“คุณหนูรองตระกูลหยาง หยางซูหนิง!” ทันทีที่เสียงเรียกของขันทีดังขึ้น หลี่ตงเฉินและหลี่ไท่หนานก็ต่างคิดสรุปตัดสินก่อนในใจแบบเดียวกันว่า ‘หยางซูหนิงผู้นี้ก็คงไม่ต่างจากคุณหนูคนอื่นๆก่อนหน้านี้’ และคิดว่าคงจะแต่งกายหรูหรางดงามโดดเด่นจนเตะตาอย่างแน่นอน
ด้านซูหนิงเอง...ยามเมื่อนางได้ยินเสียงเรียกเอ่ยนามของตนซูหนิงก็รู้สึกได้ว่า...ถึงเวลาเริ่มแผนการที่อุตส่าห์วางมาเสียที
ซึ่งทันทีที่เท้าบางก้าวออกมา เผยให้เห็นถึงกายที่สวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด ในสายตาคุณหนูโดยรอบล้วนมองนางแล้วรู้สึกว่านางไม่โด่ดเด่น ไม่คู่ควรเป็นคู่แข่งที่ต้องเฝ้าระวัง ใบหน้ายังปัดแต่งประทินโฉมออกมาอย่างเบาบาง
...ช่างแต่งออกมาได้ดูจืดฉืดและไม่สมกับงานที่มาเสียจริง...
แต่ทว่าความคิดนี้ใช้ไม่ได้กับหลี่ตงเฉิน ทันทีที่เขามองมาพลางรู้สึกว่านางแต่งกายออกมาได้หาได้ยากยิ่ง
‘นี่ข้าจัดงานเลือกชายาให้ท่านพี่มาตั้งสามหน พึ่งจะมีสตรีเช่นนางเป็นคนแรกที่แต่งกายออกมาได้ดูเรียบง่ายเช่นนี้ แปลกตานัก...’ หลี่ตงเฉินคิดพลางไม่รีรอรีบสะกิดหลี่ไท่หนานผู้เป็นพี่ พร้อมกับกล่าวกระซิบขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ท่านพี่! ท่านพี่! ท่านดูสิ...คุณหนูรองจากตระกูลหยางผู้นั้น...ช่างแตกต่างสะดุดตาไม่เหมือนใครเสียจริง” คำพูดชวนให้หลี่ไท่หนานสนใจของหลี่ตงเฉินกลับไม่ได้ทำให้หลี่ไท่หนานสนใจเลยแม้แต่น้อย เขายังคงสนใจเพียงแต่ตำราพิชัยสงครามในมือที่สำหรับเขาในเวลานี้ดูเหมือนว่ามันจะมีค่าให้น่าสนใจมากกว่าสตรีตรงหน้าเสียอีก
หลี่ตงเฉินที่เห็นว่าผู้เป็นพี่ไม่แม้แต่จะสนใจ ในใจก็เริ่มฉุกคิดด้วยใบหน้าที่หมดหวัง ‘รวมรอบนี้ก็สี่หนแล้วนะ นี่พี่ข้าจะถือครองพรหมจรรย์ไว้บวชยามชราจริงๆหรือ...’
ซูหนิงที่เห็นว่าหลี่ไท่หนานไม่แม้แต่จะชายตามองมายังตนก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นว่าแผนการที่วางมาจะพังไม่เป็นท่าเลยแม้แต่น้อย นางกลับคิดว่าบุรุษอย่างหลี่ไท่หนานนางเห็นมาเยอะแล้ว
คนเช่นนี้ไม่ยากเกินมือของหยางซูหนิงผู้นี้หรอก!
หลังจากที่หลี่ตงเฉินคิดขึ้นด้วยสีหน้าที่หมดหวัง มือก็ยกขึ้นส่งสัญญาณให้ขันทีทำหน้าที่ต่อ ขันทีเมื่อเห็นดังนั้นปากก็เริ่มเอ่ยคำถามขึ้นเหมือนอย่างเคย “คุณหนูรองท่านมีความสามารถอะไรหรือ?” คำถามนี้ของขันทีทำให้ซูหนิงพลันกระตุกมุมปากบางยิ้มขึ้น ก่อนจะเอ่ยตอบมาอย่างไม่กลัวโทษประหาร
“หากฝ่าบาทและชินหวังอ๋องอยากทราบก็จงให้ชินหวังอ๋องรับข้าเป็นพระชายาเสียก่อนสิ...” คำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและกล้าเอ่ยออกมาอย่างไม่กลัวตายของซูหนิง ทำเอาทุกคนในโถงพิธีต่างตกตะลึงอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินไปตามๆกัน
บรรดาคุณหนูทั้งหลายเมื่อได้ยินก็ต่างพากันฉุกคิดขึ้นด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง ‘อะไรกัน นางบ้าไปแล้วหรือ?’
‘นางไม่กลัวตายรึไง!’
อินเหยาที่ยังไม่ได้ถูกเรียกชื่อออกมาเมื่อนางได้เห็นท่าทีที่มั่นใจและหยิ่งยโสของซูหนิงก็พลางกระตุกยิ้มร้ายออกมาพร้อมกับคิดขึ้นในใจ ‘นางคิดว่าคำพูดเช่นนี้จะทำให้ชินหวังอ๋องสนใจได้อย่างนั้นหรือ หึ! ไม่ประมาณตน!’
ทว่าสุดท้าย...ความคิดที่มั่นใจว่าซูหนิงจะไม่สามารถทำให้หลี่ไท่หนานสนใจได้ของอินเหยาต้องพังทลายลง ซึ่งหากนางเผลอหลุดกล่าวออกมาอย่างมั่นใจคงต้องถูกผู้คนที่ได้ฟังหัวเราะเยาะเอาเป็นแน่
เพราะคำพูดของซูหนิงทำให้หลี่ไท่หนานที่กำลังอ่านตำราพิชัยสงครามอยู่นั้นถึงกับหยุดชะงักลง เขาพลันวางตำราพิชัยสงครามนั่นลงก่อนจะเหลือบสายตาที่เย็นยะเยือกนั่นมองมายังสตรีที่กล้ากล่าววาจาอันอาจหาญเช่นนี้
ซูหนิงทำให้หลี่ไท่หนานสนใจได้...
ทุกคนในโถงงานพิธีเมื่อเห็นว่าคำพูดของซูหนิงทำให้คนที่ไม่สนใจสิ่งใดและเอาใจยากอย่างหลี่ไท่หนานสนใจได้ก็ต่างพากันตกใจในความสามารถอันกล้าหาญของซูหนิง
หลี่ตงเฉินที่เห็นว่าซูหนิงกล่าววาจาเช่นนั้นออกมาสีหน้าของเขาถึงกับถอดสี ในใจพลันคิดอำลาให้ซูหนิงเสียแต่เนิ่นๆ ‘ลาก่อนสตรีผู้น่าสงสาร เจ้าชะตาขาดเสียแล้ว...ที่กล้าพูดกระตุกหนวดมังกรดำอย่างชินหวังอ๋อง....’