ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 85 ศึกสายล่าง วานรปะทะอาชา ตอน ต้น(ซุนโหวหวัง)

    ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

    ซุนโหวหวัง

             

            ยามบ่ายวันนี้ท้องฟ้าสุดทะมึน

            แต่สนามประลองกลับคึกคักเป็นพิเศษ

            เพราะวันนี้ในช่วงเช้าเป็นการประลองรอบคัดเลือกของรุ่น 'วิทยายุทธ์' รุ่นมัทธยุทธ์อย่างฉันจึงไม่มีอันใดทำในช่วงเช้าจึงออกมาเที่ยวเล่น

            บรรยากาศในตลาดนั้นดูคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดทางที่เดินก็เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย

            ราวกับไม่ได้สนใจการประลองช่วงเข้าเสียเท่าไหร่

            คงกำลังรอชมการประลองในสายล่างของวันนี้

             

            ถึงจะบอกว่าเป็นสายล่าง แลฟังแล้วอาจดูน่าเบื่อ

            แต่เชื่อฉันเถิด..

            รอบนี้มันไม่ใช่ของเหลือแน่นอน

            เพราะคู่ประเดิมเปิดสนามก็คือฉัน.. ซุนโหวหวังที่จัดต้องพบกับพ่อหม่าชุนเฟิง

            สองคนจากห้าตระกูลเสาหลักย่อมไม่จืดเช่นรอบก่อน ๆ

             

            ไม่ต้องให้อ้ายเจี้ยนบอก.. ฉันก็ใช่ประมาท..

            แม้นพ่อชุนเฟิงจักมิได้มีเด่นเท่าเทียบพ่อหม่าเฟย

            แต่อย่างไรก็เป็นถึงบุตรชายของท่านเจ้าคุณหม่าเหวิน..

            มิระวังมิได้ดอก..

             

            เอ่ยถึงอ้ายเจี้ยน..

            อ้ายเปรตนั่นตอนนี้ก็มัวแต่ซุกตัวอยู่ในห้อง

            หลังจากมันเลือนระดับพลังเป็น 'สัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง' ได้เมื่อวาน

            ฉันก็ไม่กล้าไปกวนมันอีกเลย มันต้องใช้สมาธิในการเรียนรู้พลังระดับใหม่

             

            “นั่น ๆ นายน้อยซุน!! นายน้อยซุนโหวหวัง!!”

            “ใช่ ๆ ว่าที่ผู้นำตระกูลซุนคนนั้น ใช่เลย!!”

            “ได้ข่าวว่าเขาเคยซัดหอบุปผาล่มทั้งหอในคืนเดียว...”

            “ชู่ว์!! เจ้าอยากตายหรืออย่างไร!!”

             

            เสียงซุบซิบเหล่านั้น..

            ฉันสดับได้ทุกถ้อยคำ..

            หอบุปผาล่มอย่างนั้นฤๅ? หึ! ครึ่งคืนต่างหาก!

            อ้ายพวกนั้นข่าวมั่วเสียจริง..

             

            แล้วในตอนที่ฉันเลี้ยวเข้ากลับไปที่สนามประลอง..

            ฉันก็เห็นเธอ..

            อุสางิซากิ..

            วันนี้ท่าทางเธอดูแปลกพิกล..

            ยามปกติแม่ซากิจักเดินเชิดหน้าสูง สายตาเหลือบแลมองคนอื่นอยู่ต่ำกว่า

            ทว่ายามนี้..

            เธอกลับเดินก้มหน้า นัยน์ตาไร้แวว รัศมีความหยิ่งเย็นชากลับจืดหายคล้ายว่าเป็นคนละคน

            สงสัยการพ่ายพ่อเสวี่ยซานจักทำให้เธอเสียความมั่นใจไป

             

            ฉันหยุดยืนอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง..

            มิใช่อยากจะตอกย้ำแม่ซากิดอกหนา..

            เพียงแต่ฉันคิด..

            หากเธอเจอหน้าฉันและด่าอาจทำให้เธอสบายใจขึ้น

             

            แต่เหมือนแม่ซากิจะไม่เห็นฉัน เธอเพียงเดินผ่านไปอย่างไร้ชีวิตชีวา

            ฉันจึงได้แค่ถอนใจพร้อมสั่นไหล่

            ก่อนจักเดินตรงเข้าไปยังสนามประลอง เพราะนี้ก็จวนถึงเวลาแล้ว..

            .

            .

            เสียงโห่ร้องอึงอลราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายจากหมู่มหาชนซึ่งแน่นขนัดบนอัฒจันทร์โดยรอบสนามประลอง

            แทบทำให้ฉันรู้สึกหูอื้อเสียให้ได้

            บรรยากาศโดยรอบแลดูตึงเครียดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความคาดหวังจากผู้ชมเรือนพันหมื่นซึ่งจับจ้องมายังศูนย์กลางแห่งสมรภูมิ

             

            ฉันย่างก้าวเข้าสู่สนามประลองอย่างมิได้เร่งรีบ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มละมุนปนเจ้าเล่ห์อยู่จาง ๆ

            เสียงโห่ร้องและเสียงกรีดร้องจากเหล่าผู้ชม โดยเฉพาะบรรดาสตรี ดังกระหึ่มยิ่งขึ้นกว่าคราใด

            กระบองปราบมังกรที่ถูกย่อขนาดให้พอเหมาะกับการใช้งาน ถูกสะพายอยู่เบื้องหลังหูอย่างสบายอารมณ์

            ฉันโบกมือทักทายผู้ชมโดยรอบอย่างเป็นกันเอง มิได้ถือยศศักดิ์ให้ห่างเหิน

            เสียงกรีดร้องของเหล่าสตรีนั้น..

            ชื่นใจดุจน้ำทิพย์หลั่งรินในยามอ่อนล้า

             

            “การประลองสายล่างคำรบแรกคู่ต้น ซุนโหวหวังแห่งตระกูลพญาวานร! ปะทะ หม่าชุนเฟิงแห่งตระกูลพยศอาชา!”

            เสียงประกาศของท่านผู้เฒ่าฮูจินดังก้องไปทั่ว..ทั่วสนามประลอง

            ครั้นสิ้นเสียงสัญญาณ

            พ่อหม่าชุนเฟิงก็ได้กระโจนลงมาจากอัฒจันทร์ฝั่งสกุลพยศอาชา

             

            พ่อชุนเฟิงยังคงดำรงกิริยาอันสุภาพ..

            เขาโน้มกายคำนับเล็กน้อย แล้วจึงเอื้อนเอ่ยวาจาอย่างนอบน้อมว่า

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมประลองกับท่าน..

            ท่านพี่ซุน”

            น้ำเสียงของเขานั้นอ่อนโยนยิ่งนัก

            หากแต่ภายใต้ถ้อยคำอันนุ่มนวลนั้น ฉันก็สัมผัสได้ถึงความแน่วแน่จริงจังซึ่งแฝงเร้นอยู่

             

            “ไม่พบกันเสียนานพ่อชุนเฟิง..”

            ฉันเบิกวาจาสุภาพตอบกลับไป

            “ครั้งสุดท้ายน่าจักเมื่อหลายปีก่อน ที่งานเบิกเนตรของพ่อหม่าเฟย..

            อย่างไรฉันก็ขอให้พ่อไว้ไมตรีบ้าง..

            หากฉันชนะจักเลี้ยงหอบุปผาพ่อสักคืน”

             

            “ท่านพี่ซุนหยอกข้าแล้ว..”

            พ่อชุนเฟิงเอ่ยก่อนยื่นมือออกไปข้างลำตัว

            ก่อนที่ในจังหวะต่อมา..

            ทวนประจำตนของมันก็ปรากฏออกมา

            “เรามาเริ่มกันเลยเถิด..”

             

            ฉันผงกหัวเล็กน้อยก่อนจะหยิบกระบองคู่กายออกมาจากติ่งหูพร้อมตั้งท่าเตรียมปะทะ

             

            “หากพวกเจ้าพร้อมแล้ว..

            เริ่มการประลองได้!!”

            สิ้นเสียงคำประกาศของท่านผู้เฒ่าฮู

            พ่อชุนเฟิงก็ได้เปิดฉากพุ่งตรงมาหาฉัน

             

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 1 ทวนล่องนภา”

            พ่อชุนเฟิงเร่งเร้าพลังปราณแห่งธาตุลมเข้าสู่ปลายทวนด้วยความว่องไว

            ก่อนจักเหวี่ยงทวนยาวออกไปประหนึ่งสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์!!

            ทวนพุ่งแหวกอากาศด้วยสุ้มเสียงหวีดหวิวอันบาดลึกถึงแก้วหู มุ่งหมายเข้าสู่ร่างของฉันด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งนัก

            แม้นจักเป็นเพียงการหยั่งเชิง แต่พลานุภาพที่แฝงเร้นภายในนั้นมากพอจักทะลวงเกราะเหล็กให้แหลกเป็นผุยผงได้โดยง่าย

             

            ฉันยังคงแต่งแต้มรอยยิ้มกวนประสาทไว้บนใบหน้า หาได้เร่งร้อนตอบโต้แต่ประการใด

            ปล่อยให้ทวนนั้นพุ่งเข้ามาใกล้จนเกือบสัมผัสผิวกาย แล้วจึงชักวาดกระบองฟาดใส่ในห้วงพริบตาเดียว

            ฉันรับการโจมตีด้วยปลายกระบองอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง แรงปะทะถูกเบี่ยงเบนทิศทาง จนทวนเล่มนั้นเฉียดผ่านกายไปอย่างหวุดหวิด

            “ไม้จิ้มฟันยักษ์ของพ่อช่างรุนแรงยิ่งนัก..”

            ฉันเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเย้าออกไปด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระแม้แต่น้อย

             

            พ่อชุนเฟิงรีบเรียกทวนกลับมาด้วยความรวดเร็ว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย

            แสดงให้เห็นถึงความประหลาดใจที่ฉันสามารถรับมือการโจมตีของเขาได้โดยง่าย

             

            หลังจากได้ทวนคืนมา..

            พ่อหม่าก็กระทำการเคลื่อนไหวอีกรอบ

            คราวนี้เขากลายเป็นเงาร่างอันเลือนราง พุ่งเข้าหาฉันด้วยความเร็วอันสูงล้ำ

            ใช้ทวนในมือกวาดฟันเป็นวงกว้าง ท่วงท่าของเขานั้นลื่นไหลประหนึ่งสายน้ำยามฤดูฝน แต่แฝงไว้ด้วยความคมกล้าเสมอใบมีดอันลับอย่างดี

             

            ฉันเองก็หาได้ยอมเป็นรองไม่..

            แสดงให้เห็นถึงความคล่องแคล่วว่องไวเฉกเช่นวานรผู้ผ่านศึก หลบเลี่ยงคมทวนอันอันตรายอย่างชำนาญ

            บางจังหวะก็ใช้กระบองปราบมังกรในมือปัดป้องการโจมตีด้วยความแม่นยำดุจดังอาวุธนั้นมีชีวิต แลรู้ใจฉันทุกก้าวเคลื่อนไหว

             

            เขาผู้นั้นก็มิใช่คู่ต่อสู้ที่เลวร้ายเลยแม้แต่น้อย

            ทว่าทวนของเขาพลิ้วไหวประหนึ่งสายลม ทั้งยังมิเพียงพอจักทำให้ฉันต้องลงแรงอย่างจริงจังนัก

            นับเพียงเป็นการลองเชิงกันในเบื้องต้นเท่านั้น

             

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 1 คลื่นอัดกระแทก”

            ฉันร่ายวิชาขึ้นเป็นห้วง ๆ เพื่อปลดปล่อยคลื่นพลังปราณซัดกระแทกเข้าใส่พ่อหม่า

            บีบบังคับให้เขาต้องเบี่ยงกายหรือใช้ทวนตั้งรับ ส่งผลให้ท่วงท่าที่เคยลื่นไหลของเขาชะงักลงบ้างเป็นครั้งคราว

             

            เมื่อเห็นว่าการจู่โจมขั้นพื้นฐานหาได้ผลใด ๆ ไม่

            พ่อชุนเฟิงก็เร่งเร้าจังหวะการรุกให้รุนแรงยิ่งขึ้น

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 2 กีบก้องสะเทือนเงา”

            เขาฟาดทวนลงพร้อมกับกระแทกฝ่าเท้าลงบนพื้นสนามอย่างแรง

            เกิดเป็นคลื่นแรงอัดอากาศส่งให้แรงสั่นสะเทือนอันมองไม่เห็นแล่นพุ่งเข้าสู่ร่างของฉัน

             

            แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผลให้ฉันรู้สึกโอนเอนเล็กน้อย การทรงกายเริ่มยากขึ้น และยังรู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง

            แม้นฉันจะพยายามประคองสมดุลไว้สุดความสามารถก็ตาม

            แต่ความรู้สึกคล้ายอยู่บนนาวาที่โครงเครงก็หาต่อการได้ง่าย

             

            อีกพ่อชุนเฟิงหาได้หยุดยั้งการรุก..!

            เขายังคงใช้กระบวนท่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มุ่งหมายโจมตีตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งเร้าความมึนงงให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นในร่างของฉัน

             

            อาการมึนงงนั้นเริ่มทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด

            ฉันเริ่มแปรเปลี่ยนสีหน้าให้แลดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย

            ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้โดยพลัน

            กระบองปราบมังกรในมือหดสั้นลงอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา

            ก่อนจักกลายเป็นขนาดเท่ากระบี่อยู่ในมือฉันแทน

            เสียงฮือฮาจากผู้ชมบนอัฒจันทร์ดังกระหึ่มขึ้นมาในบัดดล เมื่อเห็นการเปลี่ยนมุมจับกระบองของฉัน

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ”

            กระบองสั้นในมือของฉันถูกกระหน่ำแทงเข้าใส่พ่อชุนเฟิงอย่างรวดเร็ว

            มุ่งเน้นโจมตีที่จุดอับสายตา บีบบังคับให้เขาจำต้องถอยร่นและตั้งรับอย่างสุดกำลัง กระทั่งไม่อาจใช้กระบวนท่า 'กีบก้องสะเทือนเงา' ได้อย่างเต็มศักยภาพอีกต่อไป

            ฉันยังคงรุกไล่อย่างไม่หยุดยั้งด้วยร่างจำแลงกระบอกกระบี่ในมือ

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา”

            ฉันรวบรวมพลังปราณสะบัดกระบอกด้วยความเร็วสูงอันอัดแน่นไปด้วยพลังปราณอันเข้มข้น

            เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกจากปลายกระบอง ก่อให้เกิดคลื่นพลังในรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวทะยานเข้าใส่พ่อชุนเฟิงอย่างรุนแรง

            แม้นสิ่งที่ฉันปลดปล่อยออกไปจักงดงามดุจภาพวาด

            ทว่าในความงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยพิษสง คลื่นพลังดังกล่าวตัดผ่านชั้นอากาศราวกับมีชีวิต และฝากร่องรอยไหม้จาง ๆ ไว้บนพื้นสนาม

             

            พ่อชุนเฟิงไร้ทางเลือก..

            จำต้องใช้ทวนในมือปัดป้องคลื่นพลังอย่างสุดกำลัง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิอาจต้านทานแรงสะท้อนอันมหาศาลได้ จนร่างของเขาถูกผลักถอยร่นไปหลายก้าว

            ทวนในมือแลดูร้อนระอุเล็กน้อยจากอานุภาพแห่งเปลวนิพพานของฉัน

            “เปลวนิพพานของท่านนี้สมคำร่ำลือเสียจริง..

            ร้อนเสียยิ่งกว่าเฟิงไฟไหน ๆ ที่ข้าเคยพบ”

            พ่อชุนเฟิงเปล่งวาจาด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน หากแต่แฝงไว้ด้วยความตื่นตัวอันแจ่มชัด

             

            “มันร้อนแรงเพราะนี่คือเพลิงไฟแห่งรักอย่างไรเล่า..”

            ฉันยิ้มเย้าหยอก พลางเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์น้อย ๆ

            แต่สิ่งที่ฉันพูดก็หาใช่ผิด

            เปลวนิพพานนี้ฉันได้มาด้วยความรักจริง ๆ

             

            พ่อชุนเฟิงตระหนักชัดถึงพลานุภาพแห่งเปลวนิพพานและวิชากระบี่ของฉัน

            เขาจึงพยายามสร้างระยะห่างให้ตนเอง

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 3 พยศร้อยสะบัด”

            ฝ่ายนั้นฟาดทวนออกเป็นแนวกวาดด้วยแรงเหวี่ยงอันเต็มเปี่ยมอย่างต่อเนื่อง

            เศษหิน ดิน และฝุ่นละอองในสนามถูกกวาดโหมกระหน่ำเข้าใส่ฉันราวกับพายุทรายโหมกระพือ

            ความโกลาหลบังเกิดขึ้นฉับพลันทั่วทั้งสนาม

            ฝุ่นควันหนาทึบบดบังทัศนวิสัย เศษหินขนาดเล็กพุ่งเข้าใส่ประหนึ่งห่าฝนถาโถม กระทั่งพื้นผิวโดยรอบบังเกิดความเสียหาย

            กระบวนท่านี้ยังสามารถผลักดันฉันให้จำต้องถอยร่นออกมาเล็กน้อย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พ่อชุนเฟิงสามารถขยับขยายพลิกหมากในสนามได้ตามใจนึก

             

            ฉันหาได้คิดจักถอยร่นแม้แต่น้อย!

            ฉันรีบกระชากกระบองปราบมังกรในมือให้ยืดขยายกลับคืนสู่ขนาดปกติอย่างฉับไว

            จากนั้นจึงใช้ออกด้วยกระบวนท่า

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 5 แผดสะบัดเพลิง”

            ฉันหมุนเหวี่ยงกระบองรอบกายด้วยความเร็วสูง จนก่อเกิดพายุเปลวเพลิงสีขาวนวลล้อมรอบตัวฉันไว้โดยสมบูรณ์

            เปลวนิพพานอันร้อนแรงนี้สามารถปัดเป่าเศษหินและฝุ่นละอองออกไปจนหมดสิ้น อีกทั้งยังสร้างอาณาบริเวณอันตรายรอบตัวที่ผู้ใดก็มิอาจล่วงล้ำเข้าใกล้ได้

            ฉันฉวยจังหวะที่พ่อชุนเฟิงกำลังร่นถอย..

            สะบัดกายพุ่งทะลุพายุเพลิงเข้าไปอย่างฉับพลัน ใช้ออกด้วยอีกกระบวนท่า

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 6 เงื้อมวานรเผยมรรคา”

            กระบองในมือพุ่งเข้าประชิดโดยฉับไว และหักมุมในลักษณะผิดธรรมชาติ

            ฉันหมายมั่นจะปลดอาวุธทวนของพ่อชุนเฟิงให้สิ้นฤทธิ์

             

            ฝ่ายนั้นดูจะตกตะลึงอยู่เล็กน้อยกับการพุ่งเข้าใกล้อย่างฉับพลันของฉัน

            เขารีบใช้ทวนในมือรับการโจมตีอย่างสุดกำลัง กระทั่งทวนเล่มนั้นถึงกับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และเกือบหลุดจากฝ่ามือเพราะแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของกระบองปราบมังกร

            ดูท่าว่าหม่าชุนเฟิงจะเริ่มเอาจริงแล้วกระมัง..

            ดีนัก!

            ฉันเองก็พึงใจในการประลองอันเข้มข้นเยี่ยงนี้

             

            ทวนของเขานับว่าไม่เลวเลยทีเดียว หากแต่จักต้านทานกระบองปราบมังกรของฉันได้ฤๅไม่

            นั่นยังต้องเฝ้าดูกันต่อไป

             

            เราทั้งสองเข้าปะทะกันในระยะประชิดด้วยท่วงท่าที่ทั้งดุเดือดและรวดเร็ว

            ฉันเน้นหนักไปที่พลังและลูกไม้แพรวพราว ขณะที่พ่อชุนเฟิงอาศัยความแม่นยำและความลื่นไหลอันเป็นเอกลักษณ์

            ท้ายที่สุด..

            เขาถูกกดดันจนต้องเผยพลังแท้จริงออกมา

            เขาถอยร่นเล็กน้อย พลางหอบหายใจเบา ๆ จากจังหวะการต่อสู้อันรุนแรงและต่อเนื่อง

             

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 4 ทวนอาชาสะบั้นสวรรค์”

            เขาพุ่งเข้าใส่ฉันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมเป็นอันมาก จนเรือนร่างของเขากลายเป็นเพียงเงาร่างพร่ามัว ก่อนจักฟาดทวนเข้าใส่ด้วยพลานุภาพอันรุนแรงจนพื้นสนามประลองสะเทือนเลื่อนลั่น

            เกิดรอยร้าวยาวเหยียดตามแนวเส้นทางการโจมตี

            กระบวนท่านี้ทั้งเร็ว ทั้งแรง แลดูดุดันอย่างแท้จริง

            ทั้งวิชาและท่าร่างของสกุลพยศอาชานี่สมคำเล่าลือเสียจริง

             

            แม้นกระนั้นฉันหาได้หลบหลีกไม่

            ยังยกกระบองปราบมังกรขึ้นตั้งรับการโจมตีโดยตรง

            เสียงปะทะอันกึกก้องดังกระหึ่มสะท้านไปทั่วทั้งสนาม แรงอัดจากพลังนั้นรุนแรงยิ่งนัก จนก่อให้เกิดคลื่นลมมหาศาลพัดฟุ้งกระจายออกไปโดยรอบ

            แม้นฉันจะตั้งรับไว้ได้อย่างมั่นคง หากแต่พลานุภาพของกระบวนท่าดังกล่าวยังคงรุนแรงจนทำให้ร่างของฉันต้องถอยร่นไปหลายวา อีกเท้ายังลากเป็นทางยาวบนพื้นดินอันแตกระแหง

            ใบหน้าซึ่งโดยปกติแล้วเปี่ยมด้วยแววเย้าหยอกของฉัน

            บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มลุ่มลึกเจือแววแน่วแน่

            นี่มิใช่เพราะบาดเจ็บ..

            หากแต่เพราะกำลังรู้สึก 'สนุก' กับศึกอันดุเดือดที่กำลังดำเนินอยู่นี้ต่างหาก

             

            เห็นฉันถอย.. พ่อชุนเฟิงหาได้รีรอไม่..

            ภายหลังจากใช้ออกด้วยท่าทวนอาชาสะบั้นสวรรค์ เขาก็เริ่มเร่งเร้าการรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มีอยู่

            ณ ห้วงวินาทีสุดท้ายนี้จะจบลง

            เขาจึงตัดสินใจใช้ออกด้วยกระบวนท่าป้องกันและเสริมพลังกายของสายสกุล

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 5 ปราการทวนไร้ขอบเขต”

            พื้นสนามประลองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะมีสุ้มเสียงดุจโลหะกระทบกระทั่งกันดังก้องขึ้น

            ทวนขนาดใหญ่ยักษ์จำนวนห้าเล่มผุดขึ้นจากพื้นดินโดยรอบ

            ราวกับผุดจากธรณี ล้อมรอบร่างของเขาไว้แน่นหนา กลายเป็นปราการทวนอันแข็งแกร่ง

            อีกทั้งปราณแห่งทวนทั้งมวลยังถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของพ่อชุนเฟิง ทำให้พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอีกระดับหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์

             

            ฉันจ้องมองปราการทวนนั้น พร้อมกับพิจารณาพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากเรือนกายของหม่าชุนเฟิงอย่างถ้วนถี่

            มือยกกระบองปราบมังกรขึ้นเล็กน้อย ปราณแห่งเปลวนิพพานสีขาวเริ่มลุกโชนอ่อน ๆ รอบกายฉัน

            เป็นสัญญาณบ่งชัด!

            ว่าฉันเองก็จักปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน