สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 61 สหายขี้เมา และ น้ำใจของศิษย์พี่

    เช้าตรู่วันต่อมา ณ ที่พักรวมของสำนักหยุนซาน หลี่ซวนค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหล เขาพบว่าบาดแผลตามร่างกายสมานกันดีแล้ว ทว่ายังคงหลงเหลือความรู้สึกมึนงงและอ่อนเพลียจนขยับตัวได้ไม่ถนัดนัก


    การต่อสู้เมื่อวานนับเป็นการปะทะที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา มันทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสยิ่งกว่าตอนที่สู้กับหลินเซวียนเสียอีก 


    พอสติเริ่มกลับมาแจ่มใส เขาก็พลันได้ยินเสียงงึมงำคล้ายคนกำลังละเมอดังอยู่ไม่ไกล หลี่ซวนฝืนยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง พอหันไปมองก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่ามีร่างของคนสองคนกำลังนอนเมามายไม่ได้สติอยู่ข้างเตียงเขา


    คนหนึ่งคือ 'อวี่ฟ่าน' ที่กำลังนอนนํ้าลายไหลกอดไหสุราไว้ในมือแน่น ส่วนอีกคนคือ 'จางเหว่ย' ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอมยิ้มฝันหวานอย่างมีความสุข


    "น้องจาง... คร่อก... เอามาอีกกก ฉลองให้เสี่ยวหลี่ทั้งที... สุราแค่จอกเดียวมันจะไปพออะไร... ง่ำ ๆ" เสียงเคี้ยวแจ๊บ ๆ พร้อมนํ้าลายที่ยืดคาปากของอวี่ฟ่าน ทำเอาหลี่ซวนถึงกับงุนงงว่าเมื่อคืนเกิดอันใดขึ้น


    ส่วนจางเหว่ยก็กำลังยิ้มกริ่ม ละเมอด้วยฤทธิ์สุราราวกับในฝันนั้นได้พบเจอกับสตรีที่ตนเองแอบมีใจให้


    "แม่นางซูเหมย... แฮะ ๆ... คร่อก... วันนี้ท่านก็งดงามอีกเช่นเคย... แฮะ ๆ..."


    หลี่ซวนเห็นสภาพของทั้งสองแล้วก็รู้สึกบอกไม่ถูก มุมที่สหายทั้งสองเผยออกมาตอนเมามายไร้สติเช่นนี้ ทำเอาเขาอดปวดหัวไม่ได้ที่พวกเขาทั้งคู่ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอาเสียเลย


    ‘ไว้วันหลังข้าคงต้องเตือนให้พวกเขาดื่มน้อยลงหน่อยเสียแล้ว...’


    ขณะที่เขากำลังคิดจะเอื้อมมือไปปลุกคนทั้งสอง จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มเข้มดังขึ้นจากหน้าประตู


    "หลี่ซวน... เจ้าตื่นแล้วสินะ"


    หลี่ซวนจำน้ำเสียงนี้ได้ทันที เขารีบหันไปมองพร้อมขานรับ "ข้าตื่นแล้วขอรับ ศิษย์พี่จิน"


    เมื่อบานประตูเปิดออก ก็พบกับจินซวนในชุดอาภรณ์สีฟ้าเรียบร้อย เอามือไพล่หลังก้าวเดินเข้ามาในห้อง


    "เจ้าฟื้นช้ากว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก ด้วยโอสถรักษาระดับกลางกับฝีมือของผู้อาวุโส ข้าคิดว่าเพียงสองชั่วยามเจ้าก็คงฟื้นแล้ว แต่กลับลากยาวมาถึงหนึ่งคืนเต็ม... แต่ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอันใดแล้วก็ถือว่าดี"


    พูดจบ จินซวนที่เห็นอวี่ฟ่านยังนอนกอดขวดสุราอย่างไม่รับรู้สิ่งรอบข้างก็เดินไปดึงไหสุราออกจากมือของเขา แล้วเคาะหัวคนเมาไปทีหนึ่ง


    "โอ๊ย... แม่นาง... มือหนักจังเลยนะ แฮะ ๆ..." อวี่ฟ่านร้องเสียงหลงพร้อมละเมอออกมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว


    จินซวนเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ... เจ้าพวกนี้นี่ คออ่อนเสียขนาดนี้แล้วเหตุใดถึงได้ดื่มหนักกันนัก"


    หลี่ซวนเอ่ยถามอย่างแปลกใจ "หรือว่าเมื่อคืน... ศิษย์พี่จินก็อยู่ดื่มกับพวกเขาด้วยงั้นหรือขอรับ?"


