คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 83 : ทัณฑ์อัสนี

     

              ได้ยินดังนั้น เหล่าศิษย์สายตรงหน้าตำหนักก็กลายเป็นบ้าใบ้โดยพลัน แม้หลายคนจะคาดหวังว่าความสามารถชิลจะเป็นดังเช่นซาเนีย ทว่าเรื่องคิดเอาชนะระดับคลายสมดุล ฟังอย่างไรก็ยังดูเป็นสิ่งเพ้อฝันอยู่ดี

     

              “อวดดีนัก!”

     

              ชิมเบียเค้นเสียงในลำคอ มันไม่กล้าพูดดัง เพราะกลัวโดนครุสตวาดใส่ดังเช่นคราเรวาทก่อนหน้า

     

              “เจ้าเด็กนั่นเหตุใดถึงมิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อยู่เพียงผสานกายกลับคิดเอาชนะคลายสมดุลรึ ช่างโง่เขลานัก”

     

              “หึ หากมันสามารถชนะได้จริง ข้าจะยอมคลานลงเขาดังเช่นสุนัข”

     

              “อย่าว่าแต่คลานลงเขาเลย ถ้าเกิดขึ้นจริง ข้าผู้นี้จะเรียกมันว่าปู่”

     

              บุรุษทั้งสี่ถกเถียงกันเสียงค่อย พวกมันเป็นเช่นเดียวกับชิมเบีย ที่รู้สึกไม่พอใจชิลแต่ไม่กล้าด่าทอเสียงดัง ทั้งนี้พวกมันทุกคนดูออกว่า ครุสชมชอบชิลมากเป็นพิเศษ

     

              “หนุ่มน้อย มีความมั่นใจมันก็ดีอยู่หรอก แต่มั่นใจมากไป มันจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าอวดดี”

     

              ครุสยิ้มราวกับบิดาผู้กล่าวสั่งสอนลูกรัก

     

              “หากมิใช่สิ่งที่สามารถ ข้าจะไม่มีวันกล่าว” 

     

              ชิลตอบกลับด้วยท่าทางเฉยเมย ก่อนหรี่ตามองไปยังเจ้ากลมที่เริ่มม้วนตัวไปมาอยู่ข้างเท้า

     

              “เห็นคราแรกเจ้าบอกเพียงมาเดินเล่นมิใช่รึ เหตุใดจึงอยากประลองเสียแล้ว”

     

              จู่ๆฟาลินก็กล่าวขึ้นเสียงดัง นางต้องการทำให้ชิลอับอาย ด้วยการพูดทำนองว่าเขาเป็นผู้กลับคำตนเอง

     

              “ใช่ข้าเพียงมาเดินเล่น”

     

              ชิลหันมองฟาลิน ก่อนเลื่อนสายตาไปทางครุส 

     

              “แต่หากมีสิ่งของตอบแทนสำหรับการประลอง ข้าก็จะคิดดูใหม่”

     

              “นี่เจ้า!!!”

     

              ทันทีฟาลินได้กลายเป็นเดือดราวกับกาน้ำร้อนรนไฟ ไม่เพียงแต่นางเท่านั้น ศิษย์สายตรงทุกคนยกเว้นศิษย์ทั้งสองของผู้อาวุโสทรีมอส ก็ใกล้ที่จะทนต่อไปไม่ไหว เหตุใดเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนผู้นี้ถึงดูน่ารังเกียจนัก ทั้งอวดดี ยโส หยิ่งผยอง และไร้ยางอาย

     

              ทว่าก่อนที่ทุกคนจะเริ่มรุมประณามชิล เสียงหัวเราะครุสก็ดังขึ้น

     

              “ฮ่าๆๆ หนุ่มน้อยนับว่าเจ้ากล้าหาญนัก”

     

              กล้าหาญ!!!!

     

              เหล่าศิษย์สายตรงแทบกลายเป็นบ้า ใบหน้าพวกมันทุกคนเริ่มบิดเบี้ยวไปด้วยความสับสน อย่างไรเรื่องนี้ก็ยังพอหาเหตุผลในตัวมันได้ ต้องบอกว่า คำกล่าวเบี้ยเลวนับอวดดี คำกล่าวขุนพลนับกล้าหาญ

     

              ถึงอย่างนั้นเมื่อจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มนัยน์ตาองุ่นผู้ยืนทำหน้านิ่งอยู่ข้างก้อนหินหน้าตาประหลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีเค้าโครงของความเป็นขุนพล

     

              “เช่นนั้น...”

     

              ครุสกล่าวพลางโบกมือเรียกยาออกมาสองเม็ด หนึ่งคือเม็ดทรงกลมสีแดง สองคือเม็ดทรงกลมสีทอง 

     

              “หากเจ้าประลองกับข้า ก็รับเม็ดแดงไป แต่ถ้าเจ้าสามารถชนะข้าได้ดังที่ว่า ก็รับเม็ดสีทองนี่ไป”

     

              ศิษย์สายตรงทุกคนอ้าปากค้างไปกับสิ่งที่เห็น แม้ไม่รู้ว่าเม็ดยาสีทองคืออะไร ทว่าเม็ดยาสีแดงพวกมันทุกคนล้วนรู้จักดี

     

              “ข้ามิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่ นั่นคือเม็ดยาขับเคลื่อน!!”

     

              “บ้าไปแล้ว! เพียงแค่เริ่มประลองก็ได้เม็ดยาขับเคลื่อน เหตุใดข้าจึงไม่คิดยื่นข้อเสนอเช่นนั้นบ้าง”

     

              “เจ้าเป็นบ้ารึ แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ดูก็รู้ว่าท่านครุสคาดหวังในตัวเด็กนั่นมาก หึ! ข้าขอแช่งให้มันพ่ายแพ้ภายในสามวิ”

     

              ผู้คนหน้าตำหนักประชุมเริ่มถกเถียงกันอย่างวุ่นวาย ทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งที่ตอนนี้สายตาของมันเต็มไปด้วยความโลภอันไร้ขอบเขต คนผู้นั้นก็คือชิมเบีย

     

              เรื่องสังหารคนผู้หนึ่งเพียงเพื่อยาเม็ดเดียว ภายในหุบเขาจัตุรัสยักษามักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อย่างไรด้วยการสังหารในที่ลับตาบวกอำพรางหลักฐาน การสืบทราบเรื่องเหล่านี้จึงเป็นไปได้ยาก

     

              ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางคนที่โง่เขลาทิ้งหลักฐานเอาไว้จนโดนจับได้ แต่มั่นใจได้ว่าเรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับบุรุษนามชิมเบีย

     

              ทิ้งช่วงสักพัก ครุสจึงโบกมือส่งเม็ดยาขับเคลื่อนให้ชิลด้วยพลังงานสวรรค์ นี่ทำให้ใบหน้าภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนมีความสุขเล็กน้อยเมื่อได้รับของสิ่งนี้

     

              ต้องรู้ว่าคราที่แล้วเพียงเม็ดยาขับเคลื่อนของลาม่อนเม็ดเดียว ก็ทำให้รากฐานทั้งสองของเขา ยกระดับขึ้นด้วยความเร็วที่น่ากลัว หากได้ซึมซับมันพร้อมกับเม็ดยาฝึกฝน มิพ้นรากฐานสวรรค์ได้ตัดผ่านเข้าสู่วัฏจักรเคลื่อนย้ายในเร็ววัน

     

              ‘ดูเหมือนยมทูตจะเร่งเรียกหาดวงวิญญาณผู้อาวุโสสี่แห่งวังเมฆาสูญสิ้น’

     

              ชิลยิ้มพลางเหลือบมองเม็ดยาสีทองที่อยู่ในมือครุส หากเขาจำไม่ผิด มันต้องเป็นเม็ดยาคลายฟ้า ที่แม้ในแผ่นดินทองก็ยังนับเป็นสิ่งหายาก

     

              ถึงศิษย์สายตรงทุกคนจะไม่มีปฏิกิริยากับมัน แต่หากผู้อาวุโสทรีมอสซึ่งมีความรู้ด้านการปรุงยาอยู่ที่นี่ จะต้องบ้าคลั่งเป็นแน่ เมื่อรู้ว่าครุสนำเม็ดยาคลายฟ้าออกมาเป็นของรางวัล

     

              ต้องรู้ว่าเม็ดยาคลายฟ้าเพียงเม็ดเดียว สามารถทำให้ระดับคลายสมดุลตัดผ่านจุดตีบตันขึ้นไปสู่อีกบทได้ ไม่ต้องพูดถึงระดับผสานกายเลยว่าหากซึมซับมันเข้าไปจะเป็นเช่นไร ถึงอย่างนั้นผู้คนส่วนใหญ่ก็มักเลือกไม่ใช้มันขณะที่มีระดับรากฐานฝึกฝนต่ำ เพราะจะเป็นการเสียของเปล่าๆ

     

              ด้วยเม็ดยาคลายฟ้าเม็ดนี้ ความจริงครุสได้รับมาจากอาจารย์ของเขา เพื่อใช้มันเป็นตัวดันผ่านสู่บทที่สามของระดับคลายสมดุล อย่างไรเขาก็คิดว่ามันคุ้มค่า หากจะใช้มันแลกเปลี่ยนกับการรับรู้ตัวตนอัจฉริยะระดับผสานกายผู้สามารถล้มคลายสมดุลได้ 

     

              “เอาล่ะ เข้ามา”

     

              ครุสยิ้มพร้อมเคลื่อนพลังงานสวรรค์ไปรอบร่าง เกิดเป็นประกายสายฟ้าสีทองหมุนวนฉีกกระชากกระแสลมด้านข้างจนขาดวิ่น เขาเร่งใช้พลังมากกว่าคราซาเนียหนึ่งระดับ เพราะคาดว่าชิลจะต้องมีดีเหนือกว่านาง

     

              “จะเป็นไรหรือไม่ หากข้าขอใช้สัตว์อสูรคู่สัญญา” 

     

              ชิลกล่าวเสียงเรียบพลางยกเท้าก้าวออกไปด้านหน้า พร้อมเจ้ากลมที่โดดตามมาด้านหลัง

     

              “ฮ่าๆ แน่นอน สัตว์อสูรคู่สัญญานับเป็นตัวตนเดียวกับผู้เป็นนาย แม้เจ้าจะใช้มันสักร้อยตัวก็ไม่ผิด” 

     

              ครุสแสดงท่าทางอารมณ์ดี เนื่องจากเขาคาดเดาถูก ว่าหินหน้าตาประหลาดด้านข้างชิลคือสัตว์อสูรคู่สัญญา 

     

              ‘หากอาจารย์รู้ว่ามีระดับผสานกายสามารถสร้างพันธะสัญญากับสัตว์อสูรได้ ท่านคงรีบมาที่นี่เพื่อจับตัวเขาไปเป็นศิษย์แน่’

     

              ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์สายตรง ร่างทรงกลมสีครามจู่ๆก็สั่นไปมา ก่อนที่แขน ขา ขนาดเล็กจะโผล่ออกมาจากหิน

     

              “ไป” 

     

              ชิลนำมือไขว้หลังพลางออกคำสั่งโจมตีผ่านทางคลื่นจิตวิญญาณ

     

              เมื่อรับรู้คำสั่ง ทันทีหินทรงกลมสีครามได้ดีดตัวเลือนหายไปจากจุดเดิม พร้อมปรากฏขึ้นด้านหน้าครุส

     

              ความเร็วนี้อาจเทียบได้กับซาเนียหรือช้ากว่าเพียงเล็กน้อย

     

              ด้วยความตกใจ ครุสทำการระเบิดกระแสไฟฟ้าออกมารอบร่างเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของมัน ทว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม

     

              ไม่เพียงแต่ไม่หยุด เจ้ากลมกลับใช้พลังงานปฐพีดิบดันตัวเองให้พุ่งจู่โจมเร็วขึ้น ราวกับกระแสไฟฟ้าสีทองไม่อาจทำอะไรมันได้

     

              ปัง!! 

     

              ร่างครุสถูกดันถอยไปด้านหลังในท่ายืน จนเกิดรอยทางยาวจากเท้าทั้งสองข้างลากไปตามพื้นประมาณห้าเมตร

     

              เห็นดังนั้น ศิษย์สายตรงทุกคนก็ล้วนแข็งค้างจนกลายเป็นหิน หากเปลี่ยนพื้นดินที่นี่เป็นทราย พวกมันทุกคนคงพร้อมใจเอาหัวมุดลงไปแล้ว ทั้งนี้อาจพอทำใจยอมรับเรื่องซาเนียทำให้ครุสหลุดออกจากจุดยืนเดิมได้ แต่กับสัตว์อสูรตัวน้อยที่ทำได้เช่นกัน เป็นสิ่งที่พวกมันเกินกว่าจะรับไหว

     

              ‘นี่ข้ามิอาจเทียบได้แม้กับเดรัจฉาน’

     

              ทุกคนรวมถึงลาลาเวียและเซเลลอฟเริ่มรู้สึกอยากกลับบ้านแปลกๆ กระทั่งชิมเบียที่อยากแย่งชิงเม็ดยาจากชิล ยังต้องคิดทบทวนดูใหม่

     

              “มันคือสัตว์อสูรระดับใดกัน เหตุใดจึงแข็งแกร่งนัก” 

     

              ครุสกล่าวพลางเบิกตาจ้องมองเจ้ากลม คราแรกเขาคาดเดาว่าเป็นสัตว์อสูรวิญญาณขาว เพราะเพียงแค่ระดับนั้น การสร้างพันธะสัญญาด้วยผสานกายยังนับว่ายาก แต่เมื่อดูจากความแข็งแกร่งของมัน ก็รู้ทันทีว่าเขาคิดผิด

     

              ‘อย่างต่ำเจ้าหินสีครามนี่ก็ต้องวิญญาณเทาขึ้นไป’

     

              “มิต้องใช้สมองคิดคาดเดาให้ลำบาก เพียงปะทะกับมันสักครู่ก็จะเข้าใจเอง” 

     

              ชิลกล่าวพร้อมสั่งให้เจ้ากลมโจมตีต่อ

     

              พริบตา หินสีครามก็เลือนหายไปปรากฏด้านข้างครุสในมุมอับสายตา

     

              ทว่าเพียงเสี้ยววิ สัมผัสจิตวิญญาณครุสก็สามารถตรวจหาเจ้ากลมพบ ทันทีมือที่เต็มไปด้วยประกายสายฟ้าได้โบกสะบัดปัดเจ้าก้อนทรงกลมสีครามขึ้นไปบนฟ้า พร้อมยกมืออีกข้างยิงสายฟ้าสีทองใส่มัน

     

              เปรี้ยง!! 

     

              ร่างอันไหม้ดำของเจ้ากลมร่วงหล่นลงมาจากฟ้า แต่ก่อนถึงพื้น มันก็ใช้พลังงานปฐพีดิบดีดตัวกลับมายืนอยู่ด้านหน้าชิลราวกับมิได้รับผลกระทบใดจากทักษะประกายสายฟ้าเมื่อครู่

     

              ‘ต้านได้แม้กระทั่งทักษะระดับลึกลับงั้นรึ!’

     

              ใบหน้าครุสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาได้เพิ่มระดับของเจ้าสัตว์อสูรทรงกลมตัวน้อยขึ้นไปอีกหนึ่ง โดยคาดว่ามันจักต้องเป็นสัตว์อสูรวิญญาณดำขึ้นไป สิ่งนี้ทำให้เขาเลิกความคิดที่จะใช้ความแข็งแกร่งเพียงแปดส่วนประลองกับชิล

     

              “หนุ่มน้อย สัตว์อสูรคู่สัญญาเจ้า ช่างน่าอัศจรรย์นัก”

     

              สิ้นคำกล่าว ร่างครุสก็ลอยขึ้นไปในอากาศ พร้อมปรากฏสายฟ้าสีทองมากมายลั่นคำรามบนฟ้า

     

              ไม่นานมวลเมฆสีดำขนาดใหญ่ก็ค่อยๆเคลื่อนที่เข้ามาปกคลุมเหนือน่านฟ้าภูเขาตำหนักประชุม สร้างความตื่นตาแก่เหล่าศิษย์สายตรง รวมถึงผู้รับใช้ที่สังเกตเห็นจากระยะไกลด้านนอก ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสที่ต้องหยุดงานของตนเดินออกมาดู

     

              “คลื่นพลังงานที่น่าหวาดหวั่นนั่นมันอะไรกัน”

     

