เขามืดมนหนทาง วิ่งออกมาจากวิหารระฟ้าก็ยังไม่รู้จะไปตามหาจื่อหลิงได้ที่ใด
นานมากแล้วที่เยว่ชิงมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง
อย่าเรียกเขาว่าเป็สิ่งมีชีวิตเลย สภาพของเขาในตอนนี้นั้นไม่ต่างจากภาชนะใส่ของสกปรก จิตใจที่เอาแต่คิดแค้นพุทธองค์ของวิหารระฟ้า บาปมหันต์ต่างรอที่จะมาเยือนถึงตัว ในเวลานี้เขายังคงเชื่อใจจื่อหลิงมากกว่าสมณะนักบวชหลี่จิ้งหยาง
“จื่อหลิง เ้าอยู่ที่ไหน...”
เยว่ชิงคุกเข่าก้มหน้าลงกับพื้นหิมะสีขาว ความสิ้นหวัง สับสน และไม่เข้าใจต่างปะปนอยู่ในจิตใจของเขา แม้ว่าจื่อหลิงจะมีพฤติกรรมชวนให้สงสัยบ้างในบางครั้ง เขาเชื่อว่าสหายที่รู้จักกันมาครี่งชีวิตไม่เคยคิดร้ายต่อวิหารระฟ้า
จื่อหลิงที่ยึดมั่นในพุทธองค์หลี่จิ้งหยางสุดหัวใจ ศรัทธาและชื่นชมสมณะแห่งวิหารระฟ้าเสมอ
แกรก...แกรกกก!
ฝีเท้าของใครบางคนเดินย่ำหิมะออกมาจากป่า ก่อนที่จะร่วงลงไปนอนกองกับพื้นพร้อมกับโลหิตที่ไหลทะลักออกมา
“จื่อหลิง!!!”
เยว่ชิงถลาเข้าไปหาบุคคลที่นอนหายใจรวยริน สภาพของจื่อหลิงเรียกได้ว่าร่อแร่ยับเยิน ใบหน้าปูดบวมจากการโดนทำร้าย หน้าท้องเป็แผลจากของมีคมบางอย่าง
“ย...เยว่ชิง...อึก!”
“ไม่ต้องพูดแล้ว เ้าไม่ต้องพูดอะไรเลย”
“มะ มะไม่...” จื่อหลิงยังฝืนพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา ทว่าเยว่ชิงกลับส่ายหน้าและช่วยพยุงจื่อหลิงกลับไปที่เรือนเล็ก ร่างกายนี้ต้องทำการรักษาอย่างรวดเร็ว
เยว่ชิงถ่ายพลังิญญาบางส่วนให้จื่อหลิง โลหิตนั้นหยุดไหลแล้ว แต่าแนั้นยังต้องรักษาต่อไป เขาปล่อยจื่อหลิงให้นอนพัก ก่อนที่จะหยิบสมุนไพรสองกำมือเตรียมต้มยา ทุกอย่างล้วนเป็จื่อหลิงที่เคยสอนเขาเอาไว้ เ้าทึ่มนั่นรักในวิชาปรุงยาสมุนไพร แต่ก่อนใครก็ตามที่เจ็บป่วยก็มักจะมาขอยาจากจื่อหลิง ผลจากที่จื่อหลิงรักในการอ่านตำรา เลยทำให้เขาค่อนข้างปราดเปรื่องพอสมควร
เนตรอำพันสะท้อนลงบนร่างของศิษย์วิหารระฟ้าที่นอนกองอยู่บนพื้น ไม่นานพวกเขาก็เริ่มรู้สึกตัวและพากันมึนงงในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีศิษย์คนหนึ่งบอกว่าได้ชนกับจื่อหลิงหน้าห้องปรุงยา จากนั้นก็ไม่รู้อีกเลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตนเอง
ทุกอย่างชี้ชัดเกินไป จงใจที่จะให้จื่อหลิงเป็คนผิดอย่างเห็นได้ชัด
เวลานี้ด้านนอกท้องฟ้ายามเย็นได้มาเยือนอีกครา หิมะสีขาวสะท้อนสุริยันที่กำลังลาลับขอบฟ้า ช่างเป็ภาพที่งดงามในสายตาของผู้ที่ได้พบเห็น ทว่าพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นมองต่างออกไป เขาไม่เคยชื่นชมยินดีว่ามีสิ่งอื่นใดที่งดงาม ไปมากกว่าศีลาจารวัตรของการเป็สมณะ
หน้าห้องปรุงยานั้นยังมีกุญแจคล้องอยู่เช่นเดิม โดยปกติแล้วจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออกได้ตามใจชอบ นอกจากอาจารย์ประจำวิชา และศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถในระดับที่เหมาะสม จึงจะได้รับกุญแจหะเปิดเข้าออกและดูแลห้องปรุงยา ซึ่งกุญแจนั้นอยู่ที่จื่อหลิงหนึ่งดอก และอยู่ที่อาจารย์ประจำวิชาเรียนอีกหนึ่งดอก
แน่นอนว่าอาจารย์ประจำวิชานอนกองอยู่กับศิษย์เมื่อครู่ มีเพียงจื่อหลิงที่ไม่อยู่ตรงนี้
สลักกุญแจหลุดออกเมื่อพุทธองค์จับมัน ด้านในมีกลิ่นยาสมุนไพรคละคลุ้งไปหมด ตรงที่เก็บธูปหอมคลายกังวลนั้นก็ถูกเปิดออก เพียงแค่ไม่กี่ดอกที่สูดควันเข้าไปก็หลับเป็วัน แต่นี่เล่นจุดทั้งกำหวังให้หลับไปเป็อาทิตย์เลยหรืออย่างไร หากพุทธองค์ไม่ปลุกขึ้นมามีหวังทั้งอาจารย์และศิษย์คงไม่ตื่นภายในวันสองวันนี้อย่างแน่นอน
เมื่อมองความเป็ไปของหลักฐานแล้ว เดาว่าคนร้ายคงรีบจนไม่ทันได้เก็บงานของตน ทุกอย่างเละเทะทิ้งร่องรอยเต็มไปหมด อีกนัยก็เหมือนว่าจงใจทิ้งไว้ให้เห็น
รอยเท้าบนพื้นก็เต็มไปด้วยดินโคลน คล้ายว่าเยียบย่ำมาจากพื้นดินที่หิมะละลาย ใกล้กับวิหารระฟ้านี้ก็คงเป็ป่าจิ่วอู่ที่มีสภาพพื้นดินที่แฉะเป็โคลน
“พุทธองค์ขอรับ!”
“...”
ศิษย์ผู้นั้นส่งเสียงเรียกมาแต่ไกล หนำซ้ำสีหน้ายังดูใกับอะไรบางอย่าง
“คนจากเผ่ามารแห่กันมาหน้าวิหารระฟ้าขอรับ”
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางยังคงมีท่าทีสงบเช่นเคย พยักหน้ารับรู้ในสิ่งที่ศิษย์รายงาน ก่อนจะเดินนำออกไปเพื่อพบเจอกับเผ่ามารที่รออยู่ด้านหน้า
เพียงไม่นานพุทธองค์ก็พบกับเว่ยหนาน หลานชายของประมุขเว่ยหลานจากเผ่ามาร
นับว่าแรงแค้นของเผ่ามารยังคงอยู่ ที่ผ่านมาเผ่ามารพยายามทำตัวนิ่งเฉยไม่ออกมาวุ่นวาย แต่ก็เป็มือขวาคอยสนับสนุนสำนักเทียนฉี เว่ยหนานเป็สหายของเสวี่ยฉิน ย่อมต้องสนับสนุนสหายของตนเอง
“ข้ากำลังตามหาคนผู้หนึ่งอยู่ รอยเท้าสุดท้ายที่พบคือทางวิหารระฟ้า ไม่ทราบว่าพุทธองค์เคยพบเจอใครผ่านมาทางนี้หรือไม่?”
เว่ยหนานไม่เกริ่นนำหรือทักทายอะไรทั้งนั้น เขาเอ่ยถึงจุดประสงค์ของตนเองที่มายืนอยู่ตรงนี้
“อาตมายังไม่พบเจอผู้ใดผ่านมาทางนี้เลย”
“เช่นนั้นข้าขอค้นดูโดยรอบได้หรือไม่?” เว่ยหนานยังคงไม่ยอมลดละ
“ตามสบายเถิด”
พุทธองค์กล่าวเชิงอนุญาต คนในเผ่ามารต่างก็แยกย้ายค้นหาไปคนละทาง สิ่งที่พุทธองค์นั้นคิดเอาไว้มาถึงเร็วเสียเหลือเกิน เพราะหนทางของป่าจิ่วอู่นั้นคือที่ตั้งของเผ่ามาร
เยว่ชิงกำลังป้อนยาให้กับจื่อหลิง เสียเอะอะโวยวายจากด้านนอก รวมไปถึงเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ที่วิ่งกรูคล้ายกำลังตามหาอะไร มันทำให้เยว่ชิงอดสงสัยไม่ได้จนต้องแอบมองผ่านช่องจากในห้อง
คนจากเผ่ามาร!
เขาถอยหลังออกมาทันทีด้วยความใ เผ่ามารนั้นถูกห้ามไม่ให้มาก่อความวุ่นวาย แล้วเหตุใดเยว่ชิงถึงเห็นเว่ยหนานและคนของเผ่ามารเต็มไปหมด เพียงไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ใครอยู่ด้านใน เปิดประตูออกมาเดี๋ยวนี้!”
เป็เสียงของเว่ยหนานที่ยืนเรียกจากด้านนอก เยว่ชิงวางถ้วยยาลงบนโต๊ะและกำลังจะไปเปิดประตู ทว่าฝ่ามือของจื่อหลิงจับแขนเขาไว้ก่อน
“ย...อย่าเปิด! อย่าให้เขารู้ว่าข้าอยู่ที่นี่” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยออกมา จื่อหลิงลืมตาเองไม่ไหวด้วยซ้ำ
“ทำไม?”
“ขอร้องเยว่ชิง ข้าขอร้อง แล้วข้าจะบอกทุกอย่างเลย”
จื่อหลิงยังคงเอ่ยขอร้อง ในขณะที่ด้านนอกนั้นเว่ยหนานทุบประตูเสียงดังรบกวนห้องพักอื่น เยว่ชิงปรายตาสีชามองด้วยความไม่พอใจ เขาสะบัดมือจื่อหลิงทิ้งและเดินออกไปเปิดประตู
“มีอะไร!”
“ข้ามาตามหาคน ขอเข้าไปตรวจดูในเรือนพักของเ้าหน่อย”
“คน?”
“หลบไป! อย่ามาขวางทาง” เว่ยหนานผลักไหล่ของเยว่ชิงให้หลีก ตัวเขานั้นเข้าไปด้านในอย่างถือวิสาสะ ไม่สนว่าเ้าของห้องจะเต็มใจหรือไม่
“ไร้มารยาทสิ้นดี!”
“หือ”
เว่ยหนานชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเยว่ชิงเอ่ยต่อว่า ไม่เคยมีผู้ใดกล้าต่อปากต่อคำกับเขามาก่อน เว่ยหนานไม่ใช่คนจิตใจงดงามสูงส่ง เขาเป็มารและยังคงชื่นชอบการได้เข่นฆ่า ดังนั้นไม่ว่าคนตรงหน้านี้จะเป็ศิษย์ของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง หรือจะวิเศษวิโสมาจากที่ใด เขาก็ไม่มีทางที่จะเพิกเฉยไม่ถือความ
“เ้าว่าอย่างไรนะเมื่อครู่!” สองขาเว่ยหนานมายืนหยุดอยู่ด้านหน้า มองปราดเดียวก็รู้ว่ามารตนนี้กำลังไม่พอใจอย่างมาก
“คิดว่าที่นี่เป็ศาลาริมทางอย่างนั้นหรือ? เ้าอยากมาค้นก็ค้น เ้าอยากทำอะไรก็ทำน่ะ!”
“แล้วอย่างไร?”
“สมแล้วกับที่เป็เว่ยหนาน เ้ามันโฉดแม้กระทั่งในเขตธรรมสถาน”
การโต้เถียงของเยว่ชิงนั้นทำให้ศิษย์ที่พักอยู่ไม่ไกลกันต่างออกมามุงดู เว่ยหนานเงยหน้าขึ้นฟ้าผ่อนลมหายใจอย่างเหลืออด ปากเล็กนี่น่าเอามีดเฉือนทิ้งให้สิ้นซาก แววตาจองหองที่มองมานั้นอวดดี และไม่รู้จักประมาณตนเสียเลย
เว่ยหนานกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจกับท่าทางของอีกฝ่าย “ปากของเ้าเก่งกล้าเหลือเกิน!”
“หากเ้ากล้าเข้าไปวุ่นวายในที่ส่วนตัวของข้า แม้แต่ก้าวเดียวอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
มารหนุ่มนึกขันกับคำพูดของเยว่ชิง จนเผลอหลุดหัวเราะออกมา ท่าทางบอบบางราวกับคนอดอาหารมานานแรมเดือน สภาพที่แตกต่างกับเขาราวฟ้าดินเช่นนี้ ยังกล้าเอ่ยวาจาข่มขู่ เว่ยหนานส่ายหน้าปรายสายตามองอย่างสมเพช คนผู้นี้ไม่ได้เป็จอมยุทธ์ ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าผู้มีพลังเลยสักนิด
สดับเพียรหมื่นภพชาติ