บทที่ 53 รื้อสะพานหลังข้ามแม่น้ำ
เมื่อเฉินซูเฟินได้ยินแบบนี้แล้วก็พูดอะไรไม่ออก
หญิงสาวกัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ เธอก็เดินไปที่จางหมิงเยี่ยนและโค้งคำนับอย่างจริงจัง
“สหายจางหมิงเยี่ยนฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่สมควรตัดชุดของเธอเลย มันเกิดจากความอิจฉาและความโกรธชั่ววูบของฉันเอง ตอนนี้ฉันอยากจะขอร้องให้เธอยกโทษให้ฉันด้วยเถอะ! ฉันยินดีจ่ายค่าชุดชดเชยให้เธอ แต่จากสถานการณ์ครอบครัวของฉัน ฉันจะเริ่มจ่ายหลังได้ค่าจ้างในเดือนถัดไป เดือนละ 10 หยวนจนกว่าจะครบยอด”
หูชื่อเหวินมองเฉินซูเฟินขอโทษจางหมิงเยี่ยนอย่างใจเย็น น้ำเสียงเธอดูจริงใจมาก พิจารณาจากการเคลื่อนไหวของหน้าอกที่ยุบเข้าออกตามลมหายใจแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนรู้จักยืดหยุ่นตามสถานการณ์
เธออดทนเก่งมาก ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างอันตราย สมควรที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับเธออีกในอนาคต
“ไม่เป็นไรๆ! ถ้าเธอมีปัญหาอะไร…”
“เรื่องควรจบได้แล้ว พี่สาวเยี่ยนยอมรับคำขอโทษจากเธอ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเธอจะต้องทำตามที่พูดและผ่อนเงินคืน ส่วนพวกเราก็จะไม่รายงานเรื่องนี้”
หูชื่อเหวินขัดคำพูดของจางหมิงเยี่ยน เธอรู้ดีว่านิสัยเดิม ของแม่เป็นคนใจอ่อนขี้เกรงใจคน ดังนั้นแม่อาจจะพูดออกมาว่า ‘ถ้ามันลำบากเกินไปก็ไม่เป็นไรไม่ต้องคืนเงินก็ได้’
ทำไปเพื่ออะไร? ต่อให้เธอไม่เอาเงินคืนผู้หญิงคนนี้ก็คงไม่เห็นคุณค่าของความเมตตาในครั้งนี้หรอก
แม้ว่าชุดจะไม่ได้ซื้อด้วยเงินจริงๆ แต่ทั้งหมดก็มาจากค่าความชอบของเธอเอง!
มันง่ายนักหรือไงกว่าที่เธอจะได้รับความชื่นชอบมาในแต่ละครั้ง? บางครั้งเธอก็หวังว่าเธอจะเป็นเงินหยวนจะได้มีคนชอบเธอตลอด
“ฉันเข้าใจแล้ว! ไม่ต้องห่วงฉันจะทำตามสัญญาแน่นอน!” เฉินซูเฟินเน้นคำพูดทีละคำ จากนั้นก็หันหลังจากไป แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างดื้อรั้น
“ตกลง เรื่องนี้ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ถือว่าจบเรื่องกันไป!”
“ได้ค่ะหัวหน้า เดินกลับดีๆ ด้วยนะคะ”
หยินเหวินกั๋ว: “...”
เขายังไม่ทันได้พูดเลยว่าจะกลับ หยินเหวินกั๋วมองหูชื่อเหวินด้วยความไม่พอใจ รู้สึกเหมือนโดนรื้อสะพานหลังข้ามแม่น้ำ อย่างไรอย่างนั้น
เขามาเพื่อช่วยเธอแก้ปัญหาที่วุ่นวาย เสร็จแล้วก็ไล่กลับเลยหรือ?!
“ได้!”
หยินเหวินกั๋วพูดเสียงดัง หันหลังจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
หูชื่อเหวินมึนงง เกิดอะไรขึ้นกับเขา? ทำไมเปลี่ยนสีหน้าไปมาเร็วขนาดนี้ เธอพูดอะไรผิดไปอีกแล้วหรือ?
“ชื่อเหวินเงินตั้ง 60 หยวนมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ มันเป็นเงินเดือนเกือบสองเดือนด้วยซ้ำ แล้วครอบครัวของเฉินซูเฟินก็กำลังลำบาก ทำไมเราไม่…”
ก่อนที่จางหมิงเยี่ยนจะพูดจบเธอก็เห็นว่าใบหน้าของหูชื่อเหวินบูดบึ้งมากขึ้น เธอจึงจำเป็นจะต้องกลืนคำพูดตัวเองลงไป
“พี่เยี่ยนพี่อาจจะเป็นคนใจดี แต่ความใจดีควรมีขีดจำกัด ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกขอบคุณเธอและไม่ใช่ทุกคนอยากได้ความใจดีแบบนี้”
บางครั้งหูชื่อเหวินก็พูดไม่ออกเรื่องความเมตตาเกินความจำเป็นของแม่
ชาติก่อนแม่ใจดีเกินไปจนถูกคนอื่นหลอกตลอด แต่แม่ก็ไม่เคยปฏิเสธ แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ได้รับความเคารพจากผู้คนเพราะความใจดีของแม่
เธอจำได้ว่าเมื่อชาติที่แล้วตอนยังเด็ก แม่เคยอุ้มเด็กผู้หญิงที่มีอาการทางจิตข้ามถนนในฤดูหนาว เด็กหญิงใส่ชุดบางมากจนแทบจะแข็งตายและสกปรกไปทั้งตัว
หลังจากที่แม่ช่วยเธอไว้ เธอก็พาไปอาบน้ำช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้ แต่เธอมีสภาพจิตไม่ปกติจนทำให้ครอบครัวของเราวุ่นวายไม่น้อย โชคดีที่สุดท้ายคนในครอบครัวของเธอมาหาและขอบคุณแม่เป็นอย่างดี ตอนนั้นเกือบจะยกให้แม่เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิตไปแล้ว
ยิ่งนึกถึงความใจดีของแม่มากเท่าไหร่ แน่นอนว่ามันมีเรื่องที่เธอตัดสินใจทำอะไรผิดๆลงไปเพราะความใจดีมีเมตตาของเธอ
แม่ผู้ใจดีของฉันคนนี้ไม่ได้มีจุดจบที่ดีในวาระสุดท้าย
โชคชะตามักกลั่นแกล้งผู้คน
แม่ของเธอในชาตินี้จะต้องมีชีวิตที่ต่างออกไป!
เมื่อหูชื่อเหวินและจางหมิงเยี่ยนกลับเข้าหอ พวกเธอรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่อึดอัด เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสองคนและเฉินซูเฟินเดินกลับเข้ามา ยุวชนหญิงสามารถจินตนาการเองได้โดยไม่ต้องใช้สมองมาก ทุกคนต่างรู้เรื่องการทะเลาะกันระหว่างหูชื่อเหวินและเฉินซูเฟินเมื่อคืนนี้
จึงหลบเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการแอบกระซิบกระซาบกัน
ขณะเดียวกันเฉินซูเฟินกลับนั่งซ่อมกางเกงผ้าฝ้ายต่อด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แม้ว่าหญิงสาวอยากจะฉีกใครสักคนหรือหัวใจเต้นเร็วด้วยความโกรธที่ไม่ทราบที่มาก็ตาม
หูชื่อเหวินแสร้งทำตัวเฉยเมยนั่งลงบนเตียงคัง
โดยไม่สนใจสายตาหรือเสียงซุบซิบนินทาของเหล่ายุวชนหญิงเหล่านั้น
ส่วนจางหมิงเยี่ยนเองก็กำลังคิดเรื่องที่หูชื่อเหวินพูดเมื่อกี้นี้เธอได้ตระหนักถึงข้อบกพร่องของตัวเธอเอง
ขี้ขลาด ขี้อาย ดูถูกตัวเองและใจดีเกินไป
เธอชอบบุคลิกที่มีนิสัยร่าเริง ใจดี ฉลาดหลักแหลม รักอิสระ สงบเยือกเย็นของหูชื่อเหวินและไม่เคยสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองเลย
อันที่จริงเธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว เธอเห็นหูชื่อเหวินเป็นเหมือนแสงตะวันแห่งความหวัง นอกจากนี้หญิงสาวยังต้องการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องกังวลมากเหมือนตอนนี้
เธอตัดสินใจแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่างในวันพรุ่งนี้
หลังเลิกงานในวันรุ่งขึ้นจางหมิงเยี่ยนก็ไปที่ทำงานของจ้าวหย่วนขุย
เมื่อจ้าวหย่วนขุยเก็บข้าวของเสร็จและออกมาด้านนอก ชายหนุ่มเห็นจางหมิงเยี่ยนกำลังรอตัวเองอยู่ เขาไม่ได้ประหลาดใจ แต่ตกใจมากกว่า!
เขาคิดว่าน่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นจางหมิงเยี่ยนคงไม่มาหาเขาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง
จ้าวหย่วนขุยรีบพาจางหมิงเยี่ยนไปบริเวณลับตาคนเพื่อถามเสียงเบา
“เยี่ยนจื่อเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอถึงมาที่นี้”
จ้าวหย่วนขุยหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ขณะที่พูด
เมื่อเห็นท่าทางจ้าวหย่วนขุยแล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำ
“ทำไมฉันจะมาหานายไม่ได้ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ? ฉันแค่มาหาคนรักและอยากไปทานข้าวด้วยกันที่โรงอาหารกันเท่านั้นเอง”
หลังจากได้ยินจางหมิงเยี่ยนพูดจ้าวหย่วนขุยก็สมองเบลอไปชั่วขณะ ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั่นด้วยความงุนงง
“อ๋อ ถ้าไม่อยากไปก็ลืมมันเถอะ งั้นฉันจะกลับ…”
หลังจากจางหญิงสาวพูดจบเธอก็แกล้งทำเหมือนจะเดินจากไป
จ้าวหย่วนขุยคว้าแขนของจางหมิงเยี่ยนและเหยียดหลังตรง ยื่นมือออกไปแตะที่หน้าผากเพื่อวัดไข้ อืม… เธอไม่ได้ตัวร้อน
จางหมิงเยี่ยนไม่ชอบใจและปัดมือบนหน้าผากของจ้าวหย่วนขุยออก
“ทำอะไรน่ะ! ฉันหิวแล้วนะ ฉันอยากไปกินข้าวที่โรงอาหาร ถ้านายไม่อยากไปกับฉัน งั้นฉันจะ…”
“เดี๋ยวก่อนนะเยี่ยนจื่อ เธอพึ่งบอกว่าอยากไปกินข้าวในโรงอาหารกับฉันหรือ?”
ในที่สุดจ้าวหย่วนขุยก็คิดได้ว่าจางหมิงเยี่ยนไม่ได้ล้อเล่น รวมถึงยังไม่ได้เป็นไข้จนสมองเพี้ยนด้วย
“ใช่ อยากจะไปด้วยกันไหม?”
จางหมิงเยี่ยนรู้สึกไม่มีความสุขนัก อุตส่าห์รวบรวมความกล้าแทบตายเพื่อมาหาเขาเพราะอยากเปิดเผยเรื่องของเราในวันนี้ แต่เขากลับทำตัวเหมือนคนโง่ไม่มีแม้แต่ความประหลาดใจด้วยซ้ำ
“ไม่ ไม่ใช่ ไม่… เอ่อ ฉันหมายถึงเยี่ยนจื่อเธออยากจะเปิดเผยเรื่องของเราแล้วใช่ไหม?”
ดวงตาของจ้าวหย่วนขุยแสดงความประหลาดใจ เขาพยายามคิดทบทวนจนในที่สุดก็รู้ว่าจางหมิงเยี่ยนกำลังหมายถึงอะไร
จางหมิงเยี่ยนไม่ตอบแต่ยิ้มให้ชายหนุ่มแทน
“เยี่ยนจื่อ ฉัน… ฉันมีความสุขมาก! จริงๆ นะ ฉัน…”
จ้าวหย่วนขุยไม่รู้จะแสดงความดีใจออกมาแบบไหนดี เขาทั้งเกาหัวทั้งลูบหน้าของตัวเอง จนในที่สุดก็กัดฟันและจับมือเล็กๆ ของจางหมิงเยี่ยนเอาไว้
“ไปกินข้าวที่โรงอาหารกันเถอะ!”