หมู่บ้านด่านท่าถูกปกคลุมด้วยผืนน้ำที่สูงระดับหน้าแข้งผู้คนกำลังชุลมุนกับการขนย้ายข้าวของ
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่” หญิงสาวถามอย่างสงสัย แต่สีหน้าเรียบนิ่งของชายหนุ่มที่เหมือนไม่รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์อีกทั้งไม่มีคำตอบใดหลุดจากปากให้รู้ ทำให้เธอต้องแอบถามคนที่กำลังขนของผ่านไปมา
คำตอบทำให้ดวงตาเบิกกว้าง
โห! พายุเข้าและนี่ขนาดว่าน้ำลดลงแล้ว
“เอ่อ..แล้วจะหาหมอได้ที่ไหนคะ” ยังไม่ลืมถามในประเด็นสำคัญแต่พอเห็นสีหน้างุนงงราวไก่ตาแตกจึงนึกได้ “หมายถึงนักยาน่ะค่ะ”
“อ่อ..นักยาอยู่กลางหมู่บ้าน แต่สภาพอย่างนี้คงแย่หน่อยนะ สักพักใหญ่ล่ะกว่าจะถึง”ฟังแล้วหมดแรง แต่ก็เข้าใจว่าเวลานี้ต่างคนต่างต้องช่วยตัวเองให้รอดก่อน
“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ไม่ได้เป็อะไรมาก” ชายหนุ่มแทรกขึ้นขณะคว้าข้อมือเธอไว้
“แล้วมัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ตามมา”
อุตส่าห์เป็ห่วงแท้ๆทำคุณบูชาโทษอีก
น่าแปลกที่เขาดูไม่เหมือนคนเจ็บสักนิดทั้งที่าแไม่ใช่น้อยแถมยังจูงได้ทั้งม้าทั้งคนไปพร้อมกันอีกนั่น
“รอตรงนี้ อย่าไปไหน” เขาหันมากำชับเมื่อพักม้าไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่บนเนินดินเหนือระดับน้ำเธอพยักหน้าเข้าใจ แต่ไอ้ที่ไม่เข้าใจก็คือ เขาจะไปไหน!
ในเวลาอย่างนี้เขาควรไปที่ไหนไปทำอะไร หรือคิดจะลอยแพเธอไว้ที่นี่
คงไม่น่ะ
“นี่! แล้วรีบกลับมานะ”คำะโส่งท้ายไม่ทำให้คนตัวโตหันกลับมามองหรือแม้แต่รับคำใดให้อุ่นใจสักนิดเห็นแค่ชะงักชั่วอึดใจแล้วก็เดินต่อ
ใจร้ายจริง
นี่ถ้าไม่ถูกกำชับว่าให้ ‘รอ’ คงได้วิ่งโร่ตามไปแล้ว ดูสิว่าจะวิ่งหนีกันไปไหม
ว่าแต่..เหมือนเคยทำอย่างนั้นมาก่อน
ตอนไหน?
เธอเคยวิ่งตามเขาด้วยหรือ..คนคิดได้พลันเบิกตากว้างเมื่อภาพในความฝันแล่นมาให้เห็นเป็ฉากๆเมื่อครั้งแรกที่เธอหลุดมิติมาที่นี่นั่นเอง ตอนนั้นยังรั้งเขาไว้ด้วยคำว่า
อย่าไป!
