สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 ตามฆ่า

            แขนใหญ่ยักษ์ที่ปรากฏขึ้นมานั้นทำให้ทุกคนต่างชะงักไปตาม ๆ กัน แม้กระทั่งเกาซานตัวกับเจินจวงปี้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุก็ยังมีสีหน้าเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้ที่เฉินโจวใช้วิชาเปลี่ยนร่างในการต่อสู้ เกาซานตัวก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติตอนนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า เฉินโจวมีผู้แกร่งกล้าคอยชี้แนะอยู่ตลอดไม่รู้ว่าบุคคลนิรนามผู้นี้มีทักษะการเปลี่ยนร่างที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน

     

            “คิดจะมาใช้อำนาจในถิ่นข้าเจ้าขออนุญาตข้ารึยัง?”

     

            เกาซานตัวสะบัดพัดให้กางออกจากนั้นก็ชี้ขึ้นฟ้า

     

            กระดูกพัด[4]กว่าสิบชิ้นพุ่งออกไปจากพัดด้วยความเร็วพร้อมกับแสงวับวาวที่ส่องประกายไปทั่ว กระดูกพัดเหล่านั้นขยายขนาดมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกลายเป็นดาบที่งดงามโดดเด่นดาบเหล่านั้นลอยอยู่กลางอากาศ โดยชี้ปลายแหลมไปที่แขนยักษ์อย่างพร้อมจะโจมตี

     

            หลังเกาซานตัวชี้นิ้วสั่ง ดาบยาวเหล่านั้นก็กลายเป็นแสงวับวาวแล้วพุ่งเข้าโจมตีแขนยักษ์ด้วยความรวดเร็ว

     

            นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกตนในขอบเขตสุมารุกับผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสวรรค์ผู้ฝึกตนในขอบเขตสุมารุสามารถนำปราณออกมาใช้เป็นพลังภายนอกอีกทั้งยังสามารถสั่งการอาวุธวิเศษได้ด้วย เมื่อมีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุขั้นเก้าแล้วการจะฆ่าคนในรัศมีสิบกิโลเมตรก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ดาบเหล่านั้นเปล่งแสงสว่างไสวพุ่งตรงไปที่แขนสีดำขนาดยักษ์ถึงแม้เกาซานตัวจะรู้ดีว่า เจ้าของแขนยักษ์ต้องมีพลังวัตรอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมากทว่าเขาเองก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกมายาเช่นกันจึงไม่อาจเก็บตัวเงียบอย่างคนขี้ขลาดได้

     

            เมื่อนำมาเทียบกันแล้วเจินจวงปี้ก็ใจเสาะมากกว่าเกาซานตัวอย่างเห็นได้ชัด

     

            “ปัญญาอ่อนสิ้นดี”

     

            เสียงสุขุมดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่มือใหญ่จะเหวี่ยงลงมาฝ่ามือสีดำที่เต็มไปด้วยขนหยิกงอ ตบไปที่ดาบยาวเหล่านั้นอย่างจัง ดาบทั้งหมดถูกปัดจนกระเด็นทว่ากลับทำให้ฝ่ามือนั้นมีรอยขีดข่วนไม่ได้เลยด้วยซ้ำดาบยาวที่แหลมคมถูกแรงมหาศาลกระแทกจนปลิวออกไปบ้างก็พุ่งตรงไปยังผู้คนที่มารุมล้อม บ้างก็เสียบเข้าต้นไม้ใหญ่บ้างก็แทงเข้ากับกำแพง

     

            เกาซานตัวชะงักไปชั่วขณะจากนั้นก็ระเบิดความโกรธออกมา “ดูถูกข้างั้นหรือ? เจ้ามันก็แค่เต่าหลบหลังกระดองไม่กล้าแม้แต่จะแสดงตัวออกมา!”

     

            เขาเหวี่ยงพัดในมือออกไปด้วยความเร็ว หลังจากที่พัดปลิวออกไปกลางอากาศมันก็กางออกแล้วกลายเป็นภาพวาดที่มีขนาดยาวกว่าร้อยเมตร ลอยพลิ้วไหวไปตามคลื่นลมช่างเป็นภาพที่สวยงามจนไม่อาจเปรียบ เกาซานตัวกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนภาพวาดหลังจากนั้นก็ชี้นิ้วไปด้านหน้า ภาพวาดพุ่งออกไป เพียงชั่วพริบตา แขนยักษ์ก็ถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา

     

            เกาซานตัวกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนแขนยักษ์จากนั้นก็ตะโกนสั่ง “ทำลาย!”

     

            ดาบที่ถูกปัดออกไปก่อนหน้านี้บินกลับมาอีกครั้งทั้งหมดมารวมตัวอยู่กลางอากาศแล้วพุ่งออกไปอย่างฉับพลันอีกหน ภาพวาดห่อหุ้มแขนขนาดใหญ่เอาไว้อย่างแน่นหนาแขนนั้นเคลื่อนไหวไปมาดั่งงูยักษ์ ดาบทั้งหลายพุ่งเข้ามาพร้อมกับลำแสงจ้าจากนั้นทิ่มเข้าไปกลางแขนใหญ่อย่างรวดเร็ว

     

            เกาซานตัวแสดงความได้ใจออกมาทางสีหน้า “ตอนนี้ข้าจะหักแขนเจ้าทิ้งซะ เจ้าจะได้เผยตัวออกมาเสียที!”

