Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 หลิงเอ๋อร์และมดทองคำ

            รุ่งอรุณของวันใหม่ณ ส่วนลึกของห้องปฏิบัติการอันลึกลับ

            หลิงเอ๋อร์ค่อยๆลืมตาขึ้น

            “ฟู่ว...”

            ขณะที่ดวงตายังพร่าเลือนเปลวเพลิงขุมหนึ่งพลันลุกโชนขึ้นในส่วนลึกของนัยน์ตา

            นี่คือปรากฏการณ์การควบแน่นของพลังวิญญาณจนเป็นรูปธรรม...เป็นสัญลักษณ์จุดสูงสุดของขีดจำกัดขั้นที่เก้าซึ่งยามนี้หลิงเอ๋อร์เหลือเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะสามารถก้าวข้ามไปอีกขั้น

            หากก้าวข้ามได้สำเร็จเธอจะกลายเป็นผู้ที่ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งมวลมนุษย์

            ทว่าหากล้มเหลวย่อมต้องมลายหายไปดุจดอกไม้ที่ร่วงโรย

            นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของการก้าวข้ามไปสู่ระดับเหนือธรรมชาติ

            ไม่ใช่เพียงสัตว์อสูรกลายพันธุ์เท่านั้นแม้แต่มนุษย์เองก็ต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริงนี้เช่นกัน

            จนถึงปัจจุบันนอกจากสัตว์ประหลาดที่ถูกกักขังอยู่ในห้องทดลองลับสุดยอดของสหพันธรัฐแล้วหลิงเอ๋อร์ยังแทบไม่เคยได้ยินชื่อคนที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้จริงๆสักคน

            ในวินาทีนั้นแววตาของหลิงเอ๋อร์พลันเปล่งประกายคมกล้า เธอค่อยๆ ลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนชุดสวมหน้ากากสีขาวบดบังใบหน้า ก่อนจะก้าวออกจากห้องพักไป

            “อรุณสวัสดิ์ พี่หลิงเอ๋อร์”

            “รุ่นพี่...”

            ...

            ตลอดสองข้างทางเดินผู้คนที่พบเห็นเงาร่างงามสง่านี้ต่างพากันโน้มตัวคำนับด้วยความเคารพยกย่อง

            หลิงเอ๋อร์คืออัจฉริยะสาวหมายเลขหนึ่งแห่งศูนย์วิจัยพลังวิญญาณระดับพลังของเธอนั้นลึกล้ำจนไม่มีใครหยั่งถึง

            ทว่าสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่ากลับมิใช่เรื่องพลัง

            แต่คือการที่หลิงเอ๋อร์ใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้นในการก้าวมาถึงจุดนี้แม้ส่วนหนึ่งจะได้รับความช่วยเหลือจากเหมืองแร่พลังวิญญาณธาตุไฟทว่าพรสวรรค์ของเธอก็เป็นเรื่องที่ใครก็ไม่สามารถปฏิเสธได้

            ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นประกอบกับตำแหน่งผู้ช่วยของอาจารย์อาวุโสหลายท่านสถานะของหลิงเอ๋อร์ในห้องทดลองพันธุกรรมลับสุดยอดแห่งนี้จึงถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้าเป็นรองเพียงอาจารย์สูงวัยไม่กี่ท่านเท่านั้น

            รอยยิ้มบางเบาประดับบนเรียวปากนัยน์ตาของหลิงเอ๋อร์โค้งเป็นรูปเสี้ยวจันทร์ราวกับกำลังยิ้ม

            แม้ภายนอกจะดูเย็นชาทว่าหลิงเอ๋อร์ก็ยังคงตอบรับคำทักทายเหล่านั้นตามมารยาท

            หลังจากนั้นไม่นานหลิงเอ๋อร์ก็เดินมาตามระเบียงสีขาวทอดยาวหลายร้อยเมตรจนกระทั่งถึงส่วนลึกที่สุดของห้องปฏิบัติการ

            เธอเงยหน้าขึ้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกำแพงติดคำว่า ‘พันธุกรรม’

            “เฮ้อ...”

            หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาวก่อนจะก้าวไปยังเครื่องสแกนใบหน้า

            “ยืนยันตัวตน: หลิงเอ๋อร์ สิทธิ์ระดับ A อนุญาตให้เข้าถึงได้”

            เสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ใสกระจ่างดังขึ้นประตูเหล็กบานยักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าเลื่อนเปิดออกช้าๆ

            ครู่ต่อมา

            สิ่งที่ปรากฏในสายตาของหลิงเอ๋อร์คือห้องโถงขนาดมโหฬาร

            ภายในโถงเต็มไปด้วยหลอดทดลองรูปแบบต่างๆเรียงรายอยู่มากมาย

            เมื่อพินิจดูอย่างละเอียดในหลอดทดลองแต่ละใบที่บรรจุของเหลวสีเขียวเข้มมีแมลงรูปร่างประหลาดรวมถึงเศษซากอวัยวะที่ขาดวิ่นแช่อยู่ไม่น้อย

            เพราะเป็นห้องปฏิบัติการทางพันธุกรรมการวิจัยตัดต่อยีนย่อมเป็นหัวใจหลักของที่นี่

            ก่อนหน้านี้มนุษย์หมาป่า...อสุรกายกึ่งมนุษย์กึ่งหมาป่าที่เกิดจากการผสานยีนสัตว์ป่าก็มีต้นกำเนิดมาจากที่แห่งนี้เช่นกัน

            ทว่าผลจากการควบคุมยีนของสัตว์ขนาดใหญ่นั้นมีความซับซ้อนและยากลำบากเกินไปสำหรับมนุษย์ในตอนนี้

            เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างทดลองไม่สามารถรักษาปัญญาไว้ได้คลุ้มคลั่งกัดกินสติจนหมดสิ้น ห้องปฏิบัติการพันธุกรรมจึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหันมาเน้นวิจัยยีนของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ขนาดเล็กจำพวกแมลงและสัตว์ขาปล้องแทน

            ทว่าณ ส่วนที่ลึกที่สุดของโถงใหญ่...

            “แฮ่... โฮก...”

            เสียงคำรามอันคลุ้มคลั่งดังก้องมาแผ่วๆพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนเหล็กหนาที่ลากไปตามพื้นอย่างต่อเนื่อง

            ในวินาทีนั้นตะขาบสีเงินขนาดความยาวกว่ายี่สิบเมตร ลำตัวราวกับหล่อขึ้นจากโลหะเงินบริสุทธิ์ข้อปล้องแต่ละข้อเปล่งประกายสีเงินยามต้องแสง ดูดุร้ายและน่าเกรงขามปรากฏสู่สายตาของหลิงเอ๋อร์

            ‘ตะขาบเงิน’ สัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองและระดับภัยพิบัติเพียงตัวเดียวที่ถูกจับกุมได้บนแผ่นดินใหญ่ของสหพันธรัฐ

            ด้วยร่างทดลองล้ำค่าชิ้นนี้ศูนย์วิจัยพันธุกรรมจึงประสบความสำเร็จในการสกัดยีนครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเฉพาะผลการทดลองบางประการที่แม้แต่หลิงเอ๋อร์เห็นแล้วยังต้องรู้สึกใจสั่น

            ทว่าค่าตอบแทนที่ต้องแลกมาคือตะขาบเงินยักษ์ตัวนี้ถูกแยกส่วนร่างกายไปเกือบครึ่งแต่มันก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยพลังชีวิตอันถึกทนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สอง

            แต่จากที่หลิงเอ๋อร์คาดการณ์ไว้

            ไม่เกินครึ่งเดือนตะขาบเงินระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองตัวนี้คงถึงขีดจำกัดและดับสูญไปในที่สุด

            ในจังหวะนั้นเองริมฝีปากที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากสีขาวพลันโค้งขึ้นหลิงเอ๋อร์เผยรอยยิ้มที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกประหลาดใจ

            ดูคล้ายกำลังยินดีทว่าแฝงไปด้วยความคาดหวังบางอย่างแม้แต่ในส่วนลึกของดวงตาก็ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

            ....

            ในตอนนั้นเองราวกับรับรู้ถึงการมาของหลิงเอ๋อร์ เสียงอันแหบพร่าชราภาพก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ

            “หลิงเอ๋อร์มาแล้วรึ? รีบมานี่เร็ว มาช่วยฉันหน่อย”

            “ได้ค่ะอาจารย์หลี่”

            หลิงเอ๋อร์ขานรับทันทีพลางก้าวเดินไปหาชายชราผมสีดอกเลา

            อาจารย์หลี่คืออาจารย์อาวุโสที่มีสถานะสูงส่งที่สุดคนหนึ่งในห้องปฏิบัติการพันธุกรรมและเป็นหนึ่งในหัวหน้าผู้รับผิดชอบหลักของโครงการวิจัยทั้งหมด

            มีข่าวลือว่าด้วยแรงผลักดันของเขาสหพันธรัฐจึงได้ตัดสินใจก่อตั้งศูนย์วิจัยพลังวิญญาณแห่งแรกของมวลมนุษยชาติขึ้น

            จนถึงวันนี้เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านดาวเทียมสหพันธรัฐถึงกับต้องประหลาดใจที่พบว่าตนเองก้าวหน้าไปไกลในด้านการวิจัยพลังวิญญาณมีเพียงบางประเทศในยุโรปเหนือเท่านั้นที่พอจะทัดเทียมได้แม้แต่สหพันธรัฐอิสระที่อยู่อีกฟากของมหาสมุทรก็ยังตามหลังอยู่ก้าวหนึ่ง

            ความสำเร็จทั้งหมดนี้ล้วนมาจากชายชราผู้นี้ที่มองการณ์ไกลทันทีที่มีการยืนยันเรื่องการฟื้นคืนของพลังวิญญาณเขาก็ตัดสินใจใช้ทรัพยากรระดับประเทศในการสร้างศูนย์วิจัยขึ้นมาทันที

            จากจุดนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้มีสถานะสำคัญเพียงใดในสหพันธรัฐปัจจุบัน

            หลิงเอ๋อร์รับเสื้อกาวน์สีขาวจากนักวิจัยคนหนึ่งมาสวมใส่พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า

            “อาจารย์หลี่ มีข่าวดีเรื่องการทดลองอีกแล้วเหรอคะ?”

            เมื่อได้ยินคำถามจากอัจฉริยะสาวอย่างหลิงเอ๋อร์อาจารย์หลี่ก็พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

            “สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว!”

            เขาว่าพลางชี้ไปยังหลอดทดลองที่อยู่ถัดไปไม่ไกลและอธิบายอย่างตื่นเต้นว่า

            “ในตอนนี้ เราสามารถปลดล็อกยีนที่เป็นสัญลักษณ์ ‘พละกำลัง’ในมดทองคำตัวนี้ได้อย่างสมบูรณ์!ปกติแล้วมดสามารถยกวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวมันเองได้ถึง 400 เท่า และลากจูงสิ่งที่หนักกว่าตัวมันได้ถึง 1,700 เท่าแต่จากการทดลองของเรา พรสวรรค์ของมันได้ยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ถ้าฉันคาดไว้ไม่ผิดตอนนี้มันสามารถยกของที่หนักกว่าตัวมันได้ถึง 4,000 เท่า!”

            เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ชายชราผมเงินกลับถอนหายใจแผ่วเบา ราวกับนึกเรื่องน่าเสียดายขึ้นมาได้เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า

            “น่าเสียดาย... ที่เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นมดทองคำตัวนี้วิวัฒนาการต่อไปแล้ว”

            “เอ๋...?”

            ใบหน้าของหลิงเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อยเธอเงยหน้ามองมดตัวโตยาวประมาณห้าเซนติเมตรที่ลำตัวดูราวกับหล่อด้วยทองเหลืองแวววาวอยู่ในหลอดทดลองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เพราะอะไรเหรอคะ?”

            “เฮ้อ... การปลดล็อกพรสวรรค์ด้วยวิธีบังคับแบบนี้ทำให้พลังชีวิตของมดทองคำตัวนี้แทบจะเหือดแห้งไปจนหมด อีกไม่นานมันก็คงจะ...”

            ชายชราผมเงินเว้นวรรคไว้สายตาเปลี่ยนไปมองหลอดทดลองใบอื่นๆ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า

            “แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะเราได้ข้อมูลการทดลองมาครบถ้วนแล้วตอนนี้อัตราความสำเร็จในการปลดล็อกยีนซ้ำเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ”

            เมื่อกล่าวถึงจุดนี้อาจารย์หลี่ก็นึกขึ้นได้และเอ่ยเสริมว่า

            “เดี๋ยวเธอเอามดตัวนี้กลับไปศึกษารายละเอียดอีกครั้งนะฉันอยากเห็นบทวิเคราะห์และมุมมองของเธอเกี่ยวกับมัน”

            หลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับด้วยความยินดี

            ทว่าในครู่ต่อมาราวกับว่าเธอตัดสินใจบางอย่างได้ หลิงเอ๋อร์จึงเอ่ยขึ้นว่า

            “อาจารย์หลี่ ครั้งนี้ที่มา หนูตั้งใจจะมาขอลาพักร้อนค่ะ”

            “ลาพักอย่างนั้นรึ?”

            “ค่ะ หนูไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว หนูเริ่มคิดถึงครอบครัวแล้วน่ะค่ะ”

            “อย่างนั้นหรอกหรือ?”

            อาจารย์หลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอนุญาตช้าๆ

            “ก็จริงของเธอ งั้นก็กลับไปพักผ่อนหน่อยเถอะแต่จำไว้นะว่าให้เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้นช่วงนี้การวิจัยตะขาบเงินกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ถ้าขาดเธอไปแผนงานคงไม่สำเร็จแน่”

            “รับทราบค่ะ”

            หลิงเอ๋อร์พยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้มสดใส

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.60M 3244
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017