นี่ก็เป็อีกครั้งที่ไม่อยากให้เขาไป
ทำไมการรอคอยมันช่างยาวนานเหลือเกินนะ ผู้คนมากมายรอบกายไม่อาจลบความรู้สึกเดียวดายไปได้สายตาที่ทอดมองไปมา หาได้เป็คนที่เธอ้าเห็นไม่
อยากให้เขากลับมาเร็วๆ
ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกอย่างนี้อาจเป็เพราะที่นี่เขาคือคนเดียวที่เธอรู้จักและไว้ใจได้มากที่สุด เปลือกตาบางที่หรี่ลงอย่างหดหู่พลันเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงๆคุ้นตากว่าใครเดินเข้ามาใกล้
“เนล” นาตาลีลุกพรวด “ไปไหนมา ทำไมถึงนานจัง”
“ตามมา” นอกจากจะถามแล้วไม่ตอบ ยังสั่งอีกตามเคย..ช่างเป็คนที่ถนัดออกคำสั่งเสียจริง
ชายหนุ่มพาหญิงสาวมาหยุดลงตรงหน้าสิ่งปลูกสร้างบนเนินดินทรงสี่เหลี่ยมหลังหนึ่งความสูงที่เห็นเทียบได้กับตึกสี่ชั้น สภาพค่อนข้างแข็งแรง
“บ้านใคร”
“เข้าไป รับรองว่าที่นี่ปลอดภัย”
อืมมมม..ตอบไม่ตรงคำถาม ช่างเหอะ..แต่ก็จริงดังอย่างเขาว่าเพราะบรรยากาศข้างในดูอบอุ่นโล่งโปร่งน่าสบายชายท่าทางสุภาพคนหนึ่งออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมเชื้อเชิญให้ขึ้นชั้นบนแม้อะไรๆ จะดูดีจนน่าประทับใจแต่มิอาจทำให้เธอหลงลืมจะถามหา ‘นักยา’ ให้คนเจ็บ
เริ่มชินกับสำนวนของคนที่นี่แล้ว
“อย่าห่วง นักยาอยู่กับเราที่นี่”
“ดีจัง งั้นรีบทำแผลให้เขาเลยนะ” เธอสรุปอย่างโล่งใจแม้สายตาของคนเจ็บจะติงว่าเธอช่างเ้ากี้เ้าการสิ้นดี
หึ! ใครสน
เธอยังคงยืนมองตามหลังคนที่ถูกพาตัวแยกออกไปกระทั่ง...
“ปล่อยให้เป็หน้าที่นักยาเถอะ ข้าชื่อนที เชิญแม่นางทางนี้ดีกว่า” ชายท่าทางสุภาพคนเดิมบอก แต่จนแล้วจนรอดก็อดหันไปมองเขาอีกสักครั้งไม่ได้
เฮ้อ! ก็ยังไม่วางใจ
เธอส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจตัวเองขณะก้าวเท้าตามคนนำทางไปท่ามกลางความเงียบ
ตลอดระเบียงทางเดินสว่างไสวด้วยคบเพลิงที่ให้ความอบอุ่นไปพร้อมกันเสริมแต่งด้วยแจกันลายครามประดับดอกไม้สดหอมกรุ่น ทำให้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดห้องด้านขวาถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย
นทีหยุดอยู่ที่ประตูหน้าห้องนั้นแล้วบอกว่านี่คือที่พักเธอกล่าวขอบคุณด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ
ที่พักงั้นหรือ?
แค่รอทำแผลแป๊บเดียวไม่น่าต้องลำบากหรือว่าต้องค้างคืน
นึกไปก็เจ็บใจคนมัธยัสคำพูดจนเป็เหตุจะบอกให้ชัดสักคำว่า ต้องค้างนะ หรือ รอสักครู่ ก็ว่ากันไป ไม่รู้จะกลัวดอกพิกุลทองร่วงจากปากไปถึงไหน
มันน่านัก!
เธอเดินเอื่อยเข้าไปในห้องอย่างพิศวงงงงวยคลายกระเป๋าเป้ก่อนหย่อนตัวลงนั่งกับที่นอนน่าแปลกที่ท้องไส้ไม่ทำงานทั้งที่เลยเวลาอาหารเย็นมามากแล้ว
“เอาล่ะเป็ไงเป็กัน อาบน้ำก่อนดีกว่า” หลังจากสำรวจความปลอดภัยจนแน่ใจเธอได้เล็งถังไม้ใบใหญ่ด้านหลังฉากกั้นที่ทำด้วยไม้ไผ่เอาไว้ในใจ ไม่เนิ่นนานอย่างที่เคยสำหรับการอาบน้ำครั้งนี้ออกจะเร็วไปด้วยซ้ำเพราะโดยปกติหากอยู่ที่บ้านเธอจะมีความสุขมากกับการนอนแช่น้ำพร้อมฮัมเพลงเบาๆเคล้าไป
เสียงเคาะประตูทำให้นาตาลีสะดุ้งโหยง “ใคร!”
“ข้าเอง”
“เนล” ปฏิกิริยาของร่างกายช่างรวดเร็วปานระบบดิจิตอล เพราะตอนนี้เธอไปยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียบร้อยแล้ว
“เป็ยังไงบ้าง” มือเล็กๆ สำรวจร่างหนาที่ยังยืนนิ่งอยู่หน้าประตูอย่างถ้วนถี่เรียกว่าพิสูจน์ให้เห็นกับตากันไปเลย รอยยิ้มกว้างเผือดลงเมื่อเหลือบไปเห็นอีกคนทางด้านหลัง
“คุณนที” เขายิ้มรับก่อนยกอาหารเข้ามาวางไว้แล้วเดินออกไป
“กินสิ! เ้าคงหิวแล้ว” ชายหนุ่มบอกทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลง
“ไม่เชิง”
“ต้องพักที่นี่ก่อนสักคืน แล้วเช้าค่อยเดินทางต่อข้าจะมาบอกเ้าว่าข้าพักอยู่ห้องข้างๆ นี่ หลังกินข้าวเสร็จข้าก็จะกลับห้อง”คนฟังเริ่มทำหน้าไม่ถูก เพราะตามสิ่งที่ถูกที่ควรน่าจะเป็เช่นนั้นแต่เวลานี้กลับคิดตรงข้าม
การอยู่คนเดียวอาจทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืนก็เป็ได้
“หมอ ข้าได้ยินเ้าพูดถึง” คำถามทำให้เธอหลุดจากความคิดไหลเรื่อย
“หมอก็คือนักยา ที่บ้านฉันเรียกว่าหมอ ถ้าเรียกนักยาคงไม่มีใครรู้จักเหมือนกัน”
“เรอะ”
เสียงเคาะประตูทำให้การสนทนาหยุดลง นาตาลีขยิบตาเป็เชิงบอกอีกฝ่ายว่าจะเป็คนไปเปิดเองด้านนอกเธอพบชายวัยกลางคนร่างหนาหน้าตาเหี้ยมเกรียม หนวดเครารกรุงรัง
หากภายในห้องมีเธออยู่เพียงลำพังล่ะก็รับรองว่าคงได้ปิดประตูใส่หน้ากันไปบ้าง
คนอะไร๊น่ากลัวชะมัด
“มีอะไร” ชายหนุ่มชะเง้อถาม
“เด็กของข้าอาจจะยังไม่ได้บอกพวกเ้าเื่ค่าใช้จ่าย”
“ค่าใช้จ่ายอะไร” เธอย้อนถามทันควัน
“ค่าอาหาร ค่ายา และของใช้ ค่าห้องพักอีกสองห้อง รวมแล้วราคาออกจะสูงสักหน่อยนะ่ขัดสนอย่างนี้ไม่มีใครรับรองพวกเ้าได้ดีกว่านี้แน่”
“อะไรนะ!” เธอแทบไม่เชื่อหู แม้จะเข้าใจว่าที่นี่คงดำเนินกิจการเชิงธุรกิจ
แต่...
“แล้วมาเก็บอะไรตอนนี้เล่า ปกติเขาเช็คบิลกันตอนออก..ยังไม่จ่าย” เธอแหวใส่ให้คนฟังทำหน้างง แต่คราวนี้ไม่สนใจจะอธิบายคำศัพท์ให้ฟังแล้ว
“ก็ถ้าพวกเ้าไม่มีจ่าย ก็ย้ายของออกไปได้ เข้าใจตามนี้ด้วย” นาตาลีชักไม่ชอบใจอีตาอ้วนกลมคนนี้เสียแล้ว
“เท่าไหร่”
“ห้าสิบเหรียญทอง”
โหด
“ตั้งห้าสิบเหรียญทอง หน้าเืชัดๆ” ชายหนุ่มรั้งแขนหญิงสาวคล้ายปรามก่อนหันไปทางเ้าถิ่น
“ลดลงหน่อยเถอะ เพราะพวกข้ามีไม่ถึงห้าสิบเหรียญทองหรอก” เนลต่อรองด้วยน้ำเสียงเรียบ อีกฝ่ายทำท่าครุ่นคิด สักครู่จึงเลิกคิ้ว
“ไม่ได้! ห้าสิบเหรียญทองขาดตัว”
“อย่างนั้นพักแค่ห้องเดียวจะเหลือเท่าไหร่” เธอเริ่มต่อรองบ้างและพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติอย่างที่สุด
“ฮืม! สามสิบเหรียญทอง” คำตอบทำให้เธอต้องหันมาสบตาชายหนุ่มคล้ายปรึกษาดูเขาจะทำหน้าลำบากใจ
“หรือจะเป็ม้าของพวกเ้าก็ได้” ชายผู้น่ากลัวยื่นข้อเสนอสีหน้าดูพอใจเมื่อพูดถึงสิ่งแลกเปลี่ยนใหม่แต่พลันต้องฝันสลายเมื่อนาตาลีแหวใส่เสียงหลง
“ไม่ได้! แล้วจะเดินทางยังไง หรือว่ามีเรือให้”
“แล้วพวกเ้าจะเอายังไง” หญิงสาวสลดลงนิดหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายเริ่มมีน้ำโหบ้างแล้วชายหนุ่มยังคงรั้งท่อนแขนเธอไว้ และก่อนที่อะไรจะแย่ไปกว่านี้ คงต้องรีบสรุป
“ตกลง แต่ขอเป็พรุ่งนี้เช้าเท่านั้น” คนฟังออกอาการลังเลจนเธอต้องรีบเสริมต่อแบบว่าไม่ต้องทิ้งเวลาให้คิดเยอะ..มากเื่เปล่าๆ
“ยังไงพวกเราก็ต้องพักที่นี่ ไม่ต้องกลัวหนีหรอกแล้วม้าของเราก็อยู่ข้างนอกเป็หลักประกันได้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้เข้าใจตามนี้ด้วย” พูดจบมือบางก็รีบปิดประตูใส่หน้าอย่างที่ั้แ่ไว้แต่แรก
“บ้าชะมัด! แบบนี้ก็มีด้วย” เธออยากจะบ่นให้เป็พลุแตกแต่เกรงใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า เพราะเขาเองคงไม่มีทางเลือกเหมือนกันและดูเหมือนว่าเธอจะเป็ภาระให้เขาด้วย
“เอาไงล่ะ” เธอถามขึ้นเมื่อเดินเข้ามาใกล้ แล้วหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ
“เราอาจไม่มีทางเลือกเื่ม้าข้าเพิ่งนึกได้ว่าถุงเหรียญทองติดไปกับม้าตัวที่เตลิดหนี” คนฟังใจหายวาบ
“ตายละ!”
ไม่มีความอร่อยแล้วสำหรับอาหารมื้อนี้คนคิดไม่ตกกับเหตุการณ์กำลังตกเป็เป้าสายตาโดยที่เ้าตัวไม่ทันสังเกตแววตาคมฉายชัดไปด้วยแรงกดดันที่้าบีบคั้นปริศนาในตัวนางให้ออกมาโดยเร็ว
“จะทำยังไงดีนะ คิดอะไรหน่อยสิ”
“ที่มีตอนนี้ก็คือพวกเสื้อผ้าเท่านั้น แต่รวมแล้วยังไงก็ไม่ถึงอยู่ดี”ยิ่งฟังคำประเมินสถานการณ์ยิ่งทำให้เ้าหล่อนนั่งไม่ติด
“คิดสิคิด”
อ๊ะ! ใช่แล้ว
เธอดีดนิ้วเปาะ
“ทำไมฉันถึงได้งี่เง่าอย่างนี้นะ ทั้งที่มีอยู่กับตัว”
“อะไร” คำถามไม่ได้รับคำตอบได้เพียงรอยยิ้มเ้าเล่ห์จากเ้าหล่อน
เื่อะไรจะบอก ปล่อยให้งงซะบ้าง
นาตาลีเขยิบตัวไปหยิบเสื้อแจ๊ตเก็ตของตัวเองตรงมุมห้องรูดซิบกระเป๋าออกแล้วเขย่าจนเหรียญทองร่วงลงกองเต็มพื้น
“นี่ไงเรามีจ่ายแล้ว” ท่ามกลางความดีใจของหญิงสาว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้รู้สึกตามชายหนุ่มคงยิ้มออกได้บ้างหากเขาไม่สะดุดตากับบางสิ่งที่ตกลงมาปะปนกับเหรียญเ่าั้
“เป็อะไรไป”
“เ้าได้มายังไง”
“อะไร”
“ก็นี่ไง” มือหนาหยิบสิ่งนั้นขึ้นมายื่นตรงหน้า นาตาลีตะลึงตาค้าง
“เอ่อ..คือ..”
“เ้าได้มายังไง!” เขาคว้าไหล่เธอไว้เต็มมือ
“ฉันเก็บได้จากพวกโจรตอนตีมันตกลงไปในหลุมกับดักที่หมู่บ้านริมน้ำโน่นแน่ะ”
“โกหก!” เขากระชับมือแรงกว่าเดิมจนเธอเริ่มรู้สึกเจ็บ
“ฉันไม่ได้โกหกนะ มีอะไรเกี่ยวกับตรานี้”
“เ้ารู้หรือว่าแกล้งไม่รู้กันแน่!”
“ฉันไม่รู้จริงๆ” เธอสารภาพตามตรงนึกไม่ออกว่าตัวเองทำอะไรผิด เขาถึงทำท่าว่าอยากจะฉีกเธอให้เป็ชิ้นๆ อย่างนี้แม้จะใและรู้สึกงงเพียงใดก็ไม่ละสายตาไปไหน เพราะมันคือความจริง
ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจมิใช่หรือ
แล้วเขาจะรู้ไหมว่าเธอไม่ได้โกหก
ชายหนุ่มค่อยๆ คลายอารมณ์ตัวเองลง มือหนาคลายออกจากอีกฝ่าย
“ตรานี้ไม่ใช่ของพวกโจร”
“แล้วมันของใคร” เธอกลั้นใจถาม สายตายังจับจ้องไม่ลดละ
อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไปเพียงแค่เห็นตรานั่น
อะไรทำให้เขาต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟเพียงแค่ได้เห็นมัน
“ตราประจำตัวของท่านเซออน หนึ่งในนักรบของแผ่นดิน” ดวงตากลมโตเบิกค้างราวถูกสะกด
คนที่ฉันทำร้ายคือท่านเซออน
“ไม่จริง”
“เ้าทำร้ายท่านทำไม ใครส่งมา!”
“มันเป็เื่เข้าใจผิด ฉันไม่รู้จริงๆ นะว่าเขาคือท่านเซออนแล้ว...คุณรู้เื่นี้ได้ยังไง” ดวงตาคมจัดเบิกกว้างก่อนเบือนหนีไปทางอื่น
“ข้าได้ยินเขาลือกันว่าท่านเซออนถูกทำร้ายเื่ใหญ่แบบนี้ใครเขาก็รู้กันทั้งนั้น”
“แต่ฉันไม่รู้”
“ถึงไม่รู้ก็ทำผิด” ชายหนุ่มตอกย้ำจนคนฟังต้องทิ้งตัวลงอย่างอ่อนแรงเื่เล็กน้อยที่้าพิสูจน์ตัวเองกลับกลายเป็เื่ใหญ่ซะแล้วยิ่งแก้ก็ยิ่งกลาย
“ตรานี้ถือเป็สูงสุดของนักรบ ผู้ปกครองแผ่นดินมอบให้เหล่านักรบของท่านเ้าทำสิ่งที่แย่มากรู้ตัวไหม ข้าจะส่งเ้าให้ท่านเซออนลงโทษ”
“ไม่นะ! คุณต้องฟังฉันก่อน” ดูเหมือนเขาไม่สนใจคำขอร้องแม้แต่น้อยไม่ว่าเธอจะเคลื่อนตัวหลบทางไหน ป้องกันตัวด้วยท่าอะไร กลับถูกดักทางได้หมด
นาตาลีรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองคนไม่รู้ก็คือไม่ผิด ไม่รู้แถมไม่ได้มีเจตนาทำร้ายคนดีเื่อะไรต้องมารับโทษบ้าบอนั่นด้วย
“ฉันไม่ยอมรับโทษอะไรทั้งนั้น”
คนคิดจะแทรกแผ่นดินหนีทำให้ได้ถอยกรูออกมา เป็จังหวะให้คนตัวโตได้โอกาสกดทับตรึงคนตัวเล็กไว้ได้ลมหายใจถี่รัวประสานกันราว้าหยุดเวลานี้ไว้ชั่วขณะ
“ขอร้องเถอะ ฟังฉันก่อน..นะ” เขากระชากเธอไปมัดไว้กับเสาข้างที่นอนแล้วหย่อนตัวลงนั่งระดับเดียวกับคนถูกลิดรอนอิสระ
“เ้าว่ามา แต่ขอบอกนะว่าอย่าโกหก”
“ฉันไม่หนีเพราะฉันไม่ผิด แต่ถ้าฉันจะผิดก็เพราะฉันไม่รู้ฉันยินดีไปพบท่านเซออน ถ้าผู้นำที่นี่เป็คนมีเหตุผล มีความยุติธรรมท่านต้องฟังฉัน”
“ได้! ในเมื่อเ้า้าอย่างนั้นข้าจะพาเ้าไปต้องฟ้า ไปพบท่านด้วยตัวของข้าเอง” พูดจบเขาก็พรวดพราดออกไปโดยไม่เหลียวกลับมามองสักนิด
นี่มันอะไรกัน
“นี่มีเื่เฮงซวยอะไรวะเนี่ย”