สายลมพัดโชยมาพร้อมกับเสียงนกร้อง วันใหม่ก็มาเยือน
ซึ่งก็เหมือนที่ผ่านมา ซูฮ่าวตื่นนอนแต่เช้าตรู่ไปฝึกฝนที่สวนสาธารณะม้าหิน ตั้งแต่ต้นจนจบเขาต่อยหมัดทลายปอดไปสองสามชุดก้าวหน้าจนเข้าใจแก่นแท้ของมัน
ซูฮ่าวกลับมาที่บ้านเดี่ยว หลังจากทานอาหารเช้ากับไป๋เหวินหลิงแล้วก็ขับรถไปส่งเธอที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว
หลังจากตอกบัตรเข้าทำงานที่บริษัทแล้ว ก็พักผ่อนเล็กน้อย ตอนเก้าโมงเช้ากว่าๆ ซูฮ่าวรับสายของเจิงจื่อโหยวอีกฝ่ายมาถึงหน้าประตูของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวแล้ว
ซูฮ่าวเดินออกมาจากฝ่ายขายและการตลาดอย่างเงียบๆ และมาถึงหน้าประตูบริษัท
เจิงจื่อโหยวในวันนี้สวมชุดสูทเรียบร้อย ใส่เนกไท ไว้ผมหยิก บุคลิกดูสูงส่งมาก
ผู้หญิงที่ผ่านไปมาตอนที่เดินผ่านเขา จะมีช่วงหนึ่งที่หลงเสน่ห์เขาแล้วทำให้พวกเธอเดินช้าลง
“ซูฮ่าว วันนี้ฉันหล่อไหม?” เจิงจื่อโหยวทำท่าทางที่ตนเองคิดว่าหล่อและยักคิ้วให้ซูฮ่าวที่เดินเข้ามา
ซูฮ่าวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “นายถามมาขนาดนี้แล้ว ฉันจะตอบว่าไม่หล่อได้หรือ?”
“นายไม่รู้อะไร ตอนที่ฉันขับรถผ่านไฟแดงเมื่อกี้ บนทางเท้ามีคู่รักคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกันทั้งสองคนทะเลาะกันอยู่ แต่จู่ๆ ฝ่ายหญิงก็ชี้มาที่ฉันและพูดกับฝ่ายชายว่า “ถ้าคุณหล่อได้สักครึ่งหนึ่งของเขา ฉันก็คงจะไม่ทะเลาะกับคุณแล้ว” ฝ่ายชายโกรธมากและตะโกนว่า “ให้ตายสิหากฉันหล่อได้ครึ่งหนึ่งของเขา แล้วยังคบกับเธออยู่แบบนั้นน่ะสิถึงจะแปลก” ตอนนั้นฉันก็จนปัญญา ฉันแค่ขับรถอยู่บนถนน ไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด นายว่าทำไมถึงมีคนมองความหล่อของฉันออกแล้ว?” เจิงจื่อโหยวส่ายกุญแจรถไปมาด้วยใบหน้าที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
“ผู้หญิงส่วนใหญ่สมัยนี้ก็ดูคนที่หน้าตาพูดจาไพเราะกับผู้ชายที่หล่อเหลา และอ่อนโยน แต่กลับพูดจาหยาบคายใส่คนที่อัปลักษณ์ด้วยท่าทางที่รำคาญ นี่ก็ไม่ยุติธรรมฉันอยากรู้มากว่าตอนที่ผู้หญิงรำคาญฉันเป็นอย่างไร ซูฮ่าวนายเข้าใจความเจ็บปวดที่หล่อจนไม่มีเพื่อนไหม?”
หางตาของซูฮ่าวกระตุก “ถ้านายยังไร้ยางอายอยู่ พวกเราก็ยังคงเป็นเพื่อนกัน”
“แค่กๆ ฉันล้อเล่น ไปเถอะ งานเลี้ยงวันเกิดของซือซือยังเหลือเวลาอีกสองชั่วโมงก่อนจะเริ่มไปร้านแกะสลักหยกเป็นเพื่อนฉันหน่อยฉันจะซื้อหยกแกะสลักไปเป็นของขวัญวันเกิดให้ซือซือ”
“หยกแกะสลัก?” ซูฮ่าวตะลึงงัน
หยกแกะสลักคือหนึ่งในผลงานแกะสลักที่เก่าแก่ที่สุดของหัวเซี่ย หยกที่มีการแกะสลักกลายเป็นงานฝีมือที่ประณีตงดงามเรียกว่าการแกะสลักหยก
ความสวยงามของการแกะสลักหยกไม่ใช่แค่แสดงอยู่ด้านนอกได้โดยเฉพาะยังแสดงถึงระดับจิตวิญญาณและการอบรมสั่งสอนของตนเองในขณะเดียวกันยังแสดงถึงสถานะ ลักษณะท่าทางบวกกับบทบาทของการเจรจาด้วยภาษาของคนดังนั้นจึงได้รับความนิยมจากผู้คนมากมาย
เขามองเจิงจื่อโหยวอย่างประหลาดใจ “ปกติแล้วนายก็ชอบให้น้ำหอมราคาแพงกับผู้หญิงไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้จู่ๆ ก็อยากมอบหยกแกะสลักแล้ว?”
“ของที่มอบให้แฟน แน่นอนว่าต้องมีความหมายด้านสัญลักษณ์สักหน่อย” เจิงจื่อโหยวส่ายหน้า ด้วยท่าทางของแฟนหนุ่มที่ดี
“นาย… ” ซูฮ่าวไม่มีทางทำอะไรเจิงจื่อโหยวได้จึงทำได้แค่พยักหน้า “ได้ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ทางที่ดีที่สุดพวกเราควรไปหาสถานที่ที่พอจะแกะสลักหยกเองได้ถึงเวลาหากนายเลือกไม่ได้ ฉันก็แกะสลักให้นายได้”
เมื่อวานตอนเย็นเขายังคิดว่าจะใช้การ์ดประสบการณ์เสแสร้งแกะสลักนี้อย่างไร คิดไม่ถึงว่าวันนี้เจิงจื่อโหยวจะให้เหตุผลที่จะใช้มันกับเขาแล้ว
“นายแกะสลักหยกเป็นด้วยหรือ?” เจิงจื่อโหยวงุนงง
ความตั้งใจและจินตนาการของการแกะสลักหยกต้องสูงมากหากไม่มีความอดทนแม้แต่น้อย ก็คงทำงานด้านนี้ไม่ได้
เขาจำได้ว่า ทั้งชีวิตของซูฮ่าวไม่ชอบที่สุดก็คือทำเรื่องที่ต้องใช้ความอดทน
ซูฮ่าวอยากจะหัวเราะ “ทำไม นายไม่เชื่อหรือ?”
“เชื่อ ต้องเชื่ออยู่แล้ว พี่ฮ่าวของฉันแม้แต่เจ้าพ่อมาเฟียหวางเฉิงเทียนก็ยังยกให้เป็นแขกวีไอพี จะมาหลอกคนต่ำต้อยอย่างฉันได้อย่างไร” เจิงจื่อโหยวปรบมือและประจบสอพลอ
ซูฮ่าวพูดพลางหัวเราะอย่างไม่พอใจว่า “ช่างเถอะ บอกมาว่าจะไปที่ไหน”
“เช่นนั้นพวกเราไปที่ถนนแกะสลักฉวนโจวก็ได้ ที่นั่นไม่ใช่แค่ซื้อหยกแกะสลักได้แต่ยังแกะสลักหยกได้เองอีกด้วย” เจิงจื่อโหยวตบรถที่อยู่ด้านหลังและหัวเราะอย่างได้ใจ “นี่เป็นลัมโบร์กินีรุ่นลิมิเต็ดวันนี้ฉันขอพ่อนานมากกว่าเขาจะยอมให้ฉันขับออกมา ขึ้นรถเถอะ”
“ไม่เจอกันสองสามวัน การโอ้อวดของนายยิ่งสูงขึ้นทุกที” ซูฮ่าวนั่งอยู่บนตำแหน่งข้างคนขับด้วยสีหน้าหมดคำจะพูด
เจิงจื่อโหยวยักไหล่ และอ้าปากหัวเราะ “ถ้าคนไม่โอ้อวด แล้วมันจะต่างอะไรจากคนที่ไร้ประโยชน์?”
เขาพูดจบก็เหยียบคันเร่ง รถลัมโบร์กินีรุ่นลิมิเต็ดพ่นไอร้อนอยู่กับที่ และแล่นออกไปราวกับแสงสีเขียว
สถานที่ที่ผ่าน ดึงดูดสายตาของผู้คน เต็มไปด้วยความอิจฉา
หลังจากผ่านไปสิบนาที ทั้งสองคนก็ถูกตำรวจหยุดเอาไว้แล้วยึดรถ ก่อนจะเขียนใบสั่ง และถูกแจ้งว่าภายในสองชั่วโมงไม่อนุญาตให้ขับขี่รถลัมโบร์กินีคันนี้
“ดั่งคำที่ว่าคนที่สวรรค์จะมอบภาระอันยิ่งใหญ่ให้ จะต้องให้เขาได้ผ่านความยากลำบาก ผ่านความอดอยากดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกเศร้าเสียใจ” เจิงจื่อโหยวตบไหล่ซูฮ่าว พลางพูดจาเพ้อเจ้ออย่างจริงจัง
“ก็เหมือนกับที่พระเจ้ามอบใบหน้าที่หล่อเหลานี้ให้ฉัน ก็ต้องเอาจุดเด่นของฉันไปเพื่อเลี่ยงไม่ให้ฉันที่สมบูรณ์แบบกลายเป็นศัตรูของมนุษย์ทั้งมวล”
ซูฮ่าวมีสีหน้าบูดบึ้ง “นี่ก็คือเหตุผลที่รถของนายถูกยึดและทำให้ฉันต้องเดินเท้าหรือ?”
“เอ่อ… ” เจิงจื่อโหยวลูบหัวอย่างเขินอาย แล้วมองไปทางด้านหน้าด้วยดวงตาลุกวาว “เห็นถนนที่อยู่ไกลออกไปร้อยเมตรนั่นไหม นั่นก็คือถนนแกะสลักหยกของฉวนโจว ด้านในเป็นร้านแกะสลักหยก ไปเถอะ พวกเรารีบไปเลือกหยกมาแกะสลักสักชิ้น”
ซูฮ่าวมองตามการชี้ของเขา มุมปากก็กระตุก “พี่ชายหากคำนวณตามเส้นตรง ถนนสายนั้นอยู่ห่างจากพวกเราประมาณร้อยเมตรแต่ตอนนี้ที่พวกเรายืนอยู่คือทางสองเลนที่ย้อนศรไม่ได้จะต้องเดินไปถึงสุดทางหลังจากนั้นก็วนกลับมา ครึ่งชั่วโมงก็อย่าคิดว่าจะไปถึง”
“โธ่ การเดินดีต่อร่างกาย ขับรถทั้งวันเดี๋ยวก็เป็นริดสีดวงทวาร” เจิงจื่อโหยวหัวเราะอย่างเขินอาย และโบกมือไปมา “ไปเถอะก็แค่ครึ่งชั่วโมงไม่ใช่หรือ ไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ถือว่าเดินชมวิวแล้วกัน”
“บริเวณรอบๆ มีแต่รถ ยังจะชมวิวอะไรได้อีก… ” ซูฮ่าวกลอกตาใส่ ไม่พูดอะไรมาก เขาก็เดินตามเจิงจื่อโหยวไป
ผ่านไปสิบนาที…
“อือ อากาศร้อนไปหน่อยไม่ควรขับรถตามใจชอบจริงๆ ” เจิงจื่อโหยวเดินไปด้วย และฝืนหัวเราะไปด้วย
ซูฮ่าวไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปยี่สิบนาที…
“ซูฮ่าว ยังไม่ถึงอีกหรือ? ฉันใกล้จะไม่ไหวแล้วขาชาไปหมดแล้ว!” เจิงจื่อโหยวเหงื่อออกเต็มหลังการเดินยิ่งลำบากขึ้นทุกที
ซูฮ่าวก็ยังไม่พูดอะไร
ผ่านไปยี่สิบห้านาที…
“นี่ ฉันอยากจะบ้าตายจริงๆ ทำไมมันยังไม่ถึงอีก ถ้ารู้แบบนี้คงไม่ขับรถเร็ว น่าหงุดหงิดจริงๆ !” เจิงจื่อโหยวถ่มน้ำลาย เดินไปถึงที่ไหนก็ด่าที่นั่น
เวลานี้ผู้หญิงที่แต่งตัวสวยพราวเสน่ห์ก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายั่วยวน
“คุณผู้ชาย อยากได้บริการพิเศษสักหน่อยไหม?”
“เอาสิ แต่ผมรบกวนคุณเรื่องหนึ่งก่อนได้ไหม?”
“เรื่องอะไร?”
“ไสหัวไปก่อน!”