ไม่ต้องกล่าวเลยว่าการตัดสินใจของครอบครัวกิ๊บส์ในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บางคนก็หัวเราะอย่างไม่อยากเชื่อไปทั่วทั้งชุมชนเล็กๆ แห่งนั้นดูเหมือนทุกคนจะลงความเห็นเป็เสียงเดียวกันว่าทั้งสามแม่ลูกไม่สามารถทำงานชิ้นที่ตั้งใจไว้ให้เป็ผลสำเร็จได้
ถ้าจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะทำให้สำเร็จตามแผนที่ว่าไว้เช่นกันมันเริ่มต้นจากความจริงที่ว่า ในบริเวณเทือกเขา แบล๊ค ฮิลลิ์ ของ เซ้าท์ ดาโกต้านั้นไม่มีไร่ปศุสัตว์แห่งใดที่กำลังอยู่ในระหว่างการเสนอขายและถ้าจะมีอยู่บ้างก็ออกจะตั้งราคาไว้สูงจนเกินไปหรือไม่ก็มีพื้นที่ใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไป แต่กระนั้นเอ็ดดี้ก็ยังใช้ความพยายามและเมื่อมีเธอเป็หัวหน้าทั้งเจอรี่กับเอลิสันก็พร้อมใจที่จะทำตามอยู่แล้ว
สำหรับเวลาที่ยังรอคอยนี้ก็ถูกใช้ให้เป็ประโยชน์อย่างที่สุดโครงการฝึกม้าเพื่อนำออกแสดงโชว์นั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็โครงการร่วมกันม้าที่อยู่ในสภาพไม่เหมาะสำหรับการฝึกเพื่อนำออกแสดงดังกล่าวถูกขายไปเมื่อว่างจากงานประจำที่ทำอยู่ ทุกคนก็หาความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานในไร่ปศุสัตว์การเลี้ยงและบำรุงรักษาวัว ม้า การนำที่ดินส่วนที่เหลือมาใช้ให้เป็ประโยชน์แม้ว่าในบางเื่จะเป็เพียงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีความสำคัญเท่าไรนักแต่ทุกคนก็ยังให้ความสนใจศึกษาหาความรู้ไว้
นับแต่วันที่ได้ปรึกษาหารือกันแล้วทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามปรกติ เมื่อเวลาล่วงเลยไปได้ประมาณ 4 เดือนบริษัทที่เป็นายหน้าในการซื้อขายที่ดินก็ติดต่อมาและแจ้งให้เอ็ดดี้ทราบถึงเื่ไร่ปศุสัตว์แห่งหนึ่งซึ่งเพิ่งแจ้งความจำนงให้บริษัทของเขาช่วยเสนอขาย
พนักงานซึ่งเป็ตัวแทนเล่าให้เอ็ดดี้ฟังว่าเ้าของซึ่งเป็ชายสูงอายุนั้นจำเป็ต้องขายไร่ของตนเนื่องจากได้รับาเ็ที่ค่อนข้างจะรุนแรงฟังจากที่เขาพูดแล้วก็รู้สึกว่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับไร่แห่งนั้นน่าสนใจมากนับั้แ่จำนวนของพื้นที่ ส่วนที่แบ่งออกเป็ทุ่งหญ้า ลำธารที่ไหลผ่านที่ดินจนกระทั่งถึงราคาและงวดการชำระเงิน
เอ็ดดี้ทิ้งให้เอลิสันอยู่ดูแลบ้านกับม้าเพียงลำพังส่วนตัวเธอกับเจอรี่นั้นบินไปราพิด ซิตี้ดูไร่นั้นด้วยตาตนเองเพื่อความแน่ใจก่อนจะตกลงซื้อไว้
เ้าหน้าที่ของบริษัทตัวแทนเดินทางมารับที่สนามบินและขับรถพาไปดูที่ดินดังกล่าวเนื่องจากขณะนั้นยังอยู่ใน่ฤดูหนาว พื้นที่ทั้งหมดจึงถูกปกคลุมไว้ด้วยหิมะซ่อนเร้นทุกสิ่งที่ควรจะเห็นไว้ รวมไปถึงลำธารที่ไหลผ่านพื้นที่ด้วยในท่ามกลางความขาวโพลนนั้นจะมีก็แต่ต้นสนสีเขียวเข้มที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
เมื่อเข้ามาถึงบริเวณลานหน้าบ้านนั้นเอ็ดดี้ก็ได้เห็นบ้านที่หลังคาปกคลุมไว้ด้วยหิมะ ทุกสิ่งสงัดเงียบปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นไม่มีวี่แววว่าจะมีปศุสัตว์ถูกขังรวมไว้ในที่ใดที่หนึ่งแต่ก็มีควันไฟลอยขึ้นจากปล่องสูงเหนือหลังคาบ้าน เห็นเป็ทางสีขาวทาบทับอยู่กับพื้นฟ้าสีคราม
“รู้สึกว่าบ้านหลังนี้เก่าจังเลยนะครับ” เจอรี่หันไปปรารภกับเอ็ดดี้
“หวังว่าภายในจะดีกว่านี้ก็แล้วกัน” เธอตอบเสียงต่ำๆ “แต่ถึงยังไงมันก็คงจะต้องปลูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแรงพอควรละไม่อย่างนั้นก็คงพังไปแล้ว”
เสียงล้อรถบดอยู่กับพื้นดินที่ปกคลุมอยู่ด้วยหิมะเมื่อตัวแทนคนนั้นชะลอความเร็วของรถลง จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงกึ่งกลางลานบ้านพร้อมกับเอื้อมมือไปดับเครื่องยนต์ลง และหันมามองหน้าคนทั้งสอง
“อยากจะเดินดูข้างนอกเสียหน่อยก่อนไหมครับตอนนี้ คุณแอนสัน คาร์เวอร์ เ้าของไร่ขาหักต้องใช้ไม้ค้ำอยู่ เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องเป็ฝ่ายเข้าไปพบเขาเองจะให้เขาออกมาหาเราเห็นจะไม่ได้ เพราะพื้นดินมันลื่นมากอาจจะหกล้มไปอีกได้”
“ขอดูข้างนอกก่อนดีกว่าค่ะ” เอ็ดดี้เห็นด้วยกับคำแนะนำ
เธอกลัดกระดุมเสื้อคลุมกันหนาวจนถึงเม็ดบนขณะเจอรี่ก้าวลงจากรถพร้อมกับดึงปีกหมวกคลุมลงมาจนถึงหน้าผากความหนาวเย็นของสายลมที่กรรโชกพัดอยู่ตลอดเวลาทำให้เธอถึงกับซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อคลุม
ทั้งสามคนเดินอ้อมไปรอบๆ บ้านไร่แห่งนั้นและเช่นที่เอ็ดดี้ได้คาดไว้ั้แ่แรก ทั้งโรงนา คอกม้าและอาคารหลังอื่นๆถ้าดูจากภายนอกจะเห็นว่ายังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีแต่พอก้าวเข้าไปข้างในก็พบว่ายังมีไม้กระดานอีกหลายแผ่นที่จะต้องเปลี่ยนใหม่หน้าต่างหลายบานแตกหัก ประตูเลื่อนที่เข้าโรงนาก็ใกล้จะพังการซ่อมแซมที่เห็นอยู่เป็การทำอย่างลวกๆ เท่านั้นแม้แต่คอกฝึกม้ากลางแจ้งก็เพียงแค่ล้อมรั้วไว้ลวกๆ เช่นกัน ซึ่งถ้าจะต้องปรับปรุงกันอย่างจริงจังละคงจะต้องใช้เวลานานพอควรทีเดียว
ขณะเดียวกันผู้แทนของบริษัทนายหน้าก็เอารูปที่ถ่ายไว้ออกมาให้เอ็ดดี้กับเจอรี่ดูประกอบเพื่อที่เขาจะได้ชี้ตำแหน่งต่างๆ ให้ดูได้อย่างถูกต้องรูปเ่าั้เป็รูปที่ถ่ายไว้ั้แ่ฤดูร้อน เพราะฉะนั้นจึงออกจะเป็การยากที่จะนำมาเปรียบเทียบกับสภาพของพื้นที่ซึ่งถูกปกคลุมอยู่ด้วยหิมะในยามนี้
หลังจากที่ดูอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณแล้วทุกคนก็เดินต่อไปยังทุ่งหญ้าที่อยู่ไกล้ หิมะท่วมขึ้นมาเกือบจะถึงหน้าแข้งเมื่อเจอรี่ก้มลงมองดูพื้นดินตรงหน้าก็ได้เห็นต้นหญ้าสีน้ำตาลแข็งกรังอยู่ภายใต้หิมะนั้น
ผู้แทนของบริษัทพยายามใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่เพื่อจะขายไร่ปศุสัตว์แห่งนี้ให้ได้ด้วยการบรรยายถึงความงดงามของธรรมชาติและอื่นๆที่เชื่อว่าจะเป็สื่อจูงใจให้เอ็ดดี้สนใจซื้อที่ดินไว้ แต่เอ็ดดี้ไม่สนใจนัก ท่าทางของเธอไม่ได้บอกว่าจะยอมใจอ่อนซื้อที่ดินแห่งนี้เพียงเพราะเห็นกับความงามของทิวทัศน์ อย่างที่ผู้แทนคนนั้นตั้งความหวังไว้
เมื่อเดินกลับมายังบริเวณลานกว้างหน้าบ้านไร่อีกครั้งเอ็ดดี้ก็เดินไปทางรั้วไม้ที่ขนานอยู่กับทางเดินแต่เนื่องจากพื้นดินค่อนข้างลื่นทำให้เธอเซไปรีบคว้าเสาต้นหนึ่งไว้เพื่อพยุงกายไม่ให้ลื่มล้มลงแต่อาจจะเป็เพราะเสาต้นนั้นทานน้ำหนักตัวเธอไม่ไหวมันจึงเอนลงทันทีถ้าเจอรี่ไม่รีบคว้าแขนไว้ เธอก็คงลงไปนอนอยู่กับพื้นหิมะแน่
“สงสัยว่าเสาต้นนี้จะขาดแล้วด้วยซ้ำ” เขาบ่นพึมพำสีหน้าบอกความไม่พอใจ เมื่อกวาดสายตามองไปตลอดแนวราวรั้วนั้น
เอ็ดดี้รู้ว่าลูกเลี้ยงกำลังคิดอะไรอยู่ในใจสำหรับคนที่คุ้นชินกับสภาพที่ดีกว่า เจอรี่จะต้องมองเห็นว่ารั้วนี้จะต้องได้รับการซ่อมแซมหรือไม่ก็รื้อลงแล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่
“ถ้าซื้อที่นี่เราคงจะลงมือปรับปรุงกันยกใหญ่เลย”
“ผมว่าที่พูดมาน่ะมันไม่ผิดเลยละครับ” เจอรี่ว่าก่อนจะออกเดินตามผู้แทนคนนั้นต่อไป
สภาพของตัวบ้านก็ดูจะไม่แตกต่างไปกว่าสภาพภายนอกเท่าไรนักมันเป็บ้านชั้นเดียวที่ค่อนข้างกว้างแต่ห้องทั้งหลายที่ถูกกั้นหรือต่อเติมขึ้นไว้นั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีการออกแบบอย่างเหมาะสมเลยสีขาวที่ทาไว้หลุดออกจนมองเห็นแผ่นกระดานสีเทาเมื่อตัวแทนคนนั้นยกมือขึ้นเคาะเพียงครั้งเดียวก็ได้ยินเสียงตอบรับว่าให้เข้าไปได้
ส่วนสภาพภายในก็ดูทรุดโทรมและซึมเซา เช่นเดียวกับภายนอกหลังจากที่ต้องอยู่ท่ามกลางแสงสว่างภายนอกมาเป็เวลานานเอ็ดดี้ต้องใช้เวลาอยู่เป็ครู่กว่าจะปรับระดับสายตาให้เข้ากับความสลัวของภายในได้
ประตูบ้านด้านหน้าเปิดตรงเข้าสู่บริเวณที่จัดไว้เป็ห้องรับแขกซึ่งในนั้นมีเตาผิงเก่าๆเตาหนึ่งตั้งอยู่และกำลังกระจายความร้อนไปทั่วทั้งห้องแคบๆ นั้นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหัน ทำให้เอ็ดดี้รู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆแทงอยู่ตามเนื้อตัว เธอเข้ามาหยุดอยู่ตรงด้านในของประตู ปลดกระดุมเสื้อคลุมยกมือขึ้นลูบเรือนผมให้เข้าที่ทางเรียบร้อยและไม่อยากจะย่ำเข้าไปในบ้านทั้งที่รองเท้าเปรอะเปื้อนด้วยโคลนตม