รุ่งอรุณของวันใหม่ณ ส่วนลึกของห้องปฏิบัติการอันลึกลับ
หลิงเอ๋อร์ค่อยๆลืมตาขึ้น
“ฟู่ว...”
ขณะที่ดวงตายังพร่าเลือนเปลวเพลิงขุมหนึ่งพลันลุกโชนขึ้นในส่วนลึกของนัยน์ตา
นี่คือปรากฏการณ์การควบแน่นของพลังวิญญาณจนเป็นรูปธรรม...เป็นสัญลักษณ์จุดสูงสุดของขีดจำกัดขั้นที่เก้าซึ่งยามนี้หลิงเอ๋อร์เหลือเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะสามารถก้าวข้ามไปอีกขั้น
หากก้าวข้ามได้สำเร็จเธอจะกลายเป็นผู้ที่ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งมวลมนุษย์
ทว่าหากล้มเหลวย่อมต้องมลายหายไปดุจดอกไม้ที่ร่วงโรย
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของการก้าวข้ามไปสู่ระดับเหนือธรรมชาติ
ไม่ใช่เพียงสัตว์อสูรกลายพันธุ์เท่านั้นแม้แต่มนุษย์เองก็ต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริงนี้เช่นกัน
จนถึงปัจจุบันนอกจากสัตว์ประหลาดที่ถูกกักขังอยู่ในห้องทดลองลับสุดยอดของสหพันธรัฐแล้วหลิงเอ๋อร์ยังแทบไม่เคยได้ยินชื่อคนที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้จริงๆสักคน
ในวินาทีนั้นแววตาของหลิงเอ๋อร์พลันเปล่งประกายคมกล้า เธอค่อยๆ ลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนชุดสวมหน้ากากสีขาวบดบังใบหน้า ก่อนจะก้าวออกจากห้องพักไป
“อรุณสวัสดิ์ พี่หลิงเอ๋อร์”
“รุ่นพี่...”
...
ตลอดสองข้างทางเดินผู้คนที่พบเห็นเงาร่างงามสง่านี้ต่างพากันโน้มตัวคำนับด้วยความเคารพยกย่อง
หลิงเอ๋อร์คืออัจฉริยะสาวหมายเลขหนึ่งแห่งศูนย์วิจัยพลังวิญญาณระดับพลังของเธอนั้นลึกล้ำจนไม่มีใครหยั่งถึง
ทว่าสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่ากลับมิใช่เรื่องพลัง
แต่คือการที่หลิงเอ๋อร์ใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้นในการก้าวมาถึงจุดนี้แม้ส่วนหนึ่งจะได้รับความช่วยเหลือจากเหมืองแร่พลังวิญญาณธาตุไฟทว่าพรสวรรค์ของเธอก็เป็นเรื่องที่ใครก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นประกอบกับตำแหน่งผู้ช่วยของอาจารย์อาวุโสหลายท่านสถานะของหลิงเอ๋อร์ในห้องทดลองพันธุกรรมลับสุดยอดแห่งนี้จึงถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้าเป็นรองเพียงอาจารย์สูงวัยไม่กี่ท่านเท่านั้น
รอยยิ้มบางเบาประดับบนเรียวปากนัยน์ตาของหลิงเอ๋อร์โค้งเป็นรูปเสี้ยวจันทร์ราวกับกำลังยิ้ม
แม้ภายนอกจะดูเย็นชาทว่าหลิงเอ๋อร์ก็ยังคงตอบรับคำทักทายเหล่านั้นตามมารยาท
หลังจากนั้นไม่นานหลิงเอ๋อร์ก็เดินมาตามระเบียงสีขาวทอดยาวหลายร้อยเมตรจนกระทั่งถึงส่วนลึกที่สุดของห้องปฏิบัติการ
เธอเงยหน้าขึ้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกำแพงติดคำว่า ‘พันธุกรรม’
“เฮ้อ...”
หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาวก่อนจะก้าวไปยังเครื่องสแกนใบหน้า
“ยืนยันตัวตน: หลิงเอ๋อร์ สิทธิ์ระดับ A อนุญาตให้เข้าถึงได้”
เสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ใสกระจ่างดังขึ้นประตูเหล็กบานยักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าเลื่อนเปิดออกช้าๆ
ครู่ต่อมา
สิ่งที่ปรากฏในสายตาของหลิงเอ๋อร์คือห้องโถงขนาดมโหฬาร
ภายในโถงเต็มไปด้วยหลอดทดลองรูปแบบต่างๆเรียงรายอยู่มากมาย
เมื่อพินิจดูอย่างละเอียดในหลอดทดลองแต่ละใบที่บรรจุของเหลวสีเขียวเข้มมีแมลงรูปร่างประหลาดรวมถึงเศษซากอวัยวะที่ขาดวิ่นแช่อยู่ไม่น้อย
เพราะเป็นห้องปฏิบัติการทางพันธุกรรมการวิจัยตัดต่อยีนย่อมเป็นหัวใจหลักของที่นี่
ก่อนหน้านี้มนุษย์หมาป่า...อสุรกายกึ่งมนุษย์กึ่งหมาป่าที่เกิดจากการผสานยีนสัตว์ป่าก็มีต้นกำเนิดมาจากที่แห่งนี้เช่นกัน
ทว่าผลจากการควบคุมยีนของสัตว์ขนาดใหญ่นั้นมีความซับซ้อนและยากลำบากเกินไปสำหรับมนุษย์ในตอนนี้
เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างทดลองไม่สามารถรักษาปัญญาไว้ได้คลุ้มคลั่งกัดกินสติจนหมดสิ้น ห้องปฏิบัติการพันธุกรรมจึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหันมาเน้นวิจัยยีนของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ขนาดเล็กจำพวกแมลงและสัตว์ขาปล้องแทน
ทว่าณ ส่วนที่ลึกที่สุดของโถงใหญ่...
“แฮ่... โฮก...”
เสียงคำรามอันคลุ้มคลั่งดังก้องมาแผ่วๆพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนเหล็กหนาที่ลากไปตามพื้นอย่างต่อเนื่อง
ในวินาทีนั้นตะขาบสีเงินขนาดความยาวกว่ายี่สิบเมตร ลำตัวราวกับหล่อขึ้นจากโลหะเงินบริสุทธิ์ข้อปล้องแต่ละข้อเปล่งประกายสีเงินยามต้องแสง ดูดุร้ายและน่าเกรงขามปรากฏสู่สายตาของหลิงเอ๋อร์
‘ตะขาบเงิน’ สัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองและระดับภัยพิบัติเพียงตัวเดียวที่ถูกจับกุมได้บนแผ่นดินใหญ่ของสหพันธรัฐ
ด้วยร่างทดลองล้ำค่าชิ้นนี้ศูนย์วิจัยพันธุกรรมจึงประสบความสำเร็จในการสกัดยีนครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเฉพาะผลการทดลองบางประการที่แม้แต่หลิงเอ๋อร์เห็นแล้วยังต้องรู้สึกใจสั่น
ทว่าค่าตอบแทนที่ต้องแลกมาคือตะขาบเงินยักษ์ตัวนี้ถูกแยกส่วนร่างกายไปเกือบครึ่งแต่มันก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยพลังชีวิตอันถึกทนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สอง
แต่จากที่หลิงเอ๋อร์คาดการณ์ไว้
ไม่เกินครึ่งเดือนตะขาบเงินระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองตัวนี้คงถึงขีดจำกัดและดับสูญไปในที่สุด
ในจังหวะนั้นเองริมฝีปากที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากสีขาวพลันโค้งขึ้นหลิงเอ๋อร์เผยรอยยิ้มที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกประหลาดใจ
ดูคล้ายกำลังยินดีทว่าแฝงไปด้วยความคาดหวังบางอย่างแม้แต่ในส่วนลึกของดวงตาก็ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
....
ในตอนนั้นเองราวกับรับรู้ถึงการมาของหลิงเอ๋อร์ เสียงอันแหบพร่าชราภาพก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ
“หลิงเอ๋อร์มาแล้วรึ? รีบมานี่เร็ว มาช่วยฉันหน่อย”
“ได้ค่ะอาจารย์หลี่”
หลิงเอ๋อร์ขานรับทันทีพลางก้าวเดินไปหาชายชราผมสีดอกเลา
อาจารย์หลี่คืออาจารย์อาวุโสที่มีสถานะสูงส่งที่สุดคนหนึ่งในห้องปฏิบัติการพันธุกรรมและเป็นหนึ่งในหัวหน้าผู้รับผิดชอบหลักของโครงการวิจัยทั้งหมด
มีข่าวลือว่าด้วยแรงผลักดันของเขาสหพันธรัฐจึงได้ตัดสินใจก่อตั้งศูนย์วิจัยพลังวิญญาณแห่งแรกของมวลมนุษยชาติขึ้น
จนถึงวันนี้เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านดาวเทียมสหพันธรัฐถึงกับต้องประหลาดใจที่พบว่าตนเองก้าวหน้าไปไกลในด้านการวิจัยพลังวิญญาณมีเพียงบางประเทศในยุโรปเหนือเท่านั้นที่พอจะทัดเทียมได้แม้แต่สหพันธรัฐอิสระที่อยู่อีกฟากของมหาสมุทรก็ยังตามหลังอยู่ก้าวหนึ่ง
ความสำเร็จทั้งหมดนี้ล้วนมาจากชายชราผู้นี้ที่มองการณ์ไกลทันทีที่มีการยืนยันเรื่องการฟื้นคืนของพลังวิญญาณเขาก็ตัดสินใจใช้ทรัพยากรระดับประเทศในการสร้างศูนย์วิจัยขึ้นมาทันที
จากจุดนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้มีสถานะสำคัญเพียงใดในสหพันธรัฐปัจจุบัน
หลิงเอ๋อร์รับเสื้อกาวน์สีขาวจากนักวิจัยคนหนึ่งมาสวมใส่พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า
“อาจารย์หลี่ มีข่าวดีเรื่องการทดลองอีกแล้วเหรอคะ?”
เมื่อได้ยินคำถามจากอัจฉริยะสาวอย่างหลิงเอ๋อร์อาจารย์หลี่ก็พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว!”
เขาว่าพลางชี้ไปยังหลอดทดลองที่อยู่ถัดไปไม่ไกลและอธิบายอย่างตื่นเต้นว่า
“ในตอนนี้ เราสามารถปลดล็อกยีนที่เป็นสัญลักษณ์ ‘พละกำลัง’ในมดทองคำตัวนี้ได้อย่างสมบูรณ์!ปกติแล้วมดสามารถยกวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวมันเองได้ถึง 400 เท่า และลากจูงสิ่งที่หนักกว่าตัวมันได้ถึง 1,700 เท่าแต่จากการทดลองของเรา พรสวรรค์ของมันได้ยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ถ้าฉันคาดไว้ไม่ผิดตอนนี้มันสามารถยกของที่หนักกว่าตัวมันได้ถึง 4,000 เท่า!”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ชายชราผมเงินกลับถอนหายใจแผ่วเบา ราวกับนึกเรื่องน่าเสียดายขึ้นมาได้เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า
“น่าเสียดาย... ที่เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นมดทองคำตัวนี้วิวัฒนาการต่อไปแล้ว”
“เอ๋...?”
ใบหน้าของหลิงเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อยเธอเงยหน้ามองมดตัวโตยาวประมาณห้าเซนติเมตรที่ลำตัวดูราวกับหล่อด้วยทองเหลืองแวววาวอยู่ในหลอดทดลองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เพราะอะไรเหรอคะ?”
“เฮ้อ... การปลดล็อกพรสวรรค์ด้วยวิธีบังคับแบบนี้ทำให้พลังชีวิตของมดทองคำตัวนี้แทบจะเหือดแห้งไปจนหมด อีกไม่นานมันก็คงจะ...”
ชายชราผมเงินเว้นวรรคไว้สายตาเปลี่ยนไปมองหลอดทดลองใบอื่นๆ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะเราได้ข้อมูลการทดลองมาครบถ้วนแล้วตอนนี้อัตราความสำเร็จในการปลดล็อกยีนซ้ำเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้อาจารย์หลี่ก็นึกขึ้นได้และเอ่ยเสริมว่า
“เดี๋ยวเธอเอามดตัวนี้กลับไปศึกษารายละเอียดอีกครั้งนะฉันอยากเห็นบทวิเคราะห์และมุมมองของเธอเกี่ยวกับมัน”
หลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับด้วยความยินดี
ทว่าในครู่ต่อมาราวกับว่าเธอตัดสินใจบางอย่างได้ หลิงเอ๋อร์จึงเอ่ยขึ้นว่า
“อาจารย์หลี่ ครั้งนี้ที่มา หนูตั้งใจจะมาขอลาพักร้อนค่ะ”
“ลาพักอย่างนั้นรึ?”
“ค่ะ หนูไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว หนูเริ่มคิดถึงครอบครัวแล้วน่ะค่ะ”
“อย่างนั้นหรอกหรือ?”
อาจารย์หลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอนุญาตช้าๆ
“ก็จริงของเธอ งั้นก็กลับไปพักผ่อนหน่อยเถอะแต่จำไว้นะว่าให้เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้นช่วงนี้การวิจัยตะขาบเงินกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ถ้าขาดเธอไปแผนงานคงไม่สำเร็จแน่”
“รับทราบค่ะ”
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้มสดใส