เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    เรื่องที่ควรรู้.

    มู่เอิน มู่หลาน และมู่หลิงเฟยยอมรับข้อเสนอของหลิงหยวนไว้ด้วยความยินดี โชควาสนาที่วิเศษปานนี้พวกเขามีหรือจะปฏิเสธได้ เพราะถึงอย่างไรการบรรลุระดับที่เหนือกว่ามหาจักรพรรดิก็เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

     

    หลังจากสิ้นสุดบทสนทนา! หลิงหยวนก็ยังคงประชันหมากกับท่านพ่อตาของตนเองต่อไปจนกระทั่งมืดค่ำ และเมื่อเขาเคลื่อนย้ายกลับมาที่นิกายท่วงทำนองสวรรค์ ผลที่ได้รับก็คือการโดนภรรยาสาวไล่ตะเพิดออกไปนอนนอกห้องตามคำขู่ที่นางเคยพูดไว้ก่อนหน้า ซึ่งแน่นอนว่า! หลิงหยวนก็ไม่ได้คิดขัดคำสั่ง แถมยังลุกขึ้นไปทำอาหารด้วยตัวเองเพื่อง้อมู่หลินในช่วงเช้า

     

    ภาพนี้ทำเอาเย่หยุนซี หยุนฉางเยว่ และหลิงจีที่นั่งมองอยู่ถึงกับหัวเราะอย่างขบขัน เพราะตอนนี้หลิงหยวนไม่ต่างอะไรจากพ่อบ้านที่คอยดูแลปรนนิบัติคุณหนูผู้สูงศักดิ์และเอาแต่ใจ

     

    .

     

    ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอีกสักพักใหญ่ๆ เย่หยุนซีก็ได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย ถึงเวลาที่พวกข้าต้องกลับเมืองชายแดนแล้วขอรับ”

     

    หลิงหยวนและมู่หลินเมื่อได้สดับฟังก็พลันหยุดงอนง้อกันเป็นการชั่วคราว จากนั้นพวกเขาก็เลือกที่จะไปส่งพวกเย่หยุนซีที่บริเวณป่าหลังนิกายท่วงนองสวรรค์ ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่หลี่ไป่ทำการเปิดประตูมิติพอดี

     

    “วาบ”

     

    เมื่อมองเห็นภาพห้วงอากาศถูกฉีกออกต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ทั้งหลิงหยวนและมู่หลินสองสามีภรรยาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนขวัญ ความสามารถของเซียนในตำนานช่างลึกล้ำเกินกว่าที่พวกเขาในตอนนี้จะเข้าใจอย่างแท้จริง

     

    “พวกเราไปก่อนนะขอรับ เอาไว้เจอกันใหม่ในอีกครึ่งปี” เย่หยุนซีและภรรยาทั้งสองยกยิ้มพลางผสานมือคาราวะอย่างมีมารยาท

     

    “อืม ไปเถอะ ดูแลกันและกันให้ดีด้วยนะ” ผู้เป็นบิดามารดากล่าวไปในทิศทางเดียวกัน พวกเย่หยุนซีจึงโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมอีกครั้ง จากนั้นหันหลังเดินเข้าประตูมิติไปโดยไม่รอช้า

     

    “วาบ”

     

    ทันทีที่มังกรหนุ่มและสองยอดสตรีข้ามประตูมิติมา ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขาก็คือภาพของบิดามารดาอย่างเย่ชิงหยางและสวีหนิง

     

    “ท่านพ่อ ท่านแม่” เย่หยุนซีรีบวิ่งไปกอดทั้งสองราวกับเด็กน้อยก็ไม่ปาน ส่วนทางด้านหยุนฉางเยว่กับหลิงจีนั้นทำเพียงยิ้มพลางโค้งศีรษะคาราวะอีกฝ่ายอย่างอ่อนน้อมและสุภาพ

     

    เย่ชิงหยางกับสวีหนิงยิ้มรับ ก่อนจะหันกลับมามองเย่หยุนซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความลึกล้ำ

     

    “คิกคิก เจ้าเด็กคนนี้ไม่อายภรรยาทั้งสองบ้างหรือไงกัน” เป็นสวีหนิงที่ยกมือขึ้นลูบเส้นผมสีดำพลางกล่าวหยอกล้อบุตรชาย

     

    เย่หยุนซีทำหน้าซื่อตาใส “ลูกไม่เคยคิดว่ามันน่าอายเลยสักนิด ลูกอยากกอดพวกท่านเช่นนี้ในทุกๆวัน”

     