              จากานยืนมองเมฆดำที่ก่อตัวขึ้นเหนือตำหนักประชุมจากระยะไกล

     

              “อาจมีศิษย์สายตรงบางคนทำให้ท่านครุสรู้สึกอยากเอาจริงขึ้นมา”

     

              กีนัสที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าว ก่อนก้มหน้าใช้พู่กันขีดเขียนลงบนแผ่นกระดานในมือ

     

              “เอาจริงเรอะ! แม้ท่านกับข้าร่วมมือกัน การล้มท่านครุสก็ยังถือเป็นเรื่องยาก” 

     

              จากานกล่าวพร้อมเลื่อนสายตากลับมาที่กองสมบัติด้านหน้า ในตอนนี้เขาได้มาตรวจสอบของรางวัลสำหรับภารกิจ ณ ตำหนักสมบัติ ซึ่งผู้อาวุโสกีนัสเป็นผู้ดูแล

     

              “บางทีมันอาจเป็นเหล่าสิบอันดับตลอดกาล ท่านก็รู้ว่าพวกนั้นแข็งแกร่งขึ้นทุกปีราวกับสัตว์ประหลาด” 

     

              กีนัสยิ้มเล็กน้อย พร้อมนำปลายพู่กันในมือขึ้นมาเกาหัว

     

              จากานมิได้ตอบกลับอะไร พลางหันมองเมฆครึ้มสีดำที่เริ่มขยายตัวออกเป็นวงกว้างผ่านหน้าต่างจากระยะไกล

     

              ตอนนี้ ณ ภูเขาตำหนักประชุม ประกายสายฟ้าสีทองได้วิ่งพล่านทั่วท้องฟ้า ร้องคำรามลั่นราวกับเสียงของสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ กลางพื้นที่หน้าตำหนักได้ปรากฏพายุขนาดใหญ่พัดเหล่าศิษย์สายตรงกระจายไปโดยรอบ พวกมันทุกคนล้วนไม่อาจต้านทานความรุนแรงจากกระแสลมครานี้ได้

     

              ซาเนียผู้มีปริมาณพลังงานสวรรค์เหลือน้อยนิดก็มิวายโดนไปด้วย ทว่าลาลาเวียได้เข้ามาช่วยใช้โล่พลังงานสวรรค์ต้านแรงลมไว้ให้ อย่างไรก็ใช่ว่าทั้งคู่จะไม่ถูกพัดถอยออกมา

     

              ทั้งนี้มีเพียงชิลและเจ้ากลมเท่านั้นที่ยังคงยืนต้านแรงลมอย่างนิ่งเฉยอยู่ได้

     

              ไม่นานกระแสลมอันรุนแรงก็เริ่มก่อตัวจนกลายเป็นกำแพงพายุล้อมรอบพื้นที่ระหว่างชิลและครุสไว้

     

              “หืม...” 

     

              ชิลหันมองกำแพงพายุ ก่อนเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย 

     

              “ดูเหมือนท่านอยากให้ข้าสู้เต็มที่ ถึงขนาดสร้างกำแพงพายุขึ้นกันสายตาและสัมผัสจิตวิญญาณจากผู้คนภายนอก”

     

              “นั่นถูกเพียงครึ่งเดียว”

     

              ครุสหรี่ตาพลางจ้องมองชิล

     

              “หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าในตอนนี้ได้ นิกายธาราสวรรค์ของข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เจ้ายอมเข้าร่วม”

     

              “พูดเช่นนั้น ไม่กลัวข้าแกล้งแพ้เพราะไม่อยากเข้าร่วมนิกายท่านรึ”

     

              ชิลกล่าวพลางเงยหน้ามองครุสที่ลอยอยู่บนฟ้า

     

              “หึ นั่นสุดแล้วแต่เจ้า!”

     

              สิ้นเสียง มือที่สวมไว้ด้วยแหวนทองสามวงก็วาดขึ้นไปในอากาศด้านหน้า ทันทีท้องฟ้าภายใต้เมฆสีดำก็สว่างวาบ ก่อนปรากฏสายฟ้าสีทองริ้วใหญ่ผ่าลงมาตรงชิล

     

              พริบตา เจ้ากลมได้ดีดตัวพุ่งขึ้นไปปะทะกับริ้วสายฟ้าอย่างรวดเร็ว

     

              ปัง!!! 

     

              แรงปะทะจากการพุ่งชนของเจ้ากลมกับสายฟ้าสีทอง ส่งผลให้เกิดประกายสายฟ้ากระจายไปทั่วผืนฟ้า ไม่นานหินสีครามที่ไหม้เกรียมก็ร่วงหล่นลงมายืนบนพื้น ก่อนเซไปมาและล้มลง

     

              “ไม่เลว โดนทัณฑ์อัสนีเข้าไป กลับเพียงหมดสติ หากเป็นศิษย์สายตรงด้านนอกคงกลายเป็นเนื้อบดไปแล้ว”

     

              ครุสยิ้มกริ่มพลางมองไปยังเจ้ากลมที่นอนสลบอยู่ด้านหน้าชิล

     

              ต้องรู้ว่าทัณฑ์อัสนี เป็นทักษะระดับตำนานที่เมื่อใช้คู่กับทักษะเมฆาลือลั่นซึ่งเป็นทักษะใช้เรียกเมฆพายุ จะทำให้ความรุนแรงของสายฟ้ามีมากขึ้นกว่าเดิมสองเท่า นี่ยังไม่นับเรื่องที่ครุสมีพรสวรรค์วิญญาณอัสนี ที่ส่งเสริมทักษะประเภทสายฟ้าอีก

     

              ซึ่งหากพูดตามตรง ทัณฑ์อัสนีที่เจ้ากลมปะทะไปเมื่อครู่ มีความรุนแรงมากกว่าทัณฑ์อัสนีทั่วไปถึงสามเท่า จึงมิแปลกที่มันจะจบลงด้วยการสลบ

     

              มองร่างเจ้ากลมอยู่สักพัก ไม่นานชิลก็โบกมือเพื่อรับมันเข้าไปพักในมิติพันธะสัญญา ก่อนเงยหน้ามองครุสพร้อมเรียกดาบคู่สีทองออกมาไว้ในมือ

     

              “คิดจะอยู่บนนั้นอีกนานหรือไม่”

     

              “หนุ่มน้อย เจ้าควรรู้ว่านี่เป็นข้อได้เปรียบของระดับคลายสมดุลที่มีต่อระดับต่ำกว่า หากต้องการให้ข้ายอมรับ จงเอาชนะให้ได้ขณะที่ข้าอยู่บนนี้”

     

              ครุสหัวเราะเสียงดังพร้อมเกิดริ้วสายฟ้าสว่างวาบขึ้นด้านหลัง เมื่อรวมทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน ภาพบรรยากาศของเขาตอนนี้ จึงดูคล้ายเทพเจ้ามากอำนาจผู้เรียกลมฝนได้ดั่งใจ

     

              ได้ยินเช่นนั้น ชิลจึงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนหรี่ตาจนคมกล้าพร้อมระเบิดจิตสังหารออกมา

     

              แม้อยู่บนฟ้าในระยะไกล ครุสก็สามารถสัมผัสถึงมันได้ คลื่นจิตวิญญาณที่รุนแรงมากขึ้นสองเท่าจากเดิม ทำให้จิตสังหารชิลเข้มข้นมากกว่าผู้อื่นนัก

     

              เสี้ยววิ ร่างในชุดคลุมสีเขียวเข้มบนพื้นก็เลือนหายไปราวกับล่องหน อย่างไรความเร็วนี้ครุสได้พบเจอมันถึงสองครา จึงมิคิดแสดงท่าทีตื่นตระหนกอันใด

     

              ทว่าสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!

     

              ถึงมิได้หันมอง หางตาครุสก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าชิลมาปรากฏกายอยู่ด้านข้างเขา นี่เป็นเรื่องยากจะเข้าใจ เหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้จึงสามารถดีดตัวขึ้นมายังจุดที่เขาลอยอยู่ได้ หากบอกว่าใช้เพียงพลังงานสวรรค์ ด้วยระดับผสานกายเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ แม้จ่ายด้วยปริมาณพลังงานทั้งหมดก็ตาม ด้วยความคิดนี้คำตอบจึงเหลือเพียงอย่างเดียว

     

              “พลังกายงั้นรึ!!”  

     

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน