่เ้าคะ” นุ่มสบตาเนียนอย่างมีเลศนัย
“ไม่ล่ะ ไม่มีอารมณ์อยากทำอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น” หญิงสาวส่ายหน้าดิก ท่าทางไม่สนใจอย่างปากว่า
“ถ้าเยี่ยงนั้นจักทำกระไรเ้าคะ” ในใจเนียนภาวนาขออย่าให้คุณมณฑาอยากทำอะไรที่พิเรนทร์ ๆ เลย
มณฑิราหยุดคิด เขม่นมองไปยังทรวดทรงองค์เอวของสองสาวรับใช้ตรงหน้า ราวกับกำลังคัดตัวนางงามเข้าประกวด ก่อนจะดีดนิ้วเสียงดังเป๊าะ “ฉันนึกอะไรออกแล้ว ตามมาเลยทั้งสองคน”
ร่างระหงเดินลิ่วนำไปก่อน โดยไม่อธิบายขยายความนัก
“เอ็งว่า คุณมณฑาจักทำกระไรวะนังเนียน”
“ข้าหวังใจว่า จักมิใช่สิ่งใดพิเรนทร์นา บอกตามตรง เห็นแววตาคุณมณฑาแล้ว ข้าหวั่นใจอย่างบอกมิถูก นังนุ่มเอ๊ย”
สองบ่าวสาวเท้าเดินตามผู้เป็นายไปอย่างไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง
พระเหมราชอรรถคดีอาบน้ำผลัดผ้าทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็เดินย่างมาตรงเก้าอี้นั่งประจำเพื่อรับชาร้อน โดยมีขามมาบริการอีกเช่นเคย มือหนาคว้าที่ถ้วยชาขึ้นมาจิบ ก่อนจะผินหน้ามองไปยังลานหญ้าข้างเรือน หวังรับอากาศเช้าที่สดชื่นใน่ต้นฤดูหนาว หากภาพเคลื่อนไหวของกลุ่มคนด้านล่างทำเอาน้ำชาในปากแทบพุ่งออกมาเป็สาย
“อุ๊บ...แค่ก ๆ” เสียงสำลักน้ำชาดังขึ้นมาไม่หยุด
“คุณพระขอรับ เป็กระไรไปขอรับ” ขามหน้าตาตื่น รีบเอาผ้าขาวที่วางในถาดน้ำชามายื่นให้ เกิดมาไม่เคยเห็นคุณพระเหมสำลักน้ำชาเลยสักครั้งในชีวิต
ทันทีที่เช็ดหน้าเช็ดตาด้วยผ้าขาวเสร็จ ร่างสูง ไหล่หนาตั้งก็รีบรุดไปยังด้านล่าง ยิ่งทำให้ขามต้องกระวีกกระวาดวิ่งตามอย่างหน้าตาตื่นอีกรอบ
“โอเค พร้อมนะทุกคน ท่าต่อไปเป็ท่าสควอท ช่วยให้แข้งและขาพวกเราแข็งแรง ที่สำคัญก้นเด้งด้วยนะ ฉันจะทำให้ดูหนึ่งรอบ แล้วทุกคนทำตามนะ”
“หล่อนจักวิปลาสเยี่ยงนี้ ไปอีกนานรึไม่” มณฑิราตั้งท่า ย่อเข่าลง หากยังไม่ทันขึ้นก็ล้มหงายหลังไปก่อนเพราะเสียงตวาดด้วยความโกรธของคุณพระเหม
“อะไรกันเนี่ยคุณพระ ฉันอยู่ดี ๆ ก็มาหาเื่” หญิงสาวไม่ทนอีกต่อไป แหวใส่ทันทีเมื่อลุกขึ้นมายืนได้มั่นคง
“แล้วหล่อนทำกระไรเล่า” คนตัวโตถามกลับอย่างเหลืออด
“ก็บอกมาก่อนสิ ว่าฉันทำอะไรผิด” คนตัวเล็กกว่าเห็น ๆ ยอมที่ไหนล่ะ แผดเสียงใส่ทันที
ท่ามกลางสถานการณ์ที่สองสามีภรรยากำลังประชันฝีปาก ยังมีกลุ่มบ่าวคือขามที่กำลังเอามือปิดตาเพราะไม่กล้ามองภาพตรงหน้า นุ่มกับเนียนกำลังก้มหน้างุด ตัวสั่นเทาเพราะกลัวถูกลงหวาย จึงไม่มีใครกล้าขัด ได้แต่ปล่อยให้ทั้งสองเปิดศึกกันต่อไป
“หล่อนลองก้มดูตัวเอง แลบ่าวพวกนั้นด้วย นังนุ่ม! นังเนียน! พวกเอ็งจักวิปลาสตามนายพวกเอ็งไปด้วยฤาไม่” จากใบหน้าหล่อ ๆ ขาว ๆ ปากหยักหนาสีแดงอมชมพูอย่างกับนายแบบเกาหลีกลายเป็แดงก่ำแข่งกับเมล็ดถั่วแดงเพราะความโกรธ
มณฑิราก้มมองดูตัวเองในชุดผ้ารัดกระโจมอก เอวลอยคอดกิ่ว กล้ามท้องเป็ริ้ว ๆ พองาม กับโจงกระเบนลาย หันไปมองนุ่มกับเนียนก็อยู่ในสภาพชุดที่ไม่ต่างกันด้วยความภูมิใจและมั่นใจ
“วิปลาสตรงไหน ออกจะสวย กล้ามท้องแน่น และสุขภาพดี” เธอเถียงไม่หยุด ยักไหล่ เชิดคางหาเื่กลับ
“นังนุ่ม นังเนียน หากมิพาแม่นายพวกเอ็งไปผลัดผ้า ข้าจักให้ไอ้กล้ากับไอ้โอ่งลงหวายตรงหลังให้หนักเทียว” คำสั่งพร้อมคำขู่เด็ดขาดดังลั่น จนคนถูกเรียกชื่อถึงกับรีบวิ่งแจ้น เข้าไปคว้าหมับที่แขนของแม่นายคนละข้าง พากันลากถูลู่ถูกังออกไป แม้จะสู้แรงไม่ไหวในทีแรก แต่สองแรงย่อมมากกว่าแรงเดียว
“อะไรกันเนี่ย เผด็จการที่สุด ไอ้คุณพระบ้า คอยดูนะ ฉันจะเอาคืน เนียนกับนุ่มก็เหมือนกันจะกลัวทำไม ห๊ะ...” เสียงคนถูกลากก่นด่าไม่หยุดไปตลอดทาง
“คุณพระจักมิใจดำไปหน่อยฤาขอรับ” ขามถามเสียงเบา เมื่อเอามือที่ปิดตาลง หลังมั่นใจว่าจะไม่เห็นภาพที่ไม่ควรเห็น
“รึเอ็งอยากจักใส่ชุดวิปลาสนั่นอีกคน”
“อะ...อ้าว” ขามตอบได้แค่นั้น เพราะคนถามเดินหนีไปอีกทางอย่างไม่คิดเหลียวหลัง
นุ่มกับเนียนบรรจงแต่งกายให้คนเป็นายหญิงอย่างประณีตที่สุด เพราะเข็ดแล้วกับชุดที่ดีไซน์บายแม่นายของพวกตน
“อย่าโกรธคุณพระท่านเลยนาเ้าคะ” นุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม เมื่อเห็นเ้าตัวนิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดยอมจา ั้แ่ถูกลากกลับมา
“ฉันอยากไปเที่ยว” นุ่มชะงัก หันไปสบตาเนียน คล้ายคิดในใจว่านายหญิงจะหาเื่อะไรอีก
“เวลาพูดจากับคุณพระ คุณหญิงท่าน แลผู้าุโกว่าเปลี่ยนเป็อิฉันเถิดนาเ้าคะ ฉัน กระไรที่คุณมณฑาว่า จักกลายเป็คำมิงามเสียมากกว่า” นุ่มอธิบายพร้อมเหตุผล
จริงสิ เธอลืมคิดไปเสียสนิท พูดฉันจนติดปาก ลืมนึกถึงบริบทของคนสมัยนี้อาจจะฟังดูแปลกหู
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หากสีหน้าก็ยังไม่สดชื่นเหมือนเคย
“ไปตลาดกันดีฤาไม่เ้าคะ” เนียนเป็ฝ่ายเอ่ยชวนบ้าง และได้ผล เมื่อแววตาเบื่อหน่ายในคราแรก กลับแวววาวลุกวาบเหมือนมีประกายไฟขึ้นมาทันที
“ไปสิ ไปกันตอนนี้เลยนะ”
คุณหญิงพิกุลอนุญาตให้ไปตลาดได้ แล้วกำชับให้กล้าซึ่งวันนี้ไม่ได้ติดตามคุณพระเหมไปที่กระทรวง ให้ตามไปดูแลมณฑาที่ตลาดด้วย ตลอดสองข้างทางที่เรือพายพามณฑิราลัดเลาะมา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่เธอเป็อย่างมาก เพราะชีวิตที่ราบเรียบท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม น้ำใสสะอาด ต้นไม้ริมฝั่งก็เขียวชอุ่ม และที่สำคัญความแรงของแสงแดดไม่จำเป็ต้องพึ่งพาครีมกันแดดเหมือนสมัยของเธอเลยสักนิด นุ่มทำหน้าที่เป็ไกด์นำเที่ยวมาตลอดทางว่าพระพุทธเ้าหลวงหรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ขุดคลองหลายคลองเพื่อเชื่อมแม่น้ำเ้าพระยาเข้าด้วยกัน ด้วยทรงเห็นว่าการเดินเรือทั้งขึ้นและล่องในแม่น้ำเ้าพระยานั้นทำให้เสียเวลาอยู่มากโข การขุดคลองใหม่จะช่วยย่นระยะทางระหว่างอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ได้มากทีเดียว นอกจากนั้นยังมีการตัดถนนใหม่หลายสายในพระนคร ได้ยินแค่นี้ ต่อมความอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาวก็แทบจะะเิออกมา รบเร้าให้พวกบ่าวพาไปเที่ยวชมถนน ทั้งนุ่มทั้งเนียนรับปากแบบขอไปที เพราะเกรงว่างานจะเข้าอีกครา ขอให้รอดจากตลาดกลับไปได้ก่อนเถิดค่อยว่ากัน
เรือพายจากเรือนพระเหมราชอรรถคดีมาจอดเทียบที่ท่าน้ำตลาดท่าเตียน มีเรืออีกหลายลำเข้าออกสลับกันไป ทั้งคนมาจับจ่ายซื้อของ ทั้งเรือสินค้าที่บรรทุกของจากต่างแดนมาส่ง เมื่อเดินเข้ามาในตัวตลาด มณฑิราเริ่มสังเกตว่า มีพวกฝรั่งต่างชาติหลายคนเดินปะปนกับกลุ่มของชาวบ้าน น่าจะเป็พวกที่เข้ามาค้าขาย แลกเปลี่ยนศาสนา แม้บางชาติอาจจะ้าแอบแฝงเพื่อล่าอาณานิคม เมื่อเดินมาถึงตรงร้านขายถุงผ้าเล็ก ๆ หญิงสาวกวาดสายตามองถุงผ้าที่ถูกตัดเย็บจากผ้าที่มีสีแบบเดียวและแบบมีลวดลายแปลกตาด้วยความสนใจว่าถุงผ้าแบบรูดเชือกนั้นมีมานานมากทีเดียว เ้าของร้านเป็หญิงวัยกลางคน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวทักทายคนที่เดินผ่านไปมาอย่างเป็มิตร
“คุณมณฑาจักอยากได้พวกผ้าแขกแลเครื่องประดับจากจีนฤาไม่เ้าคะ” นุ่มเสนอแนะ
“ฤาว่าจักหาข้าวปลาอาหารรับประทานก่อนดีเ้าคะ” เนียนเสนอต่อ
“ฉันอยากดูพวก...” ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยออกมา เสียงเอะอะโวยวายจากคนทะเลาะวิวาทก็ดังแทรกขึ้นมา หญิงสาวหันขวับรีบมองหาต้นตอของเสียง
ภาพของสตรีสองนางกำลังยื้อแย่งอะไรบางอย่างกันอย่างดุเดือดท่ามกลางผู้คนที่มาเดินตลาด
“มึงอย่าริมาเอาของกู อีปราง” สาวร่างท้วม ผิวสีแทนยืนเท้าเอวอย่างวางอำนาจ
“มึงต่างหากเล่า อีปราย อัฐกับกำไลในถุงนั่นก็ของกู แต่มึงขโมยไป” สาวรูปร่างไม่ไกลกันนักตอบโต้ ไม่ยอมเสียเปรียบเช่นกัน
“อีปราย มึงเป็น้อง ไยจึงละโมบเอาของพี่มึง” เสียงของชาวบ้านที่ล้อมวงดูเหตุการณ์เอ่ยขึ้น
“ได้เยี่ยงไรกัน มันเป็พี่ ก็หาใช่ว่าจักเป็ของมัน” ปรายเถียงหน้าแดง
“ผู้ใดก็รู้ ว่ามึงมันขี้คร้าน วัน ๆ เอาแต่เข้าออกบ่อนกับโรงยาสูบ” ชาวบ้านอีกคนช่วยรุมว่า
“มึงได้ยินชาวบ้านว่าฤาไม่ จงส่งถุงนั่นมาให้กูเสียดี ๆ”ปรางยิ้มเยาะเป็ต่อ ก่อนจะชี้ไปที่ถุงเงินในมือของปราย
“กูมิมีวันให้ ในนี้มีกำไลกับอัฐของพ่อที่ให้กูไว้”
“กำไลกับอัฐนั่น พ่อให้กูต่างหาก” ปรางตรงเข้าไปหวังจะตบอีกฝ่ายให้คว่ำ แต่ถูกกล้ามแขนกำยำของกล้ารั้งเอาไว้เสียก่อน
“เอ็งเป็ผู้ใด ไยมายุ่งเื่ของข้า” ปรางมองตาเขียวอย่างไม่พอใจ
“ข้าเป็ผู้ใดมิสำคัญเท่ากัับผู้ใดอยากจักพูดจากับเอ็งทั้งสอง” กล้าตอบเสียงเข้ม
มณฑิราเดินเข้ามาในวงล้อม ใบหน้าสวยหมดจดเผยรอยยิ้มสดใสอย่างเป็มิตร
“คุณมณฑา” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นพร้อมกับการเรียกขานนามของผู้มาใหม่
ปฏิกิริยาของชาวบ้านทำให้เธอรับรู้ได้อย่างหนึ่งว่า มณฑาตัวจริงคงจะโด่งดังไม่เบา และ...คงจะดังกระฉ่อนเช่นกันเมื่ออีกประโยคหนึ่งตามมา
“ใช่แน่ฤา ได้ยินว่าหายตัวไปกับชายอื่นมิใช่รึ”
“พวกเอ็งจงเงียบปาก หากใครริอาจใส่ความคุณมณฑา คงจักได้เห็นดีกันแน่” นุ่มแผดเสียงข่ม ทนฟังไม่ได้กับเสียงวิจารณ์จากชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริง
“พอเถอะนุ่ม ตอนนี้ฉันอยากจะรู้ว่า สองคนนี้มีปัญหาอะไรกันมากกว่า” หญิงสาวเริ่มตัดบท เพราะไม่อยากตกเป็เป้าสายตาของคนกลุ่มมาก
“พวกเอ็งจงเล่าเื่ทั้งหมดมา” กล้าสั่ง
“ข้ากับนังปรายเป็พี่น้องกัน หลายวันก่อนพ่อของพวกข้าสิ้นบุญลง ก็ทิ้งกำไลแลอัฐไว้ให้ แต่ถูกนังน้องชั่วมันขโมยไปน่ะจ้ะ” ปรางยกมือไหว้เล่าเื่น้ำเสียงเศร้าสร้อย
“มิจริงจ้ะ กำไลกับอัฐ พ่อยกให้ข้า” ปรายรีบสวนขึ้นมาทันที
จากนั้นสองสาวก็เริ่มประกาศาสายเืทางเสียงอีกครั้ง จนกล้ากับเนียนต้องช่วยกันห้ามอีกรอบจึงสงบลงได้
มณฑิรานิ่งคิด ก่อนจะขอดูถุงผ้านั้น หากมองจากภายนอกโดยวิเคราะห์จากบุคลิกลักษณะของคนทั้งคู่ รวมไปถึงพยานรู้เห็นซึ่งก็คือชาวบ้าน น้ำหนักเอนไปทางคนพี่ว่าจะเป็เ้าของ แต่ก็ไม่อาจจะละน้ำหนักที่เบาเพียงน้อยนิดว่าคนน้องอาจจะเป็เ้าของตัวจริงก็ได้ทิ้งไป คนที่เป็พยายานปากเอกเพียงคนเดียวก็จากโลกนี้ไปแล้ว
หญิงสาวหยิบกำไลออกมาจากถุงผ้า พิจารณาลักษณะเบื้องต้นพบว่าเป็กำไลเงินมีพลอยสีเม็ดเล็ก ๆ ล้อมรอบ หากประเมินค่าจากสายตา ราคาในสมัยนี้ก็อาจจะมากโขทีเดียว และการสวมต้องสวมโดยการสอดมือเข้าเท่านั้น ซึ่งรูปร่างของทั้งสองสาวเ้าทุกข์ใกล้เคียงกันมาก ยากที่จะพิสูจน์โดยวิธีการสวมใส่ เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ เธอก็กระซิบที่หูของนุ่ม เนียน และกล้า สักพักสามผู้ช่วยก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามคำสั่ง นุ่มเดินถือกำไลนั้นไปยืนอยู่ตรงลานโล่งด้านหน้าระหว่างสองสาว โดยมีเนียนที่เดินฝ่ากลุ่มคนไปยังร้านขายผ้า และกลับมาพร้อมกับเชือกเส้นเล็ก ๆ ในมือ ก่อนจะส่งต่อเชือกนั้นให้กล้าเพื่อตัดออกเป็สองเส้น ยาวประมาณเส้นละศอกครึ่ง แล้วนำมาผูกกับกำไลไว้ เนียนเอากิ่งไม้แห้งมาขีดเส้นกั้นสองเส้นทำสัญลักษณ์บนพื้น ชาวบ้านเริ่มทยอยมาสมทบมากขึ้นด้วยความสนใจและอยากรู้อยากเห็น ท่ามกลางฝูงชน ยังมีกลุ่มของเ้าของร่างสูงโปร่งและกลุ่มของเ้าของร่างสูงหนาที่กำลังมองดูเหตุการณ์อย่างสนใจ ทั้งสองกลุ่มไม่ได้รู้จักกันเป็การส่วนตัว
“ในเมื่อพ่อของทั้งสองก็จากไปแล้ว สิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่า กำไลเป็ของใครก็คือ การยื้อแย่ง ฉันเชื่อว่าเ้าของที่แท้จริงจะมีความรู้สึกต่อกำไลนั้นมาก พอ ๆ กับกำไลเองที่อยากจะอยู่กับเ้าของที่แท้จริงเช่นกัน” ประโยคอันยาวของเธอสร้างความฉงนไม่น้อยให้แก่บรรดาชาวบ้านพระนคร แต่ก็ไม่มีใครคิดจะถามอะไร เพราะถือคติที่ว่า อะไรก็ตามที่ไม่ใช่เื่ของตนก็จงนิ่งเงียบเสีย
หลังจากกล้าอธิบายกติกาแก่ปรางและปรายเสร็จแล้ว นุ่มก็แบกำไลในมือ โดยให้สองพี่น้องถือเชือกคนละเส้น ทันทีที่นุ่มถอยออกมา สองสาวก็เริ่มออกแรงกระชากเพื่อหวังให้กำไลข้ามเส้นมาอยู่เหนือเขตแดนของตน แรงยื้อยุดทำให้กำไลเริ่มเสียรูปทรง จนในที่สุดมีหนึ่งฝ่ายที่ปล่อยเส้นเชือกจนอีกฝ่ายเสียหลักหงายหลังลงอย่างแรง แต่แรงกระแทกที่พื้นมิได้สร้างความเ็ปใด ๆ ให้แก่ผู้ที่ได้กำไล ตรงกันข้ามกลับทำให้เริงร่าส่งเสียงดีใจออกมา
“ฮือ ๆ”
“สมควรแล้ว ที่เอ็งจักต้องร้องไห้เยี่ยงนี้ นังปราย” ปรางผู้มีชัยชนะเหนือกว่ากล่าวเย้ยหยันด้วยความสะใจ
ปรายไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้ เรี่ยวแรงที่มีหดหายไปสิ้น ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างไม่ยินดียินร้ายใด ๆ กับใครทั้งนั้น
“เอ็งยินดีเยี่ยงนั้นรึ ที่น้องสาวเอ็งร้องไห้เยี่ยงนั้น” เนียนเอ่ยขึ้น สีหน้าแสดงออกชัดว่าไม่ชอบใจการกระทำของปราง
“หากมันมิเป็ผู้ร้องไห้ จักให้ข้าร้องแทนงั้นรึ คุณมณฑากล่าวเองมิใช่รึ ว่าเ้าของที่แท้จริงจักยื้อแย่งได้สำเร็จ แลข้าก็ได้มันมา ทุกสิ่งล้วนถูกต้องยุติธรรม” ปรางถามกลับอย่างคนเห็นแก่ตัว
“ที่ฉันบอกว่า ต้องยื้อแย่งน่ะถูกต้อง แต่...ฉันไม่ได้เอ่ยออกมานี่ ว่าคนที่ได้มันมาจะเป็เ้าของกำไลที่แท้จริง” มณฑิราทิ้งท้ายปมเอาไว้ สร้างเสียงฮือฮาให้กับกลุ่มพระนครมุง
“ข้ามิเข้าใจที่คุณมณฑากล่าว” ปรางถาม สีหน้าขมวดมุ่นไม่เข้าใจทั้งภาษาและสถานการณ์
“คุณมณฑากล่าวเพียงแต่ว่า เ้าของจักมีความรู้สึกต่อกำไล แลกำไลเองก็อยากจักอยู่กับเ้าของที่แท้จริง” นุ่มอธิบายเพิ่ม
“กระไรกัน!” ปรางถามลั่น และปรายเองก็แปลกใจกับคำตอบเช่นเดียวกัน ทำให้เสียงสะอื้นไห้หยุดลงในทันที สายตาจับจ้องไปยังร่างของมณฑิราอย่างรอคอยคำตอบ
“ไยแม่ปรายถึงปล่อยเชือกเส้นนั้นเสียล่ะ” เมื่อเริ่มมองเห็นปฏิกิริยาของผู้ฟังที่ไม่ใคร่เข้าใจในภาษาของตนนัก มณฑิราจึงพยายามใช้ภาษาให้เนียนและกลมกลืนกับคนในยุคนี้มากที่สุด เพราะไม่้าให้สำเนียงแปร่ง ๆ ของตนแย่งความสนใจจากผู้คนไปแทน
“ข้ามิอยากให้กำไลพ่อข้าแตกหักจ้ะ ไหน ๆ พ่อก็ทิ้งไว้ให้ข้าแทนตัวท่าน” ปรายสะอื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพูดถึงผู้ให้กำเนิด แม้รู้ว่าตนเองจะก่อแต่เื่ให้แก่บิดา แต่ถึงวาระสุดท้าย ท่านก็ยังยกสมบัติชิ้นเดียวให้กับลูกที่ไม่เอาไหน แววตาเผยถึงความรู้สึกผิดอย่างมากมาย และเสียใจที่ไม่อาจรักษาความรักของบิดาเอาไว้ได้
ยามนี้กองเชียร์เริ่มย้ายฝั่ง เมื่อเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง
“กำไลนี้มีความหมายต่อแม่ปราย เปรียบเสมือนตัวแทนความรักของพ่อ ผู้ใดจักคัดค้านหรือไม่ ที่ฉันจักบอกว่า แม่ปรายคือเ้าของที่แท้จริง” น้ำเสียงแปร่ง ๆ หากยังคงไว้ซึ่งความหนักแน่นประกาศชัดเจน
“แม่หญิงจักตัดสินเยี่ยงนั้น เพียงเพราะนังปรายร้องไห้ เอาน้ำตามาแลกกับความเป็เ้าของงั้นรึ ที่ผ่านมามันทำเลวสารพัด วัน ๆ มิทำการทำงานใด ชาวบ้านชาวช่องก็รู้เห็นกันทั่ว” น้ำเสียงแข็งกระด้างและไม่มีหางเสียงถามขึ้นอย่างขุ่นเคือง ไม่พอใจที่คนไม่เอาไหนแบบน้องสาวตัวเองจะมาฮุบทุกอย่างไป รวมถึงความเห็นใจจากชาวบ้านในยามนี้ด้วย
“ถ้าแม่ปรางยังแคลงใจ ฉันก็มีเื่จักพิสูจน์เพื่อความกระจ่างชัด” เธอคิดเอาไว้ก่อนแล้ว ถ้าทุกอย่างไม่จบที่วิธีแรก วิธีที่สองหรือสามต้องตามมา
เสียงจากชาวพระนครมุงดังขึ้นอีกครั้ง บ้างชื่นชม บ้างสงสัยว่าเมียของพระเหมราชอรรถคดี คิดจะทำอะไรต่อ
“แม่ปรางพอจักบอกฉันได้หรือไม่ ว่าในถุงนั้นนอกจากมีกำไลแล้วมีอะไรอีกบ้าง” คนโดนถามอ้าปากค้างชั่วครู่ ก่อนจะพยายามควบคุมสติ และกดน้ำเสียงตอบให้เป็ปกติ
“ในถุงก็มีอัฐของข้าแลกำไลเท่านั้น” สาวร่างท้วมคนพี่รวบรัดตอบ
“หากเป็เช่นนั้น พอจักบอกได้ไหมเล่า ว่ามีอัฐเท่าใด” มณฑิรายิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการร้อนรนของปราง
“มีสองบาท สองสลึงกับอีกสามเฟื้อง” ปรางตอบอย่างไม่ลังเลเพราะมั่นใจว่าเท่าที่มองปราดในถุงนั้นน่าจะมีเพียงเท่านี้
“แล้วปรายล่ะจ๊ะ พอจักบอกฉันได้หรือไม่” เธอหันไปถามคนเป็น้องบ้าง
“เหมือนกับที่พี่สาวข้าบอกจ้ะ แต่ขาดไปอีกแปดไพ”
คำตอบของปรายทำลายความมั่นใจของปรางแทบหมดสิ้น
กล้าทำหน้าที่เปิดถุงผ้านั้น แล้วค่อย ๆ หยิบเงินในถุงออกมาชูให้กลุ่มพระนครมุงดูเพื่อให้เป็พยาน ก่อนจะวางอัฐลงในมือของเนียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทีละอัน และเป็จริงดังปรายว่า คำตอบของปรางเกือบถูก แต่ขาดไปแปดไพ
“ทีนี้แม่ปรางจักยอมรับได้หรือไม่ ว่าแม่ปรายคือเ้าของถุงผ้านี้และกำไลนั่นด้วย”
ร่างสั่นเทาของปรางปราดเข้ามาใกล้มณฑิรา
“ข้าขออภัย คุณมณฑาอย่าจับข้าส่งพระนครบาลเลยจ้ะ”
ปรางรีบคุกเข่ายกมือไหว้ร้องขออภัยเมื่อถูกจับได้ เสียงด่าทอจากชาวพระนครมุงดังระงม จนขโมยตัวจริงอับอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
“คนที่แม่ปรางควรจักขออภัย ควรเป็แม่ปรายมากกว่า คนเราเป็พี่เป็น้องกัน ไยถึงแก่งแย่งชิงดีกันล่ะ ฉันเชื่อว่า หากิญญาพ่อของแม่ปรายและแม่ปรางรับรู้ คงจักห่วง มิยอมไปไหนสักที” สำเนียงแปร่ง ๆ เอ่ยขึ้น
เริ่มเหนื่อย...ทำไมภาษาพระนครมันพูดยากจัง
การเกลี้ยกล่อมของมณฑิราสร้างจิตสำนึกด้านดีให้แก่คนทั้งคู่ ปรางสัญญาว่าจะไม่คิดละโมบเอาของน้องสาว อีกทั้งยังไม่คิดจะผลักไสให้ออกจากเรือนไป ส่วนปรายเองก็กราบขอโทษผู้เป็พี่สาวที่ตนได้แสดงกิริยาก้าวร้าวมาตลอด และให้คำมั่นว่าจะตั้งใจช่วยพี่สาวปลูกผักหาเงินเลี้ยงชีพโดยสุจริต
สองสาวพี่น้องจากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่กำไลในมือของมณฑิรา เพราะเธอบอกทั้งคู่ว่าจะเอาไปให้ช่างแก้รูปทรงกลับมาดังเดิมให้ สร้างเสียงชื่นชมจากผู้คนที่ผ่านเข้ามารับรู้เหตุการณ์กันถ้วนหน้า
“บ่าวนึกสงสัยเ้าค่ะ คุณมณฑารู้ได้เยี่ยงไร ว่าจักมีหนึ่งในนั้นตอบจำนวนอัฐในถุงได้ถูกต้องเ้าคะ” เนียนเอ่ยถาม ขณะที่อยู่กันตามลำพังสี่คน
“อัฐของคนที่แทบไม่มีจะกินแบบแม่ปราย อีกทั้งเป็อัฐที่พ่อยกให้ แม่ปรายย่อมจำได้แม่นยำ กลับกันกับแม่ปราง ฟังจากที่ชาวบ้านว่า น่าจะมีอัฐจากการทำมาหาเลี้ยงชีพมากอยู่ จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก ว่าในถุงนั้นจะมีอัฐเท่าใด” หญิงสาวอธิบายอย่างละเอียด
“คุณมณฑาฉลาดแลเฉลียวมากขอรับ กระผมยังนึกต่อมิออกเลยว่า หากตอบผิดทั้งคู่ คุณมณฑาจักทำกระไรต่อ” กล้าชื่นชมนายสาว พลางสมมติสถานการณ์ต่อ
“เ้าของร้านขายถุงผ้าจะเป็พยานได้ ตอนเดินเข้ามา ฉันสังเกตเห็นเ้าของร้านกล่าวทักทายชื่อคนไปทั่ว อย่างน้อยความจำของเขาน่าจะดีมาก และสองคนพี่น้องบอกเองว่าพ่อของพวกเขาได้ตายลงไปเมื่อหลายวันก่อน นั่นย่อมแสดงว่า เพิ่งมีหนึ่งในสองพี่น้องไปซื้อถุงผ้าจากร้านนั้นมา” หลังอธิบายอย่างละเอียด สามบ่าวถึงกับอึ้งและทึ่งในความเก่งกาจ มากด้วยไหวพริบของแม่นาย
มณฑิราชวนทั้งสามไปร้านเครื่องประดับเพื่อให้ช่างตีรูปกำไลขึ้นใหม่
ร่างสูงโปร่งเผยรอยยิ้มอันพึงพอใจบนใบหน้าขาว ตาเรียวเล็กคล้ายลูกครึ่งไทยจีน
“คุณทิมจักให้ไปถามไถ่ชื่อของหญิงผู้นั้นฤาไม่ขอรับ” บ่าวคนสนิทเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีพึงพอใจของเ้านาย
ทิมไม่ได้ตอบ เพียงแต่ยกมือเป็เชิงบอกเห็นด้วย ก่อนที่ร่างของบ่าวผู้นั้นจะเดินลิ่วหายไปในกลุ่มฝูงชน
ไม่ไกลกันนักยังมีร่างของชายหนุ่มตัวสูงหนา คิ้วตาคมเข้มตามแบบฉบับของชายไทยแท้ที่กำลังยิ้มพอใจกับผลงานของแม่หญิงผู้นั้นเช่นเดียวกัน
กลับมาจากตลาดไม่ทันได้พักผ่อนให้หายเหนื่อย มณฑิราก็ถูกคุณหญิงพิกุลเรียกตัวให้ไปที่โรงครัว เพื่อเรียนรู้การเตรียมสำรับมื้อค่ำ พอเสร็จจากงานครัวก็ต้องรีบมาอาบน้ำ ผลัดผ้าเพื่อขึ้นไปรับประทานมื้อเย็นที่เรือนใหญ่ แรก ๆ เธออิดออดไม่อยากไป แต่ก็ไม่อาจฝืนคำสั่งของผู้เป็มารดากำมะลอได้
“น้าให้เตรียมของโปรดของพ่อเหม ทั้งมัสมั่นแลห่อหมกปลา” คุณหญิงพิกุลว่าพลางส่งสายตาให้คนเป็ลูกสาวทำตามที่ตนแนะนำมา ปกติหากอยู่กันตามลำพังคนกันเอง คุณหญิงพิกุลมักจะเรียกเหม ส่วนคุณพระจะใช้เรียกเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอกเท่านั้น
มณฑิราลำบากใจไม่ใช่น้อยกับการต้องมาทนปรนนิบัติเ้ากรรมนายเวรที่ไม่รู้ว่าจะหมดเวรกันตอนไหน มือบางยื่นไปตักน้ำแกงมัสมั่น แล้วราดลงบนจานข้าวของศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก ยิ่งรู้ว่าสองเมนูนี้เป็ของโปรดไอ้คนบ้าอำนาจตรงหน้า เธอยิ่งจะเลี่ยงไม่ขอสรรหามากินอีกตลอดชีวิต
“น้าว่า จักให้แม่มณฑาตระเตรียมสำรับโปรดให้พ่อเหมบ้าง ดีฤาไม่แม่มณฑา” ประโยคหลังคุณหญิงหันมาถามคนเป็ลูกคล้ายทีเล่นทีจริง ก่อนจะก้มลงจัดการกับอาหารในจานต่อ
ความคิดของคุณหญิงพิกุลช่างไม่เข้าท่าเสียจริง มณฑิราแอบเบะปากออกมา แต่กิริยาเช่นนี้ก็มิอาจเล็ดลอดสายตาอันคมกริบของพระอัยการหนุ่มได้
“ก็ดีขอรับ” เสียงทุ้มตอบรับราบเรียบ พอ ๆ กับสีหน้าที่เรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ หากในใจกลับนึกสนุกที่จะได้แกล้งคนหัวรั้น
“ถ้าเยี่ยงนั้น สำรับมื้อเย็นวันพรุ่ง แม่มณฑาจักเป็คนตระเตรียม แลแสดงฝีมือ น้ำพริกลงเรือฝีมือของลูก แม่กับคุณพระยังติดใจอยู่ทีเดียวเทียว” คุณหญิงยิ้มออกมาอย่างสุขใจ ต่างจากคนเป็ลูกที่กำลังอ้าปากพร้อมจะค้านหัวชนฝา แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างอุดปากเอาไว้ ในใจนึกบ่น เกิดมาไม่เคยลองทำสักครั้ง ไอ้เ้าน้ำพริกที่ว่า เพราะปกติซื้อน้ำพริกสำเร็จรูปจากไชน่าทาวน์ตลอด
“หล่อนจักว่ากระไรรึ” คุณพระเหมไม่ยอมลดละ ยังพยายามยั่วอารมณ์อีกฝ่ายอย่างใจนึก ยิ่งเมื่อเห็นเรียวปากอิ่มอ้าค้างอยู่แบบนั้น ยิ่งกระตุ้นความอยากในใจเขา
“เปล่าว่า” เธอตอบกลับเสียงขุ่น เม้มปากแน่นด้วยความไม่ชอบใจ
“ไยกล่าววาจาเยี่ยงนั้นเล่าลูก มิงามเลย” คุณหญิงพิกุลตำหนิ ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างไม่เห็นด้วย
“มิเป็ไรขอรับ กระผมคงมิใช่คุณพระเจต แม่มณฑามิจำเป็ต้องกล่าววาจาอ่อนหวานด้วย” น้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเคย แต่ความหมายของประโยคคล้ายแอบฟ้องคุณหญิงพิกุลกลาย ๆ
ใครกันอีกวะ คุณพระเจต จะบ้าตาย!
หมือนคนพูดจะน้อยใจ แต่เมื่อวิเคราะห์ดีแล้ว ไอ้บ้านี่กำลังประชดเธอ และกำลังเรียกคะแนนความสงสารจากอดีตแม่เมียตัวเอง
“เอ...คุณพระเจตมาเกี่ยวอันใดกับแม่มณฑารึพ่อเหม” ถามพลางหันไปจ้องหน้าลูกสาวหวังได้คำตอบ
“มิมีอันใดเกี่ยวข้องเ้าค่ะ” เพราะเธอเองยังไม่รู้เลยว่าใครคือคุณพระเจต ดังนั้น ปฏิเสธเอาไว้ก่อนเป็ยอดคน
“หลังสำรับเย็น ฉันมีเื่จักถามหล่อนสักหน่อย” หน้าขาว ปากแดงไม่แสดงสีหน้าอื่นใด นอกจากตักอาหารเข้าปากอย่างสบายใจเฉิบ ขนาดมณฑิราแจกค้อนวงใหญ่ให้ ก็ยังนิ่งเฉย
คุณหญิงพิกุลลอบสังเกตท่าทีของพระเหมราชอรรถคดีกับมณฑา รับรู้ได้ว่า ความโกรธและแค้นเคืองได้ลดลงไปบ้าง แม้ไม่มากเท่าที่ใจตนหวังแต่ก็พอให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
มณฑิราเดินลงส้นเท้าหนักไปยังเรือนฝั่งคุณพระเหม สีหน้าง้ำงอไม่พอใจของเธอยามนี้ไม่ได้แตกต่างจากอารมณ์ภายในเลยสักนิด เมื่อเห็นร่างของคนที่้าพบ ก็รีบเร่งสาวเท้าเข้าไปคุย หวังให้จบ ๆ โดยไว ขามกับกล้าที่นั่งเฝ้าติดขาโต๊ะทำงานของคนเป็นายอยู่ก่อนแล้ว รีบคลานออกห่าง มานั่งข้างนุ่มกับเนียนที่ตามนายหญิงมาเช่นกัน
“ฉันนึกเยี่ยงไรก็นึกมิออก ว่าหล่อนผ่านการใช้ชีวิตในรั้วในวังมาได้เยี่ยงไร ไยจึงแสดงกิริยามิงามเช่นนี้”
เท้าที่กำลังจะก้าวต่อชะงักงัน หน้าที่หงิกอยู่แล้วกลับบูดบึ้งอาฆาตมาดร้ายคนพูด แต่เมื่อคำสอนของนุ่มกับเนียนเมื่อแรก ๆ ที่มาอยู่ที่นี่ผุดขึ้นมาในหัว ก็รู้สึกผิดกับการแสดงกิริยาไม่เหมาะสมออกไปแบบนั้น
“ฉัน...อิฉันไม่ชินกับการเดินบนพื้นแบบนี้นี่เ้าคะ” เธอเลี่ยงตอบตามความคิดจริง ๆ ในใจ
คุณพระเหมละสายตาจากกองเอกสารบนโต๊ะ มองคนพูดอย่างประหลาดใจ แววตาคล้ายกำลัง้าค้นหาความจริงบางอย่าง
“หล่อนกล่าววาจาประหลาดนัก มิเดินบนพื้นเยี่ยงนี้ แล้วจักเดินบนพื้นเยี่ยงไร” ตอบไปแล้วก็นึกอยากมัดปากตัวเองเอาไว้ พูดก่อนคิดอีกแล้ว แทบจะทุกครั้งเมื่อสนทนากับผู้ชายคนนี้
“คุณพระมีอะไรกับอิฉันหรือเ้าคะ” เปลี่ยนเื่พูดดีกว่าถูกจับได้ นั่นคือทางเอาตัวรอดของเธอ
คุณพระเหมผ่อนลมหายใจออกยาวคล้ายพยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้ข้างใน เขาเองก็ไม่อยากเสียเวลาทะเลาะในเื่ไม่เป็เื่เช่นเดียวกัน
“ที่ตลาดวันนี้ หล่อนทำกระไร” ไม่มีการเกริ่นนำใด ๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มเลือกถามตรงจุดที่้า
“ทำกระไรเ้าคะ” หญิงสาวถามหน้าซื่อ ตีสีหน้าเนียนได้อย่างมืออาชีพ พลางนึกสงสัยใคร่รู้ในใจว่าผู้ใดรายงานคนหน้าั์ แต่เมื่อนึกถึงกล้าขึ้นมา ก็คลายความสงสัยลง
“หล่อนอย่ามาแกล้งทำเป็แชเชือน คงจักมุ่งหวังให้คุณพระเจตเมตตาหล่อนกระมัง”เอาเข้าไป ทั้งค่อนแคะและประชดประชันรวมอยู่ในตัวของผู้ชายคนนี้หมด
“แล้วใครบ้าง ที่ไม่อยากได้ความเมตตาจากผู้อื่นล่ะเ้าคะ” ประชดมาประชดกลับ ยุติธรรมดีเหมือนกัน
“นี่หล่อน!” ร่างสูง ไหล่ตั้งตรง ลุกขึ้นพรวด ย่างเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนประจันหน้า แววตาดุจ้องเขม็งไปยังคนอวดดี
“ทำไมต้องตะคอกใส่ด้วยเ้าคะ แก้วหูแตกพอดี” เธอว่าพลางเอามือลูบหูทั้งสองข้างป้อย ๆ
“แก้วหูคืออันใด” หากอีกฝ่ายกลับสนใจคำศัพท์แปลกใหม่ที่เพิ่งได้ยินไปมากกว่า
“คุณพระอยากจะถามอะไรก็ถามมาเถอะ ฉันง่วงค่ะ” ไม่พงไม่พูดกันแล้วภาษาพระนครเนี่ย มัวแต่มานั่งนึกคำ เถียงไม่ทันพอดี
คนอะไรเรียกให้มาฟังเสียงตะคอกตัวเอง
“ฉันขอสั่งให้หล่อนเลิกยุ่งกับชายอื่นเสีย ถ้ายังเห็นแก่หน้าคุณหญิงพิกุล” ประโยคนี้อย่างแซ่บสำหรับคนถูกปรักปรำ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างมณฑิรา ปลายคางรูปวีเชฟเชิดขึ้นเล็กน้อย สายตามองอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง
“คุณพระเห็นกับตาตัวเองหรือเ้าคะ หรือว่าได้แต่ฟังคนอื่นพูดมาทั้งสิ้น” รู้สึกโกรธแค้นแทนมณฑาเสียจริง ที่ผัวตัวเองมากล่าวหาเช่นนี้
คำถามของหญิงสาวทำให้ใจที่ขุ่นมัวกระตุกวาบด้วยไม่คาดคิดว่าจะถูกถามกลับเช่นนี้ จะว่าไปแล้วที่ผ่านมา เขาได้ยินและรับรู้จากผู้อื่นทั้งสิ้นว่าอดีตเมียรักของเขานั้นทอดสะพานให้แก่ชายอื่นอยู่บ่อยครั้ง หากยังไม่เคยได้ไถ่ถามความจริงหรือให้ความเป็ธรรมแก่เมียผู้นี้เลยสักครั้ง แต่ทว่า มันจะมีประโยชน์อันใดขึ้นมา ในเมื่อภาพสุดท้ายที่มณฑานอนกอดรัดกับชู้รักนั้นยังคงทิ่มแทงใจเขามาจนถึงวินาทีนี้
“หล่อนคงลืมเื่ไอ้ผาดไปแล้วสิ” ชื่อนี้ทำเอากองเชียร์สี่ชีวิตที่คอยลุ้นให้พระนางปรับความเข้าใจกันสะดุ้งโหยง
มณฑิราชักสีหน้าไม่เข้าใจแทนคำตอบ ก่อนจะหันไปหาตัวช่วย พบว่าตัวช่วยไม่ทำงาน ไม่มีใครยอมสบตาเธอเลยสักคน
“ชู้รักที่หล่อนนอนเปลือยกายล่อนจ้อนก่ายกอดมันในกระท่อมร้างเยี่ยงไรเล่า” น้ำเสียงแค้นเคือง และสายตาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชิงชังเ้าของร่างงดงามตรงหน้าเพียงใด
หญิงสาวนิ่งคิด ชักอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของมณฑาก่อนที่เธอจะมาเป็ตัวแทน
“อิฉันจำไม่ได้ และจักดีมาก หากคุณพระจักเล่าให้ฟังเ้าค่ะ” เธอถามหน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้านใด ๆ ได้แต่ภาวนาในใจให้อีกฝ่ายโกรธจนยอมเล่าทุกอย่างออกมา
“หล่อนอย่าทำเฉไฉ มิรู้ความ ในเมื่อหล่อนเป็ฝ่ายหนีตามมันไปเอง จนมันถูกฆ่าตาย” ชายหนุ่มเล่าพลางเย้ยหยัน ค่อนแคะอีกฝ่ายที่ทำตัวโสโครกเกินจะเยียวยา
ถูกฆ่าตายงั้นเหรอ!
หญิงสาวเลิกคิ้วสูงเป็เชิงถาม หากอีกฝ่ายไม่ยินดียินร้ายคิดจะตอบ
“งั้นบอกสภาพศพมาก็ได้ ว่าตายยังไง ถูกฆ่าที่ไหน” เธอพยายามต่อรอง
“แปลกเสียจริง ที่หล่อนน่าจักรู้ดีกว่าผู้ใด ด้วยหล่อนเองก็เกือบถูกไอ้ศักดิ์ ชายชู้อีกคนของหล่อนฆ่าตามไอ้ผาดไปด้วยมิใช่รึ หล่อนนับว่ายังโชคดีที่รอดมาได้ ส่วนไอ้ศักดิ์มันยอมรับว่ามันได้กระทำการอุกอาจเช่นนั้นจริง เพียงเพราะหึงหวงหญิงอย่างหล่อน”
คุณพระเหมเค้นเสียงออกมาด้วยความดูแคลนอีกฝ่าย สายตาจงเกลียดจงชังจ้องไปยังใบหน้างามที่เคลือบด้วยยาพิษเบื้องหน้า
เื่ที่เพิ่งได้ยินสร้างความระทึกใหม่ให้แก่มณฑิราเป็อย่างยิ่ง ตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น และจบลงที่ความ้าสืบหาความจริงตามนิสัยนักสืบของตน
เบาะแสตอนนี้คือมณฑามีชู้รักสองคนคือนายผาดกับนายศักดิ์ นายศักดิ์สารภาพว่าฆ่ามณฑากับนายผาดที่เป็ชู้รักอีกคน นั่นก็เท่ากับว่ามณฑาตัวจริงได้ตายไปแล้ว ส่วนเธอมาที่นี่เพื่อเป็ตัวแทนของมณฑา ด้วยเหตุผลบางอย่าง...
“หล่อนได้ยินที่ฉันว่ารึไม่” น้ำเสียงหงุดหงิดเต็มประดาดังแทรกความคิดของหญิงสาวขึ้นมา
“ว่าอะไรนะเ้าคะ” เธอรีบถาม หน้าตาตื่นเพราะใ ไม่ทันจับใจความที่อีกฝ่ายถามแม้แต่น้อย
“ฉันรู้สึกราวกับมิใช่หล่อน...”
หญิงสาวใจกระตุกวาบ นึกพรั่นหวั่นในใจกลัวอีกฝ่ายจะจับได้ พยายามรวบรวมสติและยิงคำถามออกไป
“แล้วอิฉันคนเดิมเป็อย่างไรหรือเ้าคะ” เธอรุกต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ“ว่าอย่างไรล่ะเ้าคะ” คำถามนี้สร้างความอึดอัดใจให้กับคนตอบเป็อย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร
“ฉันมิอยากเจรจากระไรที่มิได้ความ” พูดเสร็จก็เดินหนีตัวปลิวเข้าหอนอนของตนไป ทิ้งให้คนถามคิดต่อเอาเอง
“อ้าว...สรุปว่าฉันไร้สาระงั้นสิ คนอะไร ผีเข้าผีออก” เธอบ่นด่าตามหลัง แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายปิดประตูไม่ยอมรับรู้ก็ตาม
“คุณมณฑาอย่าไปฟังคุณพระว่าเลยนาขอรับ เื่ที่ผ่านมายังมิรู้ว่าจริงฤาไม่ ฟังความแต่จากปากไอ้ศักดิ์คนเดียวขอรับ” ขามปลอบ พลางเอ่ยเื่ศักดิ์ออกมา
“จริงสิ แล้วตอนนี้ศักดิ์อยู่ไหน ฉันอยากไปเยี่ยมหน่อย” เธอถามออกไป ไม่ได้คิดอะไรมากนัก คิดแบบคนในยุคตนที่สามารถไปเยี่ยมนักโทษได้เป็เื่ปกติ
“มิงามเลยเ้าค่ะคุณมณฑา” นุ่มร้องห้ามกับความคิดแปลกพิสดารของผู้เป็นาย
สรุปแล้ววันนี้เธอได้ยินคำว่า มิงาม มากี่ครั้งกันนะ และคงจะนับไม่หวาดไม่ไหวว่าจะต้องได้ยินคำนี้ไปอีกสักกี่ครั้ง หากต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป
“แล้วฉันพอจะเจอนายศักดิ์ได้หรือไม่” น้ำเสียงจริงจังและสายตามั่นคงแน่วแน่ ทำเอาพวกบ่าวลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ด้วยรู้ดีว่า แม่หญิงมณฑาผู้นี้ไม่เหมือนคนเดิมที่ผ่านมา
เมื่อไม่มีใครกล้ารับปากจริงจัง มณฑิราก็ไม่คิดจะอ้อนวอนต่อ จึงชวนนุ่มกับเนียนกลับไปยังเรือนบัว หวังใช้ความเงียบสงบของที่นั่นเป็ฐานตั้งในการรวบรวมความคิดและหาหนทางไปสู่คำตอบที่ตน้า