    “ฮ่าๆๆขี้อ้อนนักนะ เจ้าหนู” เย่ชิงหยางหัวเราะอย่างขบขัน ก่อนจะพาภรรยา ลูกชาย และลูกสะใภ้เข้าไปในกระโจมที่พักทันที เนื่องจากเขามีเรื่องที่ต้องสนทนาบอกกล่าว

     

    ส่วนทางฝั่งเย่หยุนซีและสองภรรยาแม้จะไม่ค่อยเข้าใจ ทว่าก็ยินยอมเดินตามบิดามารดาเข้าไปในกระโจมแต่โดยดี และทันทีที่พวกเขานั่งลง เสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจังของเย่ชิงหยางก็พลันดังขึ้นมา

     

    “ซีเอ่อร์ อาจารย์ของลูกได้บอกพ่อกับแม่หมดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนี้”

     

    “ฮ่าๆ งั้นก็ดีเลยขอรับ เพราะหากให้ลูกอธิบายก็คงจะจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน” เกาศีรษะเล็กน้อย เย่หยุนซีหัวเราะขบขัน

     

    เย่ชิงหยางและสวีหนิงยังคงทำสีหน้าจริงจัง “ลูกพ่อ อีกไม่นานพวกเราก็ต้องออกจากดินแดนแห่งนี้ เรื่องบางเรื่องก็สมควรที่ลูกจะต้องรับรู้เอาไว้บ้าง เผื่อมันจะกลายเป็นเป้าหมายของลูกในอนาคตข้างหน้า”

     

    เมื่อได้สดับรับฟังวาจาอันเป็นปริศนา เด็กหนุ่มที่จากเดิมยิ้มร่าก็พลันหุบยิ้มในทันที บิดามารดาของเขาต้องการจะพูดเรื่องอะไรกันแน่ เหตุใดถึงได้ทำสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมา

     

    “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกไม่เข้าใจว่าพวกท่านหมายถึงเรื่องใดกันแน่ ได้โปรดไขความกระจ่าง?”

     

    เย่ชิงหยางและสวีหนิงพยักหน้าให้กัน จากนั้นหันไปหาเย่หยุนซีอีกครา “ซีเอ่อร์ ลูกอยากพบเจอบิดามารดาที่แท้จริงของตนเองหรือเปล่า?”

     

    “เปรี้ยง”

     

    คำถามนี้ราวกับอัสนีบาตรฟาดผ่าลงมากลางใจของเย่หยุนซีอย่างจัง บิดามารดาที่แท้จริงงั้นหรือ เขาลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ทำไมกัน? ทำไมท่านพ่อกับท่านแม่ถึงต้องพูดกระตุ้นความทรงจำอันน่าเศร้าสลดนี้ขึ้นมา

     

    “พะ พวกท่านรู้ที่อยู่ของพวกเขาหรือขอรับ?” น้ำเสียงและแววตาของเด็กหนุ่มแฝงเร้นไปด้วยความโกรธเคืองและเศร้าสร้อยเมื่อพูดถึงบิดามารดาที่แท้จริง

     

    เย่ชิงหยางและสวีหนิงยิ้มอย่างขมขื่นพลางส่ายศีรษะเบาๆ “พวกเราไม่รู้ที่อยู่ของพวกเขา แต่ในตอนที่พบเจอลูก พวกเราพบสิ่งของบางอย่างที่ติดตัวลูกมา”

     

    พูดจบ! สวีหนิงก็พลันดึงสิ่งของสองสิ่งออกจากแหวนมิติโดยไม่รอช้า หนึ่งคือผ้าสีขาวลาดลายปีกหงสาสีทองอร่ามวิจิตรตระการตา ส่วนอีกอย่างคือปิ่นปักผมคริสตัลสีฟ้าที่ค่อนข้างดูธรรมดา แต่ทว่ากลับมีไอปราณแปลกประหลาดแฝงอยู่

     

    “ผ้าผืนนี้เป็นผ้าที่ห่อตัวลูกในตอนที่เป็นทารกเอาไว้ ส่วนปิ่นปักผมมันคือสิ่งที่อยู่ในมือของลูกตอนนั้น” สวีหนิงมอบสิ่งของทั้งสองชิ้นให้เย่หยุนซีพร้อมกับอธิบายถึงที่มา

     

    “ความหมายของพวกท่านก็คือ อยากให้ลูกตามหาพวกเขาอย่างนั้นหรือขอรับ?” เย่หยุนซีเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์เชิงลบอันหลากหลาย

     

     ทั้งโกรธเคือง โศกเศร้า สับสน และเจ็บปวดหัวใจ ความรู้สึกพวกนี้ทำให้เด็กหนุ่มทรมานจนน้ำตาไหลออกมาโดยที่เขาเองก็ไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน