จักรพรรดิเซียน

    ตอนที่ 46 สู่แดนเหนือ

    ตอนที่ 46 สู่แดนเหนือ

     

    เจียวอ้าวเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ นางเคลื่อนสายตาลงต่ำล้วนสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนของบุรุษหนุ่มซึ่งโอบรอบเอวเพรียวบางของนางไว้ ใบหน้าของหญิงสาวกลับกลายเป็นสีแดงระเรื่อ “จะ…เจ้า!!” เจียวอ้าวดิ้นขัดขืนสุดแรง เฟยอวี่พลันปล่อยนางลง

     

    สืบเนื่องจากการถูกอุ้มเข้าห้วงมิติ ศีรษะของนางในขณะนี้กำลังกดต่ำลงมองผืนดิน มันเป็นสาเหตุที่นางไม่ทราบว่าทัศนียภาพโดยรอบเป็นเช่นไร นางเอ่ยถามออกไป “ที่นี่ที่ใดกัน?” จังหวะที่ถามเสร็จ เจียวอ้าวก็แหงนศีรษะขึ้นมา ประสบพบกับวิวทิวทัศน์ที่งดงามเกินบรรยาย ประหนึ่งแดนวิเศษ ตอนที่ถูกเฟยอวี่อุ้มนางข้ามห้วงมิติ จากที่นางไม่ได้ยินเสียงมัน แต่ทันทีที่มองสิ่งตรงหน้า เสียงนั้นก็ชัดเจนขึ้น เสียงของน้ำตก…

     

    “น้ำตกธาราสวรรค์” เฟยอวี่กล่าวตอบเสียงราบเรียบ ชายหนุ่มทอดมองสถานที่ที่ผูกพันกับเขามาช้านาน เป็นความทรงจำอันมีค่า เขากลับมาที่นี่เพียงจุดประสงค์เดียวเท่านั้น หน้ากากของนามแห่งจักรพรรดิถูกพบขึ้นที่นี่… ชายหนุ่มมาเพื่อตามหาร่องรอยอื่นที่หลงเหลืออยู่..

     

    นัยน์ตาของเจียวอ้าวขยายโตกว้าง “งดงามมาก…” นางเอ่ยชมขึ้นจากใจจริง เสียงน้ำตกกระทบหิน เสียงของสายน้ำหลั่งไหล เสียงบรรยากาศของป่าเขาโดยรอบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ เปรียบประหนึ่งแดนวิเศษที่แท้จริง

     

    “ข้าไม่เคยเห็นสถานที่ใดงดงามเช่นนี้มาก่อน น้ำตกธาราสวรรค์… นามนี้ช่างเหมาะสมกับมันยิ่ง” เจียวอ้าวเคยโลดแล่นบนท้องนภาทั่วยุทธภพกับท่านปู่ นางเคยพานพบกับสถานที่มามากมาย หญิงสาวสามารถพูดออกมาจากใจจริงได้เลยว่า น้ำตกที่นี่งดงามหาใดเปรียบ!! กระทั่ง ภายในพระราชวังของจักรพรรดิหลงเทียนยังมิอาจทาบเทียม!!

     

    “แล้วเหตุใด เจ้าถึงมาที่นี่กัน?” เจียวอ้าวเอ่ยถาม

     

    เฟยอวี่ไม่อธิบายอันใด “ตามข้ามา” ชายหนุ่มเดินตรงไปทางน้ำตกธาราสวรรค์ เบื้องหน้าคือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลมาจากยอดน้ำตก มันใสสะอาดจนมองเห็นพื้นข้างล่างที่ไล่ระดับน้ำจากตาตุ่มถึงหัวไหล่ ชายหนุ่มกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินยักษ์ซึ่งวางเรียงรายจนสู่ตัวน้ำตก เจียวอ้าวยังคงเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ

     

    เส้นทางที่ก้อนหินนำพาไปคือการอ้อมเข้าหลังน้ำตกล้วนส่งผลให้ชายหญิงทั้งสองโดนแค่น้ำที่สาดกระเซ็นเล็กน้อย เจียวอ้าวรู้สึกทึ่งตั้งแต่วินาทีแรกที่ย่าวก้าวเข้าสู่ข้างในน้ำตก มันเป็นพื้นที่บริเวณกว้างพอสมควร หินส่วนใหญ่ต่างเต็มไปด้วยตะไคร้น้ำจนเกือบกลายเป็นสีเขียวถ้วน สิ่งหนึ่งที่เจียวอ้าวประหลาดใจมากที่สุดคือความเข้มข้นของปราณเซียนในสถานที่แห่งนี้ มันหนาแน่นกว่าที่อื่นราวสิบเท่าตัว!

     

    “ที่นี่ต้องเป็นแดนวิเศษเป็นแน่” นางกวาดสายตาทั่วบริเวณ มันไม่มีอะไรอื่นอีกนอกจากพื้นที่กว้าง เจียวอ้าวขมวดคิ้วชิดมุ่น นางหันมองไปทางเฟยอวี่ด้วยความสงสัย “เจ้าจะบำเพ็ญเพียรรึ? มิใช่เราจะท่องยุทธภพหรือไร?”

     

    เป็นเรื่องปกติที่เจียวอ้าวจะคิดเช่นนั้น สืบเนื่องจากเบื้องหน้าปราศจากซึ่งสิ่งใด มันก็แค่น้ำตกที่มีปริมาณปราณเซียนเข้มข้นกว่าปกติเท่านั้น นางคิดไม่ออกว่าเฟยอวี่มาทำอะไรที่นี่นอกจากเพื่อบำเพ็ญเพียร…

     

    เฟยอวี่สืบเท้าออกไป สุ้มเสียงนุ่มละมุนไพเราะของเด็กสาวล้วนก้องในโสตประสาทของชายหนุ่ม “ต้นตอของหน้ากากจักรพรรดิต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้” หนิงเซียนแผ่สัมผัสออกไป ถึงกระนั้น นางก็มิอาจตรวจสอบสิ่งผิดปกติอันใดภายในบริเวณกว้างตรงน้ำตกได้

     

    ในชั่วพริบตานั้น เปรียบประหนึ่งสายฟ้าฟาดใส่เฟยอวี่อย่างรุนแรง ความรู้สึกร้อนรุ่มขยายออกมาจากในทรวงอก ร่างกายของเขาร้อนขึ้นในฉับพลัน แต่นี่กลับไม่มีอันตรายไม่ เป็นเพียงอาการตอบสนองบางอย่าง… เฟยอวี่สัมผัสได้ว่า มันมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขาอยู่ ชายหนุ่มตรงดิ่งไปทางกำแพงหินที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร้น้ำ ท่ามกลางความสับสนของหนิงเซียนและเจียวอ้าว ไม่ว่าพวกนางจะเอ่ยถามอะไรออกไป มันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดจากเฟยอวี่คล้ายเขาไม่ได้ยิน

     

    เฟยอวี่หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าก้อนหินที่เรียงรายเป็นชั้นๆ ชายหนุ่มยื่นแขนออกไปพลันขับเคลื่อนพลังยุทธขจัดตะไคร้ที่บดบังสิ่งปริศนาบนก้อนหิน มันมีอักขระโบราณสลักไว้ ชายหนุ่มมิอาจทำความเข้าใจอักขระบนก้อนหินได้ แต่ทว่า จังหวะที่ตะไคร้น้ำถูกลบล้าง นัยน์ตาของหนิงเซียนก็เบิกโตกว้าง มันคืออักขระโบราณจากโลกลำดับที่สาม…ดินแดนเทวะ!!

     

    หนิงเซียนเอ่ยข้อความที่สลักไว้ขึ้นมาด้วยสีหน้าขึงขัง “จักรพรรดิศาสตรา” คิ้วเรียวงามดุจจันทร์เสี้ยวขมวดชิดมุ่น ความคิดหลากหลายผุดขึ้นในสมองราวกับดอกเห็ด นางทราบถึงตัวตนของจักรพรรดิศาสตราดี มันเป็นนามแห่งจักรพรรดิที่มีความแข็งแกร่งเป็นลำดับที่สามจากสิบหกองค์ แต่ทว่า จักรพรรดิศาสตราไม่ใช่ผู้ครอบครองหน้ากากสีขาวบริสุทธิ์ปนอักขระทองคำใบนี้…

     

    “มันเกิดสิ่งใดขึ้น.. สถานที่แห่งนี้สมควรเป็นด่านทดสอบของจักรพรรดิผีดิบไม่ใช่หรืออย่างไร..” หนิงเซียนฉงนสับสน นามแห่งจักรพรรดิองค์เดียวที่ถือครองหน้ากากคือจักรพรรดิผีดิบ… แต่นี่มันอะไร? หนิงเซียนเก็บความสงสัยไว้ก่อน ในความโชคร้ายยังคงมีความโชคดีซ่อนอยู่ อักขระบนก้อนหินนี้คือสาส์นบ่งบอกจากนามแห่งจักรพรรดิศาสตรา

     

    หนิงเซียนหันขวับไปทางเฟยอวี่ด้วยสีหน้าราบเรียบ “แดนเหนือ” สุ้มเสียงอ่อนโยนเอ่ยพูดขึ้นมาเบาๆ

     

    “แดนเหนือ? ข้าต้องขึ้นแดนเหนือหรือ?” เฟยอวี่พลันขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ทุกผู้คนในทวีปมังกรล้วนตระหนักถึงแดนเหนือดี เป็นดินแดนที่หนาวเหน็บตลอดวัน สัตว์อสูรแข็งแกร่งดุร้ายน่ากลัว ผนวกกับเป็นรอยต่อระหว่างทวีปมังกรและทวีปเต่าดำซึ่งเต็มไปด้วยนักรบที่ป่าเถื่อน แข็งแกร่ง,ทนทานและหนักแน่นคือการนิยามตัวตนของพวกมัน สิ่งที่เลวร้ายที่สุดย่อมไม่ใช่ทั้งหมดที่กล่าวอ้าง หากแต่เป็นสภาพอากาศต่างหาก…

     

    “ด่านทดสอบของจักรพรรศาสตราน่าจะอยู่ที่แดนเหนือ” หนิงเซียนเอ่ยตอบ นางเต็มไปด้วยความลังเลสงสัยอยู่มาก อักขระบนกำแพงไม่ได้สื่อสิ่งใดเลยนอกจากทิศเหนือและคำใบ้ของการเดินทางหาด่านทดสอบ “ป่าเถื่อน ลูกหลาน สัตว์อสูร รอยต่อ”

     

    “นั่นคือคำใบ้บ่งบอกสถานที่ที่ตั้งของด่านทดสอบรึ?”

     

    “ถูกต้อง” หนิงเซียนกวาดสายตาทั่วบริเวณตริตรองทุกส่วนอย่างละเอียด คำถามหนึ่งผุดขึ้นในจิตใจไร้ซึ่งคำตอบ “จักรพรรดิทั้งสองมีความเกี่ยวข้องยังไงกันแน่… นี่เป็นไปได้ยังไง… หรือสองจักรพรรดิประมือกันในโลกใบนี้…”

     

    เฟยอวี่ไม่รอช้า หนิงเซียนกล่าวไว้เองว่านามแห่งจักรพรรดิทรงพลังหาใดเปรียบ เฉกเช่นนั้น วัตถุสืบทอดของพวกเขาล้วนต้องทรงพลังอำนาจเช่นกัน!! ชายหนุ่มหันขวับมาทางเจียวอ้าวพลันเปิดปากกล่าว “เราจะขึ้นทิศเหนือ”

     

    “ขะ…ขึ้นทิศเหนือ!!? แดนเหมันต์มังกรน่ะหรือ” เจียวอ้าวอุทานด้วยความตกตะลึงยิ่ง หากต้องกล่าวถึงสถานที่อันตรายสูงสุดในทวีปมังกร ผู้คนต่างยกย่องแดนเหนือขึ้นเป็นหนึ่ง เขตชายแดนอยู่ติดกับเผ่าคนเถื่อนของทวีปเต่าดำ สภาพอากาศที่เลวร้ายสุดขั้ว สัตว์อสูรที่สุดของความทรงพลังและดุร้าย มันปราศจากความปลอดภัยใดๆ แม้จะเป็นดินแดนที่ท้าทายอย่างมากสำหรับบรรดาผู้ฝึกยุทธ แต่ทว่า เฟยอวี่และเจียวอ้าวยังไม่คู่ควรพอสำหรับแดนเหนือ

     

    “ข้าทราบดีว่าเจ้าเก่งกาจ หากแต่แดนเหนือเป็นสถานที่อันตรายที่สุดของทวีปมังกร ยอดฝีมือชนชั้นปรมาจารย์ยัังยากจะเอาตัวรอดในแดนเหนือได้ ขนาดเหล่าท่านพี่ของข้ายังมิกล้าไปเหยียบย่ำที่นั่นเลย”

     

    ขณะที่เจียวอ้าวกำลังอธิบาย นางล้วนสูญเสียภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่สุขุมหยิ่งทระนงไป หลงเหลือเพียงความหวาดหวั่นที่มีต่อสถานที่อย่างแดนเหนือเท่านั้น เฟยอวี่อยู่ในอาการนิ่งสงบ เขารู้จักแดนเหนือดีผ่านหนังสือตำรา อย่างไรก็ตาม เขาก็มิอาจพูดเต็มปากได้ว่ารู้จักดี เพราะข้อมูลในตำราอาจมีความคลาดเคลื่อนจากสถานที่จริงไม่มากก็น้อย…

     

    “ข้าจะเดินทางไปยังแดนเหนือ” น้ำเสียงและนัยน์ตาของเฟยอวี่เด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด เปรียบประหนึ่งว่า ไม่มีเหตุผลใดสามารถยับยั้งการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ได้

     

    เจียวอ้าวกลืนน้ำลายคำโต นางเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อย เสียงอันแผ่วเบาดังขึ้น “ข้าจะกลายเป็นภาระของเจ้าน่ะสิ” สิ้นคำกล่าวของหญิงสาว นางกำฝ่ามือทั้งสองแน่นด้วยความคับแค้นใจ มันมิอาจปฏิเสธความจริงที่ว่าเจียวอ้าวนั้นอ่อนแอ นางที่เป็นถึงคุณหนูตระกูลเจียวกลับสู้แม้กระทั่งสามัญชนก็มิได้

     

    “ใช่ ในแดนเหนือ ท่านจะกลายเป็นภาระของข้า” เฟยอวี่กล่าวตอบด้วยสีหน้าสบายๆ

     

    วาจาของเฟยอวี่ราวกับหอกยาวแทงทะลุจิตใจของเจียวอ้าว นัยน์ตาคู่งามเบิกโตกว้าง นางคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นคนเถรตรงถึงเพียงนี้!! ใบหน้าของนางหม่นหมองลงเห็นได้ชัด ถึงกระนั้น มันก็ยังแฝงด้วยความเย่อหยิ่งที่ฝังรากลึกลงไปถึงกระดูกดำ

     

    เฟยอวี่สืบเท้าเดินเข้าใกล้ สายตาของบุรุษหนุ่มประสานมองกับสตรีเบื้องหน้า “ในเมื่อท่านปู่ของท่านยอมรับในตัวข้า เขาจะต้องตั้งใจฝากท่านไว้กับข้าเป็นแน่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็จะปกป้องท่านอย่างสุดความสามารถ”

     

    นัยน์ตาของเจียวอ้าวพลันเปล่งประกายดุจดวงดาราวาบหนึ่ง มันเกิดความประทับใจประหลาดต่อคำพูดเหล่านั้น เพียงสามลมหายใจ นางคล้ายดึงสติกลับคืนมาได้ คิ้วขมวดชิดเป็นปมแน่น นางหันหลังให้กับเฟยอวี่ ใบหน้ากลับกลายเป็นสีแดงระเรื่อ “คำหวานสวยหรู นี่เจ้าคิดจริงๆรึว่าจะครองใจข้าได้?” น้ำเสียงเย็นชาราวกับน้ำแข็ง

     

    เฟยอวี่เผยรอยยิ้มเล็กน้อย “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน”

     

    เจียวอ้าวสาวเท้าออกไปราวสามช่วงเก้า “ข้าเป็นปราการเหล็กกล้า หาได้ใช่ก้อนหินไม่” หญิงสาวเอ่ยเสร็จก็เดินตรงออกไปจากข้างในน้ำตก

     

    “ท่านกำลังจะไปไหน?” เฟยอวี่ไต่ถามขึ้น

     

    เจียวอ้าวเหลียวมองกลับมาด้วยสีหน้าเยือกเย็นสงบ ขนตางอนงามกระเพื่อมไหวคราวหนึ่ง “แดนเหนือ” 

     

    เฟยอวี่ปรากฏรอยยิ้มตรงมุมปาก

     

    ……………………………………………………..

     

    ในขณะนี้เอง เฟยอวี่และเจียวอ้าวตัดสินใจเดินทางสู่แดนเหนือซึ่งเต็มไปด้วยภยันตราย โดยความที่ยังอยู่ในเขตของเมืองธาราครามทำให้ยากจะพบเห็นสัตว์อสูรเดินไปมาในแทบนี้ ชายหญิงทั้งสองตัดสินใจจะเดินทางไปเมืองตันตระละ มันเป็นหนึ่งในเมืองที่มีหน่วยงานข้้ามหัวเมืองตั้งอยู่ เมืองตันตระละมีความเจริญไม่น้อย มันอยู่ห่างจากเมืองธาราครามโดยใช้เวลาเดินเท้าสามวันเต็ม

     

    ตลอดเส้นทาง การฝ่าฟันผ่านสัตว์อสูร ไม่ว่าจะกินนอนเล่น เฟยอวี่และเจียวอ้าวแทบอยู่ห่างกันไม่เจอหนึ่งเมตร สถานการณ์ที่เอื้ออำนวยพร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นอย่างเงียบงัน ช่วงเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชายหญิงทั้งสองได้เดินทางมาถึงเมืองตันตระละเป็นที่เรียบร้อย

     

    หน้าประตูเข้าเมืองราวกับป้อมปราการใหญ่ มันมีกลุ่มคนหลากหลายยืนต่อคิวยาวเป็นหางว่าว โดยส่วนใหญ่จะมากับเกวียนที่ขนเสบียงต่างๆมาด้วย มันบ่งบอกถึงความเจริญมั่งคั่งของเมืองตันตระละไม่น้อย

     

    “สมกับที่เป็นเมืองที่มั่งคั่ง” เฟยอวี่เอ่ยพูดขึ้นจากใจจริง ชายหนุ่มอาศัยอยู่ในเมืองธาราครามมานานนม เขาสัมผัสได้ถึงความต่างชั้นระหว่างเมืองสองเมืองนี้ชัดเจน

     

    ในสายตาของเจียวอ้าว เมืองตันตระละยังนับว่าธรรมดาๆเมื่อนำไปเปรียบกับเมืองหลวงที่นางอาศัยอยู่

     

    เฟยอวี่ยื่นผ้าคลุมสีน้ำตาลที่นำออกมาจากแหวนมิติให้เจียวอ้าว “ปกปิดรูปลักษณ์ไว้เป็นการดีที่สุด” เจียวอ้าวรับผ้าคลุมซอมซ่อพลันถามกลับไปด้วยสีหน้างุนงง “เหตุใดหรือ?”

     

    “โฉมสะคราญล่มเมืองก็คือโฉมสะคราญล่มเมือง ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง ไม่มีผู้ใดรู้จักเจ้า หลีกเลี่ยงปัญหาจะดีที่สุด”

     

    เจียวอ้าวเชื่อฟังเฟยอวี่อย่างว่าง่าย นางสวมใส่ผ้าคลุมน้ำตาลปกปิดรูปลักษณ์ภายนอก เฟยอวี่ก็ใส่ผ้าคลุมน้ำตาลเช่นกัน ชายหญิงทั้งสองเดินไปต่อแถวที่ยาวเหยียดรอเข้าเมืองตันตระละ เวลาผ่านไปราวสามสิบนาที ในที่สุด มันก็ถึงคิวของเฟยอวี่และเจียวอ้าวเสียที

     

    ยามเฝ้าประตูสวมเกราะหนักราวกับนักรบ เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “สองคน ค่าซ่อมบำรุงเมืองสองเหรียญทองแดง” ยามเฝ้าประตูเมืองผู้นี้อยู่ในระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึึ่ง ในหมู่ปุถุชนแล้ว มันนับว่าแข็งแกร่งอย่างมาก

     

    เจียวอ้าวและเฟยอวี่จำต้องเดินใกล้ชิดกันอย่างเลี่ยงไม่ได้เพื่อปกปิดโซ่ตรวนแห่งสายสัมพันธ์ไว้ใต้ผ้าคลุม ถึงกระนั้น มันก็ไม่มีการทักท้วงให้เปิดผ้าคลุมจากพวกยามเฝ้าประตูแต่อย่างใด สืบเนื่องมาจาก สองคนนี้มีพลังยุทธในระดับเริ่มต้นเท่านั้น มันไม่สามารถสร้างภัยคุกคามใดๆต่อเมืองนี้อย่างแน่นอน

     

    เจียวอ้าวยื่นฝ่ามือเรียวงามออกไปพร้อมกับแบออกเผยสองเหรียญทองแดงในฝ่ามือ นางปล่อยเหรียญสองเหรียญทองแดงลงในฝ่ามือของพวกยามเฝ้าประตู ยามเฝ้าประตูถึงกับผงะชั่วครู่หนึ่ง มันรับสองเหรียญทองแดงไว้ก่อนจะเปิดทางให้ชายหญิงทั้งสอง

     

    สุ้มเสียงของเฟยอวี่ดังขึ้นเบาบาง “นี่ท่าน…” สีหน้าของชายหนุ่มปรากฏแววตกตะลึงงัน เขาจับข้อมือเจียวอ้าวพลันนำพาไปในตรอกมุมที่เปลี่ยวผู้คน ชายหนุ่มเปิดผ้าคลุมศีรษะออก “ท่านทำพลาดแล้ว!”

     

    “ทะ…ทำพลาด?” บนใบหน้าของเจียวอ้าวพาดผ่านด้วยความฉงน “ข้าทำสิ่งใดพลั้งพลาดหรือ?”

     

    “ท่านยื่นมือออกไปจ่ายสองเหรียญทองแดง!!”

     

    เอ่ยถึงจุดนี้ ใบหน้าของเจียวอ้าวกลับกลายเป็นใสซื่อขึ้นมา “ข้าคิดว่าเจ้าไม่มีเงิน ข้าจึงออกเงินในส่วนนี้ให้”

     

    เฟยอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าพลาดเองที่พูดกับท่านไม่ละเอียดพอ” เดิมทีชายหนุ่มตั้งใจจะเป็นคนจ่ายเหรียญผ่านประตูเมือง เพียงแค่ไม่คิดเลยว่า มือของนางจะไวเช่นนี้!

     

    เจียวอ้าวขมวดคิ้วเป็นปมแน่น “แล้วข้าทำอะไรพลาดรึ…”

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเซียน ที่คุณอ่าน