    "อืม..." จินซวนพยักหน้ารับ "หลังจากที่เจ้าได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตรายแต่ยังไม่ได้สติ พวกเขาก็อาสาพาเจ้ามาดูแลที่เรือนพักแห่งนี้ พอข้าแวะเข้ามาดูอาการเจ้า เจ้าอวี่ฟ่านก็รินสุรายัดใส่มือข้าโดยไม่ถามไถ่สักคำ ข้าเห็นว่าเจ้านอนพักไม่ได้สติอยู่ก็เลยตามน้ำจิบไปนิดหน่อย หึ... แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าทึ่มนี่พอดื่มไปได้ไม่กี่จอก ก็เมามายพร่ำเพ้อเรื่องไร้สาระออกมาไม่หยุดหย่อน ข้าทนรำคาญไม่ไหวเลยเดินออกมาก่อน แล้วกะว่าจะมารอพบเจ้าตอนรุ่งสางพอดี"


    หลี่ซวนรับฟังแล้วก็เผยรอยยิ้มบางเบา "ดูเหมือนว่าข้าคงต้องหาโอกาสตอบแทนความหวังดีของพวกเขาในภายหลังเสียแล้ว"


    จินซวนที่มักจะทำหน้าเข้มขรึมอยู่ตลอดเวลาก็อดไม่ได้ที่จะมุมปากกระตุกยิ้มและหลุดเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ


    "หึ ๆ... รักษาเอาไว้ให้ดีล่ะ มิตรภาพที่บ้าบอแต่มั่นคงเช่นนี้... ในโลกแห่งการบำเพ็ญที่โหดร้าย มันหาได้ยากยิ่งนัก" เขากล่าวพลางปรายตามองสองคนที่ยังคงนอนกอดไหสุราฝันหวาน ก่อนจะหันกลับมาเข้าเรื่อง


    "ที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อมารับเจ้าไปพบผู้อาวุโส ท่านเตรียมรางวัลอย่างงามไว้มอบให้เจ้า เนื่องจากผลงานที่ยอดเยี่ยมในการประลอง ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะต้องพึงพอใจแน่นอน"


    คำพูดนั้นทำให้หลี่ซวนฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที


    "จริงสิ! ศิษย์พี่จิน ตอนที่ข้าหมดสติไปในการประลอง... ผลสรุปออกมาเป็นเช่นไรขอรับ? หรือว่า... ข้าแพ้อย่างงั้นหรือ?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน


    จินซวนสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงก่อนตอบกลับนิ่ง ๆ "ไม่ใช่หรอก พวกเจ้าทั้งคู่หมดสติไปเพราะปะทะวิชาสุดท้ายพร้อมกัน ผลการประลองจึงออกมา 'เสมอ'"


    เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "ทว่าผู้อาวุโสของทั้งสองสำนักต่างลงความเห็นตรงกัน ว่าพวกเจ้าทั้งสองแข็งแกร่งมากและการต่อสู้นี้ก็ถือเป็นที่น่าจดจำและเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมสำหรับศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่ม เพื่อเป็นการกระตุ้นความกระตือรือร้นในการฝึกฝนให้กับเหล่าศิษย์ พวกเขาจึงตัดสินให้แม่นางฉืออิงและเจ้า... ครองตำแหน่ง 'อันดับหนึ่งร่วมกัน' "


    "อันดับหนึ่งร่วมกัน?!" หลี่ซวนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "มีเรื่องเช่นนี้ด้วยงั้นหรือขอรับ?"


    "ทำไมจะเป็นไปไม่ได้เล่า? บนโลกใบนี้สิ่งใดย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น" จินซวนกล่าวเสียงเข้มและตรงไปตรงมา "ในเมื่อเบื้องบนประกาศให้เจ้าได้อันดับหนึ่งร่วม เจ้าก็เพียงแค่น้อมรับมันไว้ก็พอ ถึงอย่างไร ด้วยความแข็งแกร่งที่เจ้าแสดงออกมาก็คู่ควรกับอันดับนั้นอย่างแท้จริง... จะมีศิษย์คนไหนกล้าคัดค้านเจ้ากัน?"


    หลี่ซวนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนพยักหน้ารับ "ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่จิน ขอบคุณท่านมากที่ช่วยอธิบายให้ข้าฟัง แล้ว... ข้าต้องไปพบผู้อาวุโสที่ใดหรือขอรับ?"


    จินซวนเพียงพยักหน้ารับคำและเอ่ยสั่ง "ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปพบผู้อาวุโสม่อ ส่วนเจ้าพวกนี้..." เขาเหลียวมองคนเมาทั้งสอง "...เดี๋ยวข้าจะทิ้งข้อความสั้น ๆ ไว้ให้พวกเขาก็แล้วกัน ถึงอย่างไรพวกเราก็มีกำหนดการเดินทางกลับสำนักในอีกครึ่งวัน ยังมีเวลาเหลือเฟือ ไม่ต้องรีบร้อนนักก็ได้"


    "ขอรับ" หลี่ซวนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม


    และแล้วจินซวนก็หันหลัง ก้าวเดินนำทางเขาออกจากเรือนพักไป

    ระหว่างทางที่เดินไป ทั้งสองก็พบเจอศิษย์สำนักเฟิงหยวนอยู่เป็นระยะ เมื่อศิษย์เหล่านั้นเห็นพวกเขา ก็รีบเดินเข้ามาประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม


    "คารวะศิษย์พี่จิน! คารวะศิษย์พี่หลี่!"


    จินซวนที่คุ้นชินกับเรื่องเช่นนี้อยู่แล้วจึงไม่ได้ใส่ใจอันใด เพียงพยักหน้ารับและยกมือขึ้นตอบรับการทักทาย ทว่าทางด้านหลี่ซวนที่เพิ่งเคยถูกเรียกขานเช่นนี้ไม่บ่อยนักกลับรู้สึกแปลก ๆ และเคอะเขินอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ยังคงรักษามารยาท ประสานมือตอบกลับไป


    เมื่อแผ่นหลังของคนทั้งสองเดินห่างออกไปจนลับสายตา เหล่าศิษย์ที่ยืนอยู่ก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น


    "ปีนี้สำนักหยุนซานประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้ว ว่าศิษย์พี่หลี่ซวนของเราได้เป็นอันดับหนึ่งร่วมกับแม่นางฉืออิง! แม้ว่าระดับอื่น ๆ สำนักเราจะติดเพียงหนึ่งในยี่สิบ แต่ถึงอย่างนั้น... ในที่สุดสำนักเฟิงหยวนของเราก็ลบคำสาปที่ไม่มีคนติดหนึ่งในสิบมาตลอดร้อยปีได้เสียที!"


    "ใช่แล้วล่ะ! สำนักเรามีศิษย์พี่หลี่ซวนอยู่ ต่อไปศิษย์สำนักอื่นใครจะกล้ามาหาเรื่องข่มเหงพวกเราได้อย่างไร!"


    หลังจากนั้นกลุ่มศิษย์เหล่านั้น ก็สนทนาเรื่องต่างๆของตนต่อไป


    ...


    กลับมาทางด้านหลี่ซวนที่กำลังเดินตามหลังจินซวนไปอย่างเงียบ ๆ ในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยถามความสงสัยในใจออกมา


    "ศิษย์พี่จิน เหตุใดจู่ ๆ พวกเขาถึงเปลี่ยนมาเรียกข้าว่าศิษย์พี่ด้วยกันเล่า ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย ข้าเพิ่งเข้าสำนักมาไม่นานเองนะขอรับ?"


    จินซวนได้ยินดังนั้นก็หันมาตอบตามตรง "นั่นก็เป็นเพราะสำนักได้ประกาศให้เจ้าเลื่อนขั้นเป็นหนึ่งใน 'ศิษย์หลัก' คนใหม่แล้วยังไงล่ะ ถึงแม้ข้าจะไม่รู้เหตุผลแน่ชัด ว่าเหตุใดผู้อาวุโสถึงไม่มอบอันดับที่สูงกว่านี้ให้เจ้าหรือเทียบเท่ากับข้า แต่อย่างน้อยเจ้าก็เป็นหนึ่งในศิษย์หลักแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งที่เจ้าแสดงออกมาให้เห็น... เจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครครหาหรอก"


    หลี่ซวนได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ศิษย์หลัก? ข้าเนี่ยนะขอรับ?!"


    "อืม ทำไมล่ะ? หรือว่าเจ้าไม่ดีใจงั้นหรือ?" จินซวนเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย


    "ไม่ใช่ไม่ดีใจขอรับ แต่ว่า..." หลี่ซวนลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไปตามตรง "ผู้อาวุโสไม่ได้บอกพวกท่านหรือขอรับ ว่าข้ามี 'รากวิญญาณสี่ธาตุ' ...ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ เหตุใดข้าถึงยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศิษย์หลักได้?"


    เมื่อได้ยินคำตอบนั้น จินซวนก็ถึงกับชะงักฝีเท้าและหันขวับมามองหลี่ซวน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด


    "เจ้ามีรากวิญญาณสี่ธาตุงั้นรึ?! ซ้ำยังสามารถฝึกฝนจนแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียว?!"


    หลี่ซวนทำเพียงพยักหน้ารับเงียบ ๆ


    จินซวนจ้องมองหลี่ซวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวและพยักหน้าช้า ๆ "อืม... ถ้าเช่นนั้น ข้าก็พอจะเข้าใจเหตุผลของผู้อาวุโสแล้ว ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่มอบตำแหน่งศิษย์หลักระดับสูงให้แก่เจ้า..."


    บรรยากาศเงียบสงบลงชั่วอึดใจ ก่อนที่จินซวนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังกว่าเดิม


    "แต่ถึงกระนั้น อนาคตก็คือสิ่งที่ไม่แน่นอน... แม้ในหน้าประวัติศาสตร์ ข้าจะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าผู้ที่มีรากวิญญาณมากกว่าสามธาตุจะสามารถทะลวงเข้าสู่ 'ระดับแก่นวิญญาณ' ได้ แต่ทว่า..." จินซวนสบตาหลี่ซวนนิ่ง "...แต่การที่เจ้าสามารถฝึกฝนจนแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ มันก็พิสูจน์แล้วว่าอนาคตของเจ้าใช่ว่าจะไร้วาสนาจนเป็นไปไม่ได้... เพราะฉะนั้น จงอย่าได้ถอดใจยอมแพ้ไปเสียก่อนล่ะ"


    หลี่ซวนที่ปกติมักจะรักษาสีหน้าเรียบเฉย ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากปากของจินซวน


    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีคนล่วงรู้ว่าเขามีรากวิญญาณสี่ธาตุ คนเหล่านั้นล้วนแต่ถอนหายใจ ส่ายหน้า และด่วนตัดสินอนาคตของเขาไปแล้ว ทว่าบุรุษตรงหน้ากลับไม่ทำเช่นนั้น ซ้ำยังแสดงความรับผิดชอบในฐานะ 'ศิษย์พี่ใหญ่' ด้วยการมอบคำแนะนำและกำลังใจอันมีค่าให้แก่เขาอย่างจริงใจ


    หลี่ซวนรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขายิ้มรับบาง ๆ และสลักชื่อของบุคคลผู้นี้เอาไว้ในความทรงจำ


    "ขอบคุณขอรับ... ศิษย์พี่จิน"


    ...


    หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาทั้งสองก็เดินลัดเลาะมาจนถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่งของสำนักหยุนซาน ถ้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างขวางพอสมควร แม้จะเป็นเพียงถ้ำหิน แต่การประดับตกแต่งภายนอกกลับดูหรูหราและบ่งบอกถึงฐานะของผู้ที่พำนักอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี


    เมื่อมาถึงหน้าปากถ้ำ จินซวนก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งและกล่าวรายงานตัวอย่างนอบน้อม หลี่ซวนเห็นก็ทำตามทันที


    "ผู้อาวุโส... ศิษย์หลักสำนักเฟิงหยวน จินซวน นำศิษย์หลักหลี่ซวนมาเข้าพบผู้อาวุโสแล้วขอรับ"


    สิ้นคำกล่าว เพียงไม่นาน หลี่ซวนก็สัมผัสได้ถึงกระแสไอเย็นเยียบสายหนึ่งที่แผ่ซ่านทะลุผ่านร่างกายของเขาไปชั่วขณะ ราวกับกำลังถูกสายตาที่มองไม่เห็นตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนที่จะมีเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังดังก้องออกมาจากภายในถ้ำ


    "เด็กน้อยหลี่มาแล้วสินะ... เข้ามาสิ"


    เมื่อสิ้นเสียงนั้น ค่ายอาคมป้องกันที่ปิดกั้นบริเวณปากถ้ำก็พลันคลายตัวออก เปิดทางสว่างให้พวกเขาสามารถเดินเข้าไปด้านในได้


    เมื่อเห็นเช่นนั้น จินซวนก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันมาเอ่ยกับหลี่ซวน


    "เจ้าเข้าไปพบผู้อาวุโสเถิด ข้าจะยืนรอเจ้าอยู่ตรงนี้แหละ"

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน