ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 5 บทที่ 147 ความกระอักกรระอ่วนของลูกคนที่สอง

            คำว่ากตัญญูเป็นคำที่หลิวชุนฮวาใช้จนติดปาก เมื่อก่อนหล่อนใช้คำนี้กับจิ่งเยี่ยนกุย ตอนนี้เมื่อเธอหลุดพ้นจากการควบคุมของหลิวชุนฮวาแล้ว คำนี้จึงถูกนำมาใช้กับจิ่งชิวหงแทน

            ตอนที่เธอขี่จักรยานผ่านถนน หลิวชุนฮวาหันไปเห็นก็เริ่มโวยวาย “ฉันมันโชคร้ายจริงๆ เลี้ยงลูกคนอื่นมาแท้ๆ พอโตขึ้นมานอกจากจะไม่กตัญญูแล้ว ยังคอยแต่จะกรีดหัวใจฉัน!”

            “รู้อย่างนี้ ตอนนั้นฉันน่าจะปล่อยให้มันอดตายข้างถนน แล้วให้หมาป่ามากินซะ!”

            จิ่งเยี่ยนกุยทำใจให้สงบ นี่มันสูตรเดิม น้ำเสียงเดิม รสชาติเดิม ตอนนี้ขอแค่หลิวชุนฮวาไม่บ้าคลั่งจนไปบ้านเก่า เธอก็จะถือว่าหล่อนเป็นหมาบ้าที่กำลังเห่าไปเรื่อย

            เธอถึงขั้นยังฮัมเพลงเบาๆ แต่ก็ดังพอที่หลิวชุนฮวาจะได้ยิน หลิวชุนฮวาโกรธจนทนไม่ไหว คว้าไม้เรียวมาฟาดต้นจิงหน้าบ้านอย่างบ้าคลั่ง ฟาดอย่างแรงราวกับว่าต้นจิงเป็นจิ่งเยี่ยนกุย

            จิ่งชิวหงมองจิ่งเยี่ยนกุยที่ขี่จักรยานผ่านไปแล้วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย เธอเป็นลูกสาวคนที่สองของหลิวชุนฮวา ตั้งแต่เกิดมาก็เป็นคนที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด

            ตอนที่หลิวชุนฮวาเพิ่งคลอดจิ่งเสี่ยวเยวี่ย เธอก็ยังรู้สึกดีใจอยู่บ้าง แต่พอคลอดลูกคนที่สองก็หวังว่าจะได้ลูกชาย ดังนั้นตอนที่เธอคลอดจิ่งชิวหงจึงค่อนข้างผิดหวัง

            ต่อมาหลิวชุนฮวาก็คลอดจิ่งหลิวหยาง ความรักทั้งหมดของแม่จึงไปตกอยู่ที่จิ่งหลิวหยาง

            ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยยังอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลจิ่ง สถานะของจิ่งชิวหงก็สูงกว่าเธอเพียงเล็กน้อย ตอนนี้เมื่อเธอไปแล้ว จิ่งชิวหงก็กลายเป็นคนที่โชคร้ายที่สุด

            แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับไม่รู้สึกสงสารจิ่งชิวหงเลยแม้แต่น้อย เพราะจิ่งชิวหงเป็นพวกหมาลอบกัดที่แท้จริง ทำอะไรก็ร้ายกาจ ชาติที่แล้วแอบใส่ร้ายเธออยู่หลายครั้ง และยังเคยด่าว่าเธออกตัญญูตอนที่เก็บเงินตัวเองไว้ซื้อบ้าน

            ในเมื่อจิ่งชิวหงกตัญญูขนาดนั้น ก็ขอให้เสพสุขกับการได้รับความรักจากหลิวชุนฮวาไปเถอะ!

            จิ่งชิวหงมองจิ่งเยี่ยนกุยที่ขี่จักรยานมุ่งหน้าไปยังบ้านเก่าตระกูลจิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ถ้าจิ่งเยี่ยนกุยยังอยู่ที่บ้านตระกูลจิ่ง เธอยังจะได้รับความลำบากแบบนี้เหรอ!

            ตามความคิดของเธอก็คือ ต้องลากจิ่งเยี่ยนกุยกลับมาทำงานที่บ้าน!

            หลิวชุนฮวาระบายอารมณ์อยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เมื่อหันไปเห็นจิ่งชิวหงยืนเหม่อลอยอยู่ก็ด่าทันที “แกตายไปแล้วรึไง? ทำไมไม่รีบไปทำกับข้าว!”

            จิ่งเยี่ยนกุยขี้เกียจสนใจความคิดของสองแม่ลูกนั่น เธอจึงรีบกลับบ้านเก่า

            ตอนที่เธอกลับไปถึง หลิวหงอิงเพิ่งวางมีดหั่นยาลง เธอยกยิ้มทักทายแล้วเตรียมจะเลิกงาน แต่หยางหว่านซิ่วกลับเรียกเธอไว้ แล้วตักเนื้อใส่ชามให้ครึ่งชามแล้วพูดว่า “เอาไปให้หมั่นโถวกินนะ”

            หมั่นโถวเป็นชื่อของลูกสาวคนเล็กของหลิวหงอิง

            หลิวหงอิงกระดากอาย จึงรีบปฏิเสธ “ป้า เยี่ยนกุยให้ฉันทำงาน เดือนที่แล้วฉันก็รับค่าจ้างไปสามร้อยหยวนแล้ว จะไปเอาเปรียบป้าแบบนี้ได้ยังไง! เนื้อนี่พวกป้ากินเองเถอะ”

            หยางหว่านซิ่วหัวเราะแล้วพูดว่า “จะให้กินข้าวด้วยกันที่บ้าน แกก็ไม่ยอม งั้นก็เอาไปกินที่บ้านเถอะ! เยี่ยนกุยเด็กคนนี้เห็นใจพวกเราสองตายายแก่ เมื่อเช้าก็ให้คนขายเนื้อส่งเนื้อมาให้ ที่บ้านกินยังไงก็ไม่หมด ถ้าแกเกรงใจ พรุ่งนี้ก็หั่นยาให้มากขึ้นหน่อยก็แล้วกัน”

            หยางหว่านซิ่วเป็นคนมีน้ำใจ หลิวหงอิงหั่นยาอย่างขยันขันแข็งโดยไม่มีอู้ เธอก็เห็นอยู่ในสายตา ตอนที่บ้านมีเนื้อมีผักก็จะแบ่งให้หลิวหงอิงบ้าง ถ้าเนื้อเยอะก็แบ่งเยอะ ถ้าน้อยก็แบ่งน้อย เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ

            หลิวหงอิงฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจ แย้มยิ้มแล้วพูดว่า “ขอบคุณป้านะ!”

            ถึงแม้ว่าบ้านเก่าตระกูลจิ่งจะมีเนื้อให้กินเป็นครั้งคราว และหยางหว่านซิ่วก็จะแบ่งให้เธอบ้าง แต่ในบ้านมีผู้สูงอายุและเด็กเล็ก เนื้อนี้ก็ต้องให้พวกเขากินก่อน ทุกครั้งเธอจึงกินแค่ชิ้นสองชิ้น ทำให้ยังอยากกินเนื้ออยู่ดี ตอนนี้จึงไม่บ่ายเบี่ยงต่อไป ในใจคิดว่าหลังจากนี้จะต้องตั้งใจทำงานให้มากขึ้น

            จิ่งเยี่ยนกุยล้างมือ ขณะมองอาหารบนโต๊ะก็รู้สึกถึงความสงบสุขของบ้านเก่า มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดเบาๆ ว่า “คุณย่า เรื่องที่หนูฝากคนไปหาบ้านมีคนติดต่อมาแล้ว พรุ่งนี้จะไปดูบ้าน คุณย่าไปด้วยกันไหมคะ?”

            หยางหว่านซิ่วได้ยินก็มีรอยยิ้มปรากฏในดวงตา แต่ก็ยังพูดว่า “ฉันกระดูกกระเดี้ยวไม่ดีแล้ว เดินไม่ไหวหรอก แกเป็นคนฉลาด ถ้าแกเห็นว่าดี พวกเราก็ไม่ขัด”

            เมื่อเห็นว่าเธอไม่อยากไปจริงๆ จิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่บังคับ จึงหันไปพูดกับอาหญิงเล็กว่า “หนูกลัวจะดูพลาด พรุ่งนี้อาหญิงเล็กไปกับหนูหน่อยได้ไหมคะ?”

            หลังจากที่อาหญิงเล็กกลับมาอยู่บ้านเก่าตระกูลจิ่งและรักษาตัวจนหายดีแล้ว ทุกๆ วันเธอก็เอาแต่ศึกษาเรื่องสมุนไพรหรือไม่ก็ตามจิ่งเยี่ยนกุยไปปรุงยา ถ้าว่างก็เข้าป่า ช่วงนี้เก็บสมุนไพรกลับมาเยอะ ไม่เคยออกจากหมู่บ้านอิ๋นซานเลย

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าไม่ควรให้อาหญิงเล็กหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ถึงแม้ว่าอาหญิงเล็กจะดูสดใสขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งหย่า แต่ก็ไม่ได้สดใสเหมือนเมื่อก่อน การหมกตัวอยู่แต่ในบ้านก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้

            อาหญิงเล็กชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เรื่องนี้เธอตัดสินใจได้เลย ฉันไม่ไปหรอก…”

            “หงจวงพรุ่งนี้ไปในเมืองกับเยี่ยนกุยเถอะ” หยางหว่านซิ่วเข้าใจความหมายของจิ่งเยี่ยนกุย รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า “แกอยู่ในบ้านมานานแล้ว ออกไปเดินเล่นบ้างก็ดี”

            ป้าสะใภ้คนเล็กรู้ความหมายของพวกเธอทันที ก็ยิ้มแล้วพยักหน้า

            วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณเก้าโมงเช้า จิ่งเยี่ยนกุยก็ขี่จักรยานพาอาหญิงเล็กมาที่โรงงานแก้วของเมือง เจิงจื้อเฉิงรออยู่ที่นั่นแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยจึงแนะนำเจิงจื้อเฉิงให้รู้จัก แล้วเจิงจื้อเฉิงก็พาพวกเธอไปดูบ้าน

            เพราะหน้าที่หลักๆ ของบ้านคือใช้เป็นโกดังและใช้ปรุงยา เจิงจื้อเฉิงจึงไม่ได้เลือกทำเลที่ดีมาก แต่เลือกบ้านที่อยู่แถวชานเมือง

            แต่พอไปดูมาหลายหลัง ก็พบว่าบางหลังเล็กเกินไป บางหลังก็ซอยแคบเกินไป รถเข้าไม่ได้ จิ่งเยี่ยนกุยไม่ถูกใจ จึงถามว่ายังมีบ้านที่เหมาะสมอีกไหม

            เขาลังเลเล็กน้อยแล้วพูดว่า “มีอยู่อีกหลังที่เหมาะมาก แต่มีปัญหาเล็กน้อย เอางี้ ไปดูก่อนแล้วกัน ถ้าถูกใจแล้วค่อยคุยรายละเอียด”

            จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้าตกลง

            บ้านหลังนี้เป็นบ้านรูปทรงเก่าแก่ มีสามส่วน ดูเก่าโทรมไปหน่อย เหมือนไม่ได้มีคนอยู่มานานแล้ว แต่ขนาดพื้นที่รวมๆ กันแล้วต้องมีสามร้อยกว่าตารางเมตร กว้างขวางมากทีเดียว

            จิ่งเยี่ยนกุยถามด้วยความสงสัย “คุณลุงเจิง บ้านหลังนี้เป็นยังไงมายังไงคะ?”

            เจิงจื้อเฉิงรู้ความหมายของเธอดี ตอนนี้ทุกคนกำลังขาดแคลนบ้านอยู่ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ถูกปล่อยทิ้งไว้จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติ

            เขาไม่คิดจะปิดบัง “นี่เป็นบ้านของญาติฉันเอง ตอนช่วงนั้นทั้งบ้านย้ายไปไต้หวัน เหลือคุณปู่แก่ๆ คนหนึ่งไว้ แรกๆ บ้านถูกยึด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ถึงได้คืน แต่พอได้บ้านคืน คุณปู่ก็เสียไป”

            “ก่อนที่คุณปู่จะเสียก็ฝากให้ญาติของฉันดูแลบ้านหลังนี้ เดิมทีญาติของฉันก็คิดจะมาอยู่กันทั้งบ้าน แต่พอตัดสินใจจะย้ายมา ลูกสาวก็ดันซุ่มซ่ามขาหัก เมียก็หัวแตกซะงั้น”

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663