บทที่ 99 เหล่าบรรพชนเริ่มเคลื่อนไหว
ย้อนกลับไปในตอนที่หลินตงกำลังประลองในสนามประลองที่หนึ่ง ในเวลาเดียวกันนั้นเองหม่าฉือที่อยู่ในประตูฝึกฝนพลังธาตุก็ได้ออกจากการฝึกฝนพลังธาตุและเข้ามายังประตูทำความเข้าใจมรรควิถีแล้ว
และเมื่อหม่าฉือมาถึงก็เป็นเวลาเดียวกัน ที่เจียงเป่าได้ลืมตาตื่นขึ้นจากการทำความเข้าใจมรรควิถี
“โฮ๊ะๆๆ นี่เจ้าจะหัวทึบเกินไปรึไม่ ใช้เวลานานนับเดือนเจ้าพึ่งจะทำความเข้าใจมรรควิถีได้สมบูรณ์เนี่ยนะ”
หม่าฉือที่เห็นสหายของตนลืมตาขึ้นมาพอดีในตอนที่ตนมาจึงอดที่จะพูดจา กวนบาทาใส่สหายของตนเสียไม่ได้
“ฮึๆๆ...ตอนนี้ความเข้าใจในมรรควิถีของข้ามากกว่าเดิมอย่างก้าวกระโดด ข้ามั่นใจว่าจะฝึกฝนในประตูฝึกฝนทั้งสองที่เหลือได้หมดในเวลาไม่นานอย่างแน่นอน”
“ว่าแต่เจ้าเถอะฝึกฝนในประตูฝึกฝนไปได้มากเท่าไรแล้ว ถึงมายังที่นี่”
สิ้นเสียงของเจียงเป่า รอยยิ้มของหม่าฉือก็แข็งค้างไป
ถึงแม้ตัวเขาจะฝึกฝนมาถึงสองประตูฝึกฝนแล้ว แต่ทว่าก็มีเพียงประตูฝึกฝนพลังธาตุเพียงอย่างเดียวที่ตัวเขานั้นฝึกฝนจนถึงระดับสมบูรณ์ในระดับราชันย์ยุทธ์ระดับกลาง
“หากเจ้าอย่างรู้ เราก็มาแลกเปลี่ยนฝีมือกันหน่อยเป็นเช่นไร”
เมื่อได้ยินสหายของตนเอ่ยเช่นนั้น เจียงเป่าจึงยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะเอ่ย
“ย่อมได้”
สิ้นเสียง ทั้งสองคนจึงพากันไปยังจุดไร้คลื่นที่ห่างไกลจากคนอื่นๆที่กำลังทำความเข้าใจมรรควิถีอยู่
“ข้าขอดูหน่อยเถอะ ว่าเจ้ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง”
สิ้นเสียงของเจียงเป่าดวงดาราห้าดวงที่เป็นตัวแทนของ การทำนายโชคชะตา การเสริมโชคชะตา การเปลี่ยนแปลงโชคชะตา การทำลายโชคชะตาและการแย่งชิงโชคชะตาก็ได้ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขาในทันที แต่แรงกดดันและกลิ่นอายที่ดวงดาราทั้งห้านี้ปลดปล่อยออกมานั้น ทรงพลังมากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
ในด้านของหม่าฉือที่เห็นพลังที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ของสหายตน ก็อดที่จะสั่นสะท้านอยู่ในใจเสียไม่ได้
“เหตุใดเจ้านี่แค่ทำความเข้าใจมรรควิถีเพียงอย่างเดียวถึงได้พัฒนาก้าวกระโดดขนาดนี้”
ถึงแม้จะรู้สึกตกตะลึง แต่ในเวลาเดียวกันไฟแห่งการต่อสู้ของหม่าฉือก็ถูกจุดติดขึ้นมาเช่นกัน
“ถึงข้าจะยังไม่ได้มาฝึกทำความเข้าใจมรรควิถี แต่ในช่วงที่ผ่านมาทั้งกายหยาบโดยเฉพาะพลังธาตุของข้าในเวลานี้ ก็สมบูรณ์ที่สุดในระดับราชันย์ยุทธ์ระดับกลางแล้ว”
“ข้าขอดูหน่อยเถอะว่าฝีมือของเจ้ากับข้าในตอนนี้ จะทิ้งห่างกันหรือไม่ โชคดีที่ข้ายังพอมีแร่ลมปราณระดับสูงเหลืออยู่”
สิ้นเสียงของหม่าฉือ ก้อนแร่ลมปราณนับร้อย ต่างปรากฏออกมาที่ด้านหลังของหม่าฉือและแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธลมปราณต่างๆ อย่างรวดเร็ว
ทว่าอาวุธลมปราณของหม่าฉือในตอนนี้นั้น ต่างมีพลังของธาตุทั้งห้าอยู่นี่คือผลลัพธ์หลังจากที่หม่าฉือฝึกฝนพลังธาตุของตนในด่านฝึกฝนพลังธาตุ เดิมทีหม่าฉือนั้นฝึกธาตุอัคคีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทว่าเมื่อเข้าไปในประตูฝึกฝนพลังธาตุนั่นจึงทำให้หม่าฉือค้นพบว่าตัวเขานั้นสามารถใช้พลังธาตุหลักได้ทั้งห้าธาตุ
นั่นทำให้เหล่าผู้อาวุโสพลังธาตุทั้งห้า ต่างตกใจเป็นอย่างมากจึงต่างพากันขัดเกลาหม่าฉือ อย่างสุดกำลัง ผลลัพธ์ก็คือหม่าฉือในตอนนี้สามารถใช้พลังธาตุทั้งห้าในระดับราชันย์ยุทธ์ระดับกลางได้สมบูรณ์แล้ว
“เข้ามาเลย”
ทั้งสองต่างตะโกนออกมา พร้อมกับซัดการโจมตีเข้าใส่อีกฝ่าย
และเมื่อการต่อสู้ของทั้งสองผ่านไปสักพัก ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ เหล่าชายชราทั้งสามได้มาถึงประตูทำความเข้าใจมรรควิถีพอดี
สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเหล่าชายชราทั้งสามเมื่อเข้ามาในมิติของประตูทำความเข้าใจมรรควิถี ทุกคนต่างรับรู้ได้ทันทีว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นในที่แห่งนี้
ไม่นานนัก ทั้งสามก็ได้มาถึงจุดที่หม่าฉือและเจียงเป่าประลองกันอยู่
“หะ...เหตุใดวิชามรรคของเจ้าสองคนนี้ ถึงได้เหมือนกับวิชายุทธ์ของคนผู้นั้นกัน”
ทันทีที่ชายชราจิตวิญญาณอาวุธเห็นวิชามรรคที่ทั้งสองสำแดงออกมาก็อดที่จะอุทานออกมาเสียไม่ได้
“ใช่แล้ว เป็นแบบนี้นี่เอง”
จู่ๆ ผู้อาวุโสหยินหยางก็เอ่ยออกมา
“เจ้าคิดอะไรออกงั้นรึ”
ชายชราจิตวิญญาณอาวุธและผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยถามออกมาพร้อมกัน
“ในตอนแรกที่ข้าเห็นมรรควิถีของเจ้าหนูเจียงเป่า ถึงแม้ว่ามรรควิถีที่เจ้าหนูนี่ฝึกจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น แต่ข้าก็ไม่มั่นใจมากนัก เพราะมรรควิถีของเจ้าหนูนี่ยังขาดพลังแห่งการหลอมสร้างสรรพสิ่งไป”
“ทว่าในตอนนี้ เจ้าหนูที่เป็นคู่ต่อสู้ของเจียงเป่านั้น ก็คือเจ้าหนู หม่าฉือที่ข้ากับตาเฒ่าจิตวิญญาณอาวุธไปหามาก่อนหน้านี้ที่ด่านฝึกฝนพลังธาตุ แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าหนูนี่ดันมีวิถีมรรคแห่งการหลอมสร้างสรรพสิ่งที่เหมือนกับของชายผู้นั้น”
“แม้วิชามรรคที่ทั้งสองคนนี้สำแดงออกมา แม้จะไม่ได้เหมือนวิชามรรคของคนผู้นั้นซะทีเดียวแต่รากฐานของวิชานั้นย่อมต้องแยกมาจากวิชายุทธ์ของชายผู้นั้นเป็นแน่”
“และคนที่จะทำเช่นนี้ได้ก็มีเพียงคนผู้นั้นเท่านั้น แต่ข้าก็ไม่รู้เหตุผลเช่นกันว่าเหตุใดคนผู้นั้นถึงได้ทำเช่นนั้น”
สิ้นเสียงของผู้อาวุโสหยินหยาง เสียงของชายชราจิตวิญญาณอาวุธ ก็เอ่ยขึ้นทันที
“จากที่เจ้าหนูหลินตงเล่าให้ข้าฟังมา เจ้าพวกนี้มาจากดินแดนถงเทียนแต่ผู้คนในมหาทวีปฟ้านิรันดร์นั้น จะเรียกดินแดนนี้ว่าดินแดนต้องสาป เป็นดินแดนเล็กๆ ที่พลังปราณไม่หนาแน่นมากนักและจอมยุทธ์ในดินแดนนี้ระดับราชันย์ยุทธ์ก็ไม่ต่างจากจ้าวชีวิต”
“แต่ที่น่าสนใจคืออาจารย์ของเจ้าหนูหลินตง เคยบอกกับเจ้าตัวว่าหากเจ้าหนูนั่นไม่อยู่ในดินแดนนั้นก็อาจจะโดนขุมอำนาจใหญ่ๆ ลอบสังหารไปแล้ว”
“คำบอกเล่านี้เหมือนกับว่า พวกตัวตนระดับสูงๆ นั้นไม่สามารถเข้ามาในดินแดนถงเทียนได้อย่างไรอย่างนั้น ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าพวกนี้ก็เกือบโดนล้างบางจนหมดจากเผ่ามารโลหิตแต่ก็ถูกจอมยุทธ์ผู้หนึ่งช่วยไว้ ข้อมูลของเจ้าหนูนี่ช่างย้อนแย้งเสียจริง”
“เมื่อถึงเวลาที่ข้าออกไปได้ข้าจะต้องลองไปที่ดินแดนนั้นดูเสียหน่อย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าดินแดนที่มีร่องรอยสำคัญของชายผู้นั้นอยู่จะเป็นดินแดนธรรมดาไปได้”
สิ้นเสียงของชายชราจิตวิญญาณอาวุธทุกคนต่างนิ่งเงียบ เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
“คิดไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ ข้าว่าเรามานั่งดูเจ้าหนูทั้งสองประลองกันจนจบดีกว่า จากนั้นเราค่อยไปถามข้อมูลที่มาของวิชามรรคที่ทั้งสองฝึกดู พวกเราอาจจะได้อะไรเพิ่มมาก็ได้”
ภายในสนามรบร้อยดินแดน
เวลานี้ทั่วทุกอาณาเขตของขุมอำนาจต่างๆ ล้วนแต่กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูอันทรงพลัง แต่นั่นก็เป็นการสู้รบของตัวตนระดับจ้าวดินแดนลงไปเท่านั้น
เพราะด้านในลึกสุดของสนามรบร้อยดินแดนหรือก็คือจุดที่เป็นประตูทางเข้าที่จอมยุทธ์มหาทวีปอื่นๆ ใช้เข้ามานั้น
เหล่าจอมยุทธ์ระดับเซียนจำแลงของมหาทวีปต่างๆ กำลังเผชิญหน้าดูเชิงกันอยู่ สาเหตุที่ทุกคนยังไม่ได้ลงมือทำอะไรนั้นเพราะไม่ไกลจากพวกเขามากนัก
เหล่าชายชราท่าทางธรรมดาห้าคนกำลังนั่งดื่มสุรา และประชันหมากกันอยู่ถึงแม้จะดูธรรมดาแต่เหล่าชายชราทั้งห้าคนนี้กลับทำให้เหล่าเซียนจำแลงทั้งหมดในที่นี้รู้สึกหนาวสะท้าน
“ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสท่านนั้นจะเป็นจอมยุทธ์ของมหาทวีปฟ้านิรันดร์ใช่รึไม่ มีใครพอจะรู้จักพวกผู้อาวุโสทั้งสองบ้าง”
หนึ่งในเซียนจำแลงของมหาทวีปฟ้านิรันดร์เอ่ยถาม คนผู้นี้มาจากสำนักระดับหนึ่งแม้จะไม่ได้ติดหนึ่งในสิบขุมอำนาจใหญ่ แต่ด้วยการที่ขุมอำนาจของเขานั้นมีเขาเป็นระดับเซียนจำแลง จึงสามารถขึ้นมาเป็นขุมอำนาจระดับหนึ่งปลายแถวได้
แต่เขาก็ทำได้เพียงรู้จักแต่ตัวตนระดับเดียวกันเท่านั้น เมื่อเห็นตัวตนที่ทรงพลังกว่าเขามากปรากฏขึ้นก็อดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้
สิ้นเสียงของชายผู้นั้นไม่นาน เสียงของเซียนจำแลงอีกคนก็ดังขึ้น
“ถึงข้าจะเคยเห็นผู้อาวุโสทั้งสองแค่ครั้งเดียวและมันก็ผ่านมานับพันปีแล้ว แต่ฝีมือและใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งสองนั้น ข้าไม่มีทางลืมเด็ดขาดผู้อาวุโสฝั่งซ้ายมือนั้นคือบรรพชนของสำนักสยบมังกรและข้างๆ กันนั้นคือบรรพชนของจักรวรรดิต้าโจ”
“ถึงแม้ข้าจะรู้สึกกดดันกับการบุกรุกครั้งนี้ แต่ในเมื่อผู้อาวุโสทั้งสองออกโรงด้วยตัวเอง ข้าก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก”
“หากพวกเจ้าเคยเห็นผู้อาวุโสทั้งสองแสดงฝีมือพวกเจ้าก็จะรู้สึกไม่ต่างจากข้า”
เมื่อทุกคนที่ได้ยินสิ่งที่เซียนจำแลงผู้นั้นเอ่ย ก็ต่างพากันพูดคุยกันไปต่างๆ นานา
“หึๆ ไอเจ้าพวกมหาทวีปฟ้านิรันดร์ คิดรึว่าแค่มีตาแก่สองคนนี้มาแล้วจะพลิกสถานการณ์ได้”
“ข้าจะบอกอะไรให้นะ ว่าตัวตนระดับนั้นฝั่งพวกข้ายังมีอยู่อีกสี่คนที่กำลังมุ่งหน้ามา เมื่อพวกเขามาถึงพวกเจ้าก็ตัดหัวมาถวายพวกข้าได้เลยพวกข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ฮ่าๆๆ”
ทว่าก่อนที่เสียงหัวเราะจะจบลง ร่างของคนผู้นั้นก็ได้สลายกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตา
“เป็นแค่เซียนจำแลงแต่ปากดีเสียจริง”
สิ้นเสียงนั้น ร่างของชายชราท่าทางทรงภูมิในชุดสีม่วงเข้มก็ปรากฏตัวขึ้น อยู่ข้างๆของชายชราทั้งสองของมหาทวีปฟ้านิรันดร์
“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ได้มาช้าไปสินะ
จากผู้เขียน: ก่อนอื่นเลยผมต้องบอกว่า สวัสดีปีใหม่นักอ่านทุกท่านนะครับ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของทุกท่านนะครับ หลังจากไปเที่ยวมาหลายวันตอนนี้ก็กลับมาเขียนต่อแล้วนะครับ ปีนี้ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเขียนให้ได้มากกว่าเดิมให้ได้มากที่สุดโดยไม่เสียคุณภาพครับ ฝากติดตามผลงานของผมต่อไปนะครับ????????????
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio