หญิงสาวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะอธิบายให้เขาเข้าใจ โดยเธอซ่อนกล่องพัสดุอันน่าอับอายไว้ข้างหลัง
“ฉันแซ่เว่ย เว่ยหลิงเจา แม่ของฉันเว่ยฉีแต่งงานเป็นภรรยาพ่อของนายหลินหงหลี่ ฉันอายุ 25 ปี จากข้อมูลที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้จากปากพ่อ ดูเหมือนว่านายจะอายุน้อยกว่าฉัน 5 ปี เพราะฉะนั้นนายก็ควรจะเรียกฉันว่าพี่ ทีนี้เข้าใจหรือยัง”
ตั้งแต่แม่จากไป เขาก็มีแม่ใหม่และน้องสาว แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นอดีต พวกเธอออกไปจากบ้านหลังนี้แล้ว เพราะฉะนั้นผู้หญิงตรงหน้าที่อ้างตัวเป็นพี่สาวสำหรับเขายังไงก็เป็นได้เพียงคนแปลกหน้า
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวนะ” เว่ยหลิงเจารีบเดินผ่านเขาเข้าไปที่ห้องตัวเอง หลังจากปิดประตูล็อคกลอนแน่นสนิท ก็หอบหายใจหนักๆ ยิงพิงกำแพงในสภาพอกใหญ่ๆ เคลื่อนไหวสะท้อนใต้ผ้าคลุมอาบน้ำสีขาว
เหลือบมองดูกล่องพัสดุในมือก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด อยากจะปามันทิ้งเหลือเกิน แต่อนิจจา สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเก็บมันไว้
“ไอ้บ้าเอ้ย นี่เหรอคือท่าทีของน้องชาย เขาห่างจากฉันตั้ง 5 ปี ดีล่ะ หลังจากนี้คงต้องอบรมสั่งสอนสักหน่อย” เว่ยหลิงเจาพึมพำกับตัวเองด้วยวงแก้มขึ้นสี เปิดกล่องพัสดุในมือ มันคือเซ็กส์ทอยสีม่วง มีความยาวราว 7 นิ้ว โดยตรงหัวเหมือนกับหนามสว่าน
จากที่เธอเคยอ่านผ่านเว็บไซต์ เราสามารถเลือกระดับความแรงของสว่านที่ปลายหัวได้
เว่ยหลิงเจาขดตัวอยู่บนเตียงนอน ในขณะที่ใช้ของเล่นช่วยตัวเองในห้องเงียบๆ
..........
หลินอู๋เฉินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรายชื่อของน้องสาวและแม่บุญธรรมที่อยู่ด้วยกันมานับสิบปี ทว่าพอกดหมายเลขโทรออกไปก็ได้ยินว่าเบอร์นี้ถูกระงับนานแล้ว
“ดูเหมือนว่าสองคนจะใช้เบอร์ใหม่ คงต้องไปหาถึงที่ จะได้เอาของขวัญไปให้ด้วย”
ชายหนุ่มเตรียมของขวัญราคาแพงก่อนเดินทางแล้ว ต่อให้ทั้งคู่ไม่อยู่ที่นี่แล้วก็ตาม สำหรับเขาก็ยังถือเป็นหนึ่งในครอบครัวอยู่ดี
จะว่าไปสมัยตอนอายุ 15 ปี ตัวเขาในตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจการมีอยู่ของสองคนแม่ลูกนัก เพราะมัวแต่คิดเรื่องเรียนต่อ สุดท้ายจึงตัดสินใจเดินทางไปเมืองชุนเหลียน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ต่อในระดับมหาลัยที่นั่น
หลินอู๋เฉินเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า แล้วเดินไปที่ห้องตัวเอง
บ้านหลังนี้ค่อนข้างเล็กแต่ก็มีห้องเพียงพอให้พักอาศัย มันเป็นบ้านสไตล์โบราณ เพราะงั้นส่วนหนึ่งจึงเป็นฉากกั้นไม่แข็งแรง หรือบางส่วนอาจทำมาจากกระดาษไม่สามารถกันเสียงจากห้องข้างๆ ได้
เช่นในขณะนี้กำลังได้ยินเสียงของเว่ยหลิงเจาที่เพิ่งปิดประตูไป
“เธอคงไม่ได้ช่วยตัวเองด้วยเซ็กส์ทอยอยู่หรอกนะ...”
หลินอู๋เฉินที่ได้ยินเสียงช่วยไม่ได้น้องชายที่อยู่ใต้หว่างขาดันผงาดขึ้นมา
เรื่องราวบนขบวนรถไฟได้กลับมาปะทุอีกครั้งเพราะเสียงคร่ำครวญครางในห้อง มันราวกับลาวาแผดเผาหัวใจ ตั้งแต่ต้นจนมาถึงบ้านหลังเดิม เขายังไม่ได้ปลดปล่อยมันออกไปด้วยซ้ำ
เวลานี้อุณภูมิร่างกายจึงสูงลิ่ว ดังเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผา ต้องรีบดับร้อนด้วยธารน้ำสะอาด
“นี่! เบาเสียงหน่อยสิ ขืนเธอทำเสียงดังแบบนี้ ฉันได้หูเสียกันพอดี” เขาอดไม่ได้ต้องการตะโกนบอก ผู้หญิงคนนี้ปกติเป็นแบบนี้หรือเปล่าเมื่ออยู่บ้านคนเดียว มันน่าคิดนะ
เว่ยหลิงเจาที่กำลังจะเสร็จถึงกับตกใจ ใบหน้าเผยความหวาดหวั่น แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรด้วยเสียงของเขาที่ตวาดลอดเข้ามาในห้อง ทำให้กลีบเนื้ออ่อนนุ่มของเธอตอดรัดแท่งเสียวแน่นจนต้องปล่อยน้ำออกมา
หญิงสาวนอนก่ายบนที่นอน วงหน้าสีแดงทอแววโกรธขึง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงร่างกายของตัวเองที่ต้องการมากกว่านี้
“คนเลว ทำเป็นไม่ได้ยินก็สิ้นเรื่อง...เฮ้อเมื่อไหร่พ่อแม่จะกลับมานะ ฉันจะได้จัดการกับเขา!”
เว่ยหลิงเจาเอนกายเปลือยบนที่นอน ในสภาพร่องเสียวมีแท่งหมุนอยู่ในรู อวัยวะเพศสีชมพูมีขนสีดำปกคลุมอยู่รำไร ดังป่าเขาที่มีธารใสไหลเอื่อยๆ
หลินอู๋เฉินเข้ามาในห้องของตัวเองแล้ว แต่ยังได้ยินเสียงของเธออยู่
“บ้าจริง ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จักละอายใจบ้างหรือไง ทั้งๆ ที่ตัวเองอายุเยอะกว่าแท้ๆ แต่ไม่มีคุณวุฒิพอที่จะให้ฉันเรียกว่าพี่ แข็งกระด้าง หยาบคายและเงี่ยนทุกเวลา ไม่น่ารักเท่าซือซือ...”
นั่นคือคำนิยามที่เขามีให้กับลูกสาวคนใหม่ของพ่อ
กวาดสายตามองรอบห้อง ที่นี่ยังเหมือนเดิมกับเมื่อห้าปีก่อน ไม่มีฝุ่น ทุกอย่างยังใหม่อยู่ ดูเหมือนว่าหลังจากรู้ว่าเขาจะกลับมาที่นี่ก็ถูกทำความสะอาดใหม่เอี่ยม ทำให้เขารู้สึกพอใจไม่น้อย
ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหน ดังนั้นเขาจึงนั่งลงบนเตียงแล้วเปิดเพลงฟัง แต่ช่างน่าเสียดาย เสียงเพลงดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลยเพราะมันถูกกลบด้วยเสียงครางของยายพี่สาวหน้าไม่อาย
หลินอู๋เฉินนวดขมับตัวเอง มองอีกฝั่งของกำแพงห้องด้วยนัยน์ตาแววโรจน์
นี่คือฉากกั้นสีขาวลายดอกเหมย แค่เอื้อมมือเลื่อนไปทางซ้ายก็จะทะลุไปถึงห้องข้างๆ นั่นหมายความว่าเขาสามารถเข้าไปหาเธอได้เพียงการขยับฉากเพียงเล็กน้อย
หลินอู๋เฉินที่อารมณ์พลุ่งพล่านตั้งต้นถูกปลุกเร้าขนาดนี้ไม่สามารถทนได้อยู่แล้ว อีกอย่างเธอช่างน่ารำคาญ ทั้งที่บอกให้ลดเสียงลงแต่ยังจงใจทำมันอีกครั้ง
แบบนี้หากไม่ใช่การท้าท้ายแล้วจะเรียกว่าอะไร
ชายหนุ่มเลื่อนฉากกั้นดอกเหมย ค่อยพบกับเว่ยหลิงเจาที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักหน่วงบนเตียง โดยในมือมีแท่งเสียวที่กำลังขยับเข้าออกร่องรัก
มีเสียงลามกดังให้ได้ยินตลอดและเสียงเครื่องกำลังสั่นในรู...เป็นภาพที่ชวนให้ลุ่มหลงจนน่าประหลาด
“กรี๊ด....!” เว่ยหลิงเจากรีดร้องลั่นบ้าน ตกใจเพราะจู่ๆ ก็ถูกมองจากอีกด้านของฉากกั้น รีบขยับมือไม้พัลวัน นำผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ด้วยความกระดากอาย
หลังจากตั้งสติได้ เธอจึงมองหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ ตวาดเสียงดังมาก “เข้ามาทำไม ไม่รู้หรือไงว่าการทำแบบนี้มันผิด! ”
“แล้วเธอล่ะ เสียงดังขนาดนี้ไม่เกินไปหน่อยเหรอ ก็รู้นะว่าของพึ่งมาถึงก็เลยอยากร้อง แต่ช่วยนึกถึงคนอื่นบ้างจะได้ไหม” ระหว่างดุสายตาเขาไล่ต่ำลงมองเซ็กส์ทอยที่เพิ่งถูกใช้งาน
รับรู้ถึงสายตานั้นวงหน้าเธอยิ่งแดงพร่า หยิบมันเข้ามาในผ้าห่มทันที
“ขอโทษ มัน...ช่วยไม่ได้นี่นา ก็มันเสียว...จะให้เงียบได้ยังไง อีกอย่างคือมันเป็นห้องส่วนตัว นายไม่ควรเข้ามาแบบนี้ แล้วนั่นอะไรอยู่ที่เป้ากางเกงของนาย ทำไมมันถึงได้...” เว่ยหลิงเจาที่เพิ่งพูดไปถึงกับหายใจไม่ออก
ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสิ่งนั้น
อย่าบอกนะว่าเขามีอารมณ์ก็เพราะเธอ
แบบนั้นมันค่อนข้างแย่เลยไม่ใช่เหรอ
แต่เดี๋ยวสิแค่มองผ่านเป้าทำไมมันถึงได้ใหญ่ขนาดนั้น
แล้วถ้าหากเอามันออกมาจะมีสภาพยังไงนะ...
เว่ยหลิงเจาสะบัดความคิดบ้าๆ ออกไปจากหัว ไม่อยากจะนึกถึงมันอีก
“นี่เหรอ...” หลินอู๋เฉินรู้ว่าเธอกำลังหมายถึงอะไร ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
เห็นเขาขยับเข้ามาใกล้ เธอก็ยิ่งตระหนกตกใจกลัว ยิ่งช่วงห่างสั้นลงมาเท่าไหร่ ระยะคนทั้งสองก็แค่เอื้อมมือ หากเขาคิดร้ายแล้วหยิบผ้าห่มออกไปจากตัว ก็คงได้ยลโฉมร่างกายอันเปลือยเปล่าที่ซ่อนอยู่ภายใน...
เว่ยหลิงเจาจึงชิงพูดก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรลงไป “นี่...นายเพิ่งกลับมาบ้านหลังจากผ่านไป 5 ปีใช่ไหมละ งั้นทำไมไม่ใช้โอกาสนี้เดินทางดูสถานที่เก่าๆ ที่อยู่ในความทรงจำ”
“สถานที่เก่าๆ เหรอ...หื้ม ฟังดูน่าสนใจนะ”
“ใช่ไหมละ”
“แต่ว่า...”
“แต่ว่า...อะไรเหรอ”
เขาจงใจใช้สายตากำเริบเสิบสานมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า นั่นยิ่งทำให้เว่ยหลิงเจาขดตัวแน่น
“ฉันว่าตอนนี้มีสิ่งที่น่าสนใจกว่า ทำไมไม่ให้ฉันดูก่อนล่ะ หลังจากนั้นฉันจะไปดูสถานที่เก่าๆ ที่อยู่ในความทรงจำ”
“ฟังดูเข้าท่า...เอ้ยใช่ที่ไหนล่ะ นายมันบ้า รีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันจะแต่งตัว เดี๋ยวจะพาออกไปข้างนอกเอง!”
เว่ยหลิงเจาโยนหมอนใส่เขา ท่าทางกราดเกรี้ยวแต่ยังน่ามอง
ชายหนุ่มหัวเราะคิกคักก่อนจะยืนพิงกำแพงที่ติดกับฉากกั้น
“ยืนทำอะไรของนาย ก็บอกว่าให้ออกไปไง ฉันจะใส่เสื้อผ้าจากนั้นเราจะได้ไปข้างนอกกัน เดี๋ยวฉันจะขับรถพาชมเมืองโต่วโจวเอง!”
“ไม่ล่ะ”
“หมายความว่ายังไง!”
“ฉันจะเฝ้าเธอแต่งตัว”
“อะไรนะ...บ้าหรือเปล่า”
“มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ใช่เหรอ หากฉันเดินออกไปตอนนี้ ไม่แน่ว่าเธออาจจะช่วยตัวเองต่อก็ได้”
“จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้มีอารมณ์ขนาดนั้นซะหน่อย!”
“จริง...แล้วกลิ่นและน้ำนี่มันคืออะไร เธอจะปฏิเสธพวกมันยังไง”
“นั่นมัน...”
เว่ยหลิงเจาไม่มีข้อแก้ตัวอื่น
ตอนนี้สภาพห้องของเธอไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเตียงที่เปื้อนน้ำรักจนส่งกลิ่นฉุนกระตุ้นอารมณ์อยาก
“จะใส่เสื้อผ้าไม่ใส่ ถ้าหากไม่ใส่เดี๋ยวฉันจะช่วยเธอเอง”
“อย่าเข้ามานะ!” เว่ยหลิงเจาร้องบอกเมื่อเห็นเขาจะเข้ามาหาจริงๆ
“งั้นก็รีบๆ ใส่เสื้อผ้า เวลาของฉันมีจำกัด”
หญิงสาวกัดฟันแน่น นิ้วมือกำผ้าห่มด้วยความโกรธ แต่สุดท้ายก็ต้องจนด้วยเกล้า เพราะมันเป็นทางเลือกเดียวไม่งั้นเขาคงเข้ามาทำไม่ดีไม่ร้ายจริงๆ
เธอห่อตัวเองด้วยนวมผืนหนา ใช้เท้าเขี่ยชุดที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ระหว่างขั้นตอนดังกล่าวหลินอู๋เฉินเพียงยืนมองอยู่ที่เดิม