“พบศพหรือไม่?”
เซี่ยอวี่ซีส่ายหน้า“ข้าส่งคนไปสืบหาจนทั่วไม่พบศพคนทั้งสองเลยส่วนคนในครอบครัวตุลาการเซิ่งด้วยเกรงภัยจึงรีบร้อนขนข้าวของย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมแล้วเ้าเมืองหยางส่งฎีกาไปแจ้งเมืองหลวงว่าตุลาการเซิ่งทุจริตเสบียงบัดนี้หนีหายไม่มาทำหน้าที่ขอให้ปลดออกนี่คงคิดจะหาสุนัขรับใช้ของตนมาแทนที่”
หู่ซิ่นสือเห็นว่าสวีเม่ยไว้ใจตนแล้วจึงลอบฝากจดหมายมาบอกนางว่าเขาอยากพบกับเซี่ยอวี่ซีแต่เพื่อมิให้มีผู้สงสัยเขาจะแฝงกายมาหลบอยู่ในห้องของนางแล้วให้นางนัดพี่ชายออกมาพบยามซวีคืนนั้นองครักษ์หู่ในชุดสีน้ำตาลเข้มใช้วิชาตัวเบาย่องเข้าไปในห้องของสวีเม่ยนางเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เนื้อตัวหอมกรุ่นรีบดึงแขนเข้าเข้าไปยังห้องด้านใน
“ท่านมาทางนี้เร็วเข้าประเดี๋ยวมีคนสังเกตเห็น”องครักษ์หู่ได้กลิ่นเนื้อกายนางที่อยู่ใกล้ก็เผลอสูดลมหายใจเข้าเต็มที่จนหัวใจเต้นตึกตัก“ข้าเตรียมของว่างกับน้ำชาไว้แล้ว ท่านหิวหรือไม่?”
“เอ่อ....”นางยืนใกล้จนแทบจะชิดกายเขาพอเงยหน้าขึ้นถามใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้กันจนหู่ซิ่นสือแทบลืมหายใจ “หะ หิว”เขาเผลอตอบออกมาทั้งๆ ที่เพิ่งกินข้าวอิ่มไม่ถึงสองเค่อ
ใบหน้าของนางขึ้นสีชมพูระเรื่อเมื่อรู้ว่าตนเองยืนแทบจะชิดชายหนุ่ม“คุณชายหู่นั่งลงก่อนเถิด” นางถอยห่างนำเข้าเข้าไปที่โต๊ะกลมกลางห้องนอน ห้องของสวีเม่ยมีทั้งส่วนที่เป็โถงและห้องนอนเพื่อมิให้ผู้ใดสังเกตเห็นว่ามีบุรุษแปลกปลอมเข้ามา นางจึงพาเขาเข้าไปรอด้านใน แต่เมื่อทั้งสองนั่งประจันหน้ากันนางจึงได้รู้ว่าตนเองกับเขายังมิได้สนิทชิดเชื้อกันนักการพาบุรุษมาถึงหน้าเตียงนอนซ้ำยังนั่งอยู่สองต่อสองช่างชวนอึดอัดใจยิ่ง
“เชิญคุณชายดื่มชาก่อนเถิด”
“เม่ยเอ่อร์เ้าเรียกข้าว่าพี่ซิ่นสือก็ได้” เขาหยิบจอกชาที่นางรินให้ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอ่อ...จะดีหรือ?”นางยังเก้อกระดากที่จะเรียกเขาอย่างสนิทสนม
“เราต่างกุมความลับซึ่งกันและกันสมควรแล้ว” หู่ซิ่นสือถือโอกาสบอกให้นางรู้ว่าตนเองยังมิได้แต่งงาน“ครอบครัวของข้ามิใช่ขุนนางใหญ่นักแต่ก็รับราชการกันมาหลายรุ่น บิดาข้ามีอนุภรรยาเพียงสองคนพวกนางล้วนปฏิบัติตนในกฎระเบียบตระกูลอย่างเคร่งครัดครอบครัวข้าจึงค่อนข้างสงบสุข”
“แสดงว่าท่านแม่ของท่านต้องเป็ผู้เข้มงวดมากอย่างแน่นอน”
“อืม...ก็คงเป็เช่นนั้นเพราะท่านแม่ข้าก็เกิดในครอบครัวทหาร นางจึงเป็คนดุอยู่สักหน่อย” หู่ซิ่นสือเห็นนางฟังแล้วเงียบไปก็ชักใจไม่ดี“แต่ท่านแม่ก็มีข้อดียิ่งอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือนางเป็คนมีเหตุผลและไม่ค่อยสนใจคำพูดของผู้อื่นนักหากนางเกรงผู้คนติฉินป่านนี้ข้าคงมีอนุสักสองสามคนแล้ว”
“แม้แต่อนุท่านก็ไม่มีหรือ?”
“ไม่มีข้ายังไม่ถูกใจผู้ใด”
หู่ซิ่นสือมิได้เล่าว่าในวัยหนุ่มเขาเคยมีสาวใช้อุ่นเตียงสองคนที่ชมชอบยินดีมอบกายให้เขาแต่ภายหลังเพราะทำงานรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้จึงไม่ค่อยได้สนใจพวกนาง สาวใช้ทั้งสองจึงหันไปมีคู่รักเป็บ่าวรับใช้เมื่อเขารู้ก็ปล่อยให้พวกนางออกเรือนไปพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง
“แล้วเ้าเล่า?หากเื่ของเ้าเมืองหยางจบสิ้นลงเ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“ข้าเพียงอยากแต่งงานกับชายหนุ่มชาวบ้านสักคนแล้วไปใช้ชีวิตสงบสุขที่บ้านนอกดูแลท่านพ่อกับท่านแม่” นางกล่าวด้วยสายตาสงบเมื่อได้ฟังเขาเล่าเื่ครอบครัวก็พอจะรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าปกปิดฐานะที่สูงส่งเอาไว้เห็นทีเขาคงเป็คุณชายในตระกูลใหญ่ นางควรสงบใจมิให้เผลอไผลชื่นชมเขาไปมากกว่านี้หู่ซิ่นสือมีท่าทีคับข้องใจ นางพูดเช่นนี้ก็เหมือนจะปฏิเสธเขากลายๆ“เมื่อข้าได้ชื่อว่าเป็หญิงคณิกา หากออกจากที่นี่ไปแล้วไม่ว่าความจริงจะเป็อย่างไร บุรุษที่จะยอมรับอดีตข้าได้ก็คงมีเพียงชายหนุ่มที่ครอบครัวฐานะธรรมดาพี่ซิ่นสือท่านเป็ขุนนางในวังหลวงย่อมมีคุณหนูมากมายที่เหมาะสมกับท่านอย่างแน่นอน”
ใบหน้าของหู่ซิ่นสือตึงขึ้นเมื่อเห็นนางคล้ายไม่ไยดีในตัวเขา“เ้ามีชายหนุ่มที่เลือกไว้ในใจแล้วหรือ?”
สวีเม่ยเห็นสายตาผิดหวังวูบหนึ่งของบุรุษตรงหน้า“หากท่านพ่อท่านแม่ข้าพึงใจผู้ใด ข้าก็จะตบแต่งกับคนผู้นั้น”นางไม่อยากตัดรอนเขาตรงๆ แต่ก็อยากจะเตือนให้เขามองเห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้าระหว่างนางและเขาไม่สมควรจะมากัน “สำหรับท่าน ข้าจะนับเป็ผู้มีพระคุณตลอดไป”
องครักษ์หู่มิคาดคิดว่าหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรที่คุณหนูน้อยใหญ่คอยชม้ายตามองนางกำนัลทั่ววังหลวงพยายามทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้เขาเก็บกลับมาถูกหญิงคณิกาที่พึงใจปฏิเสธต่อหน้าั้แ่น้อยคุ้มใหญ่เขายังมิเคยต้องใจสตรีนางใด ในเมื่อ สวีเม่ยคือผู้ที่ทำให้ใจเขาเต้นรัวเร็วได้ เขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆได้อย่างไร?
“ขอบใจที่เ้าให้เกียรติข้าถึงเพียงนี้” หู่ซิ่นสือนึกถึงใบหน้าของฮ่องเต้ในยามที่สั่งสอนให้เขาใช้เล่ห์เพทุบายในการต้อนศัตรูให้จนมุม‘หากข้าทำให้เ้ายอมจำนนมิได้ฝ่าารู้เข้า ข้าคงถูกตราหน้าว่าเป็หัวหมูแน่ๆ’ องครักษ์หู่ข่มใจที่พลุ่งพล่านเพราะความผิดหวังให้สงบลงในเมื่อนางยังไม่มีผู้ใดเขาก็ยังมีโอกาสจะเปลี่ยนใจนางได้
“คุณหนู ใต้เท้าเซี่ยมาแล้วเ้าค่ะ”
ร่างสูงสง่าของหัวหน้ามือปราบเซี่ยก้าวเข้ามาในห้องนอนเมื่อเห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่กับน้องสาวตนก็รีบแสดงคารวะ “ข้าน้อยเซี่ยอวี่ซีคารวะใต้เท้าหู่”
หู่ซิ่นสือรีบยื่นตราประจำตำแหน่งขุนนางวังหลวงให้เซี่ยอวี่ซีดู“ข้าติดตามท่านอ๋องเก้าออกมาสืบคดีเสบียงเมืองชิงหลิว”
“ท่านคงได้ยินเื่ราวที่นี่อยากน้องสาวของข้าแล้ว”เซี่ยอวี่ซียื่นสมุดเล่มเล็กให้กับหู่ซิ่นสือ “นี่คือรายการรวบรวมความผิดของเ้าเมืองหยางนับั้แ่เขาหมายตาให้ข้าเป็บุตรเขย ข้าก็ได้รู้เื่ภายในมากขึ้นท่านคงรู้แล้วว่าเขาใช้ตำแหน่งผลักดันให้ข้าขึ้นเป็หัวหน้ากองปราบเมือชิงหลิวเพื่อแลกกับการแต่งงานกับคุณหนูใหญ่”
หู่ซิ่นสือพยักหน้า เซี่ยอวี่ซีจึงเล่าพฤติกรรมของเ้าเมืองหยางให้หู่ซิ่นสือฟัง“ท่านคงได้ยินข่าวลือที่มีคนตายในหมู่บ้านผู้อพยพแล้วแม้เ้าเมืองหยางจะบอกว่าข้ากับคุณหนูใหญ่เป็ผู้ดูแลพวกเขา แต่เอาเข้าจริงๆหยางเยียนมิค่อยยอมให้ข้าเข้าไปในหมู่บ้านนั้น นางจะไปพร้อมกับมือปราบหยางญาติผู้พี่ของนาง หลังจากที่ข้ารู้ว่านางส่งคนมาฆ่าเม่ยเอ๋อร์พรุ่งนี้นางจึงยอมให้ข้าไปด้วย ท่านก็แฝงกายเข้าไปเถิดไม่แน่ว่าพวกเขาอาจลงมือฆ่าคนอีกก็ได้เพราะข้าเคยได้ยินนางปรึกษากับเ้าเมืองหยางเื่เสบียงว่าไม่อยากจะแจกจ่ายมากเกินไป”
“เ้าคิดว่านางรู้เื่การตายของคนพวกนั้น”
“ภรรยาของข้าผู้นี้จิตใจโหดร้ายนัก ยิ่งสาวใช้ในจวนหากไม่พอใจนางก็ทุบตีอยู่บ่อยครั้ง แม้ข้าจะยอมแต่งงานกับนางแต่ก็มิยอมแตะต้องนางนางจึงมีใจแค้น เหรินเอ๋อร์กับเม่ยเอ๋อร์นักหากนางคิดจะฆ่าคน ข้าก็ไม่แปลกใจเลย”
“เื่นี้เ้าเมืองหยางน่าจะรู้ด้วยหรือไม่?”
“ข้าก็ไม่แน่ใจเดิมทีคนผู้นี้เพียงมีจิตใจละโมบโลภมาก กินสินบาทคาดสินบนมาโดยตลอดแต่เื่เสบียงหลวงครั้งนี้นับเป็เื่ใหญ่นักถึงกับมีคนตาย”