     

            “ปัญญาอ่อนสิ้นดี”

     

            เสียงนั้นดังขึ้นและกล่าวประโยคเดิมออกมาอีกครั้ง

     

            ตูม! ภาพวาดถูกสะบัดออกจากแขนยักษ์ในทันทีแม้จะไม่ได้ขาดออกเป็นชิ้น ๆ แต่ก็มีร่องรอยความเสียหายอยู่บนภาพไม่น้อยดาบนับสิบเล่มก็ปลิวออกมาตามกัน เกาซานตัวถูกแรงมหาศาลกระแทกลอยออกไปหลังเท้าแตะพื้น เขาก็โซซัดโซเซไปหลายก้าวกว่าจะตั้งหลักได้ เขาก้มมองภาพวาดที่ตอนนี้กลับมาเป็นพัดแล้วลอยมาหาเขามันเสียหายไปมากเหลือเกิน

     

            ส่วนดาบยาวที่ถูกกระแทกออกมาไม่สามารถบินกลับไปโจมตีได้อีกแล้วมันเปลี่ยนกลับมาเป็นกระดูกพัดร่วงหล่นลงไปรอบด้าน

     

            เวลานี้ สีหน้าเกาซานตัวกลายเป็นขาวซีดในที่สุดก็ไม่อาจข่มกลั้นความเจ็บปวดไว้ได้ เขากระอักเลือดลงบนพื้นดิน

     

            เฉินโจวหัวเราะดังลั่น “พวกคนไร้ค่าใครจะหยุดข้าไว้ได้? อันเจิง ก็อย่างที่ข้าเคยบอก ข้านำหน้าเจ้ามาไกลมากแล้ว ถึงแม้เจ้าจะโชคดีชนะการประลองในครั้งนี้แต่เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!”

     

            เขายื่นมือแล้วชี้ไปหาอันเจิง “ฆ่าเขาซะ แล้วจากนี้ไปเราทั้งสองจะไม่ติดค้างกันอีก!”ที่กลางอากาศ ราวกับมีใครบางคนถอนหายใจออกมา จากนั้นมือใหญ่ก็ตบลงไปทางอันเจิง ลำแขนใหญ่มหึมาสามารถทำลายล้างหลายร้อยเมตรได้ด้วยฝ่ามือเดียวอีกทั้งยังมีการโจมตีที่รวดเร็ว ด้วยพลังที่อันเจิงมีอยู่ในตอนนี้เขาไม่สามารถหลบฝ่ามือนี้ได้เลย

     

            ชวีหลิวซีกับตู้โซ่วโซ่วยืนอยู่ข้างอันเจิงหากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ทั้งสองก็พร้อมที่จะร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน ทันใดนั้นอันเจิงก็จับชวีหลิวซีโยนออกไปด้านนอก และในเวลาเดียวกันก็ใช้เท้าถีบไปที่บั้นท้ายของตู้โซ่วโซ่ว“หลบไปซะ!”

     

            หลังจากทำสองสิ่งนี้แล้วเขาถึงเริ่มเคลื่อนไหวร่างเพื่อหลบไปด้านข้าง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ทันแล้ว

     

            พุ่งออกไปได้แค่ยี่สิบถึงสามสิบเมตรแขนใหญ่ก็ตบลงมาเสียแล้ว

     

            เฉินเซ่าป๋ายที่นั่งอยู่บนหลังคาบ้าน สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย‘บ้าเอ๊ย’ เขาสบถออกมา จากนั้นก็ยื่นมือออกไปหนึ่งข้าง “ไป”

     

            กริ๊ง!กระดิ่งแก้วที่อยู่กลางหน้าอกของอันเจิงบินออกมาในทันทีจากนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นด้วยความรวดเร็ว กลายเป็นระฆังยักษ์ครอบตัวของอันเจิงเอาไว้แขนยักษ์ตบลงมาด้วยความหนักหน่วงนี่เป็นการโจมตีที่ส่งผลกระทบหลายร้อยเมตรเลยทีเดียว แขนใหญ่ฟาดลงบนพื้นทำให้เกิดเสียงดังไปทั่ว

     

            ผู้คนในรัศมีร้อยเมตรที่วิ่งหนีไม่ทันต่างก็ถูกมือยักษ์ทับตายกระทั่งพื้นหินก็แหลกเหลวเป็นผุยผง ต้นไม้หลายต้นเมื่อถูกตบก็กลายเป็นเศษขี้เลื่อยเกลื่อนกลาดเศษหินและเศษไม้ปลิวไปทั่ว ขณะนั้น ทุกทิศทางมีเพียงความมืดหม่น ทุกคนต่างรู้กันดีว่าครั้งนี้อันเจิงคงไม่รอดแน่แล้วแม้แต่เกาซานตัวที่มีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแขนใหญ่นั่นหากเป็นอันเจิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง?

     

            เวลานี้ทุกคนต่างได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตกตะลึงและอ้าปากค้างไปตามๆ กัน

     

            เสียงกรีดร้องโหยหวนนี้ไม่ได้มาจากอันเจิงแต่เป็นเสียงร้องจากเจ้าของแขนยักษ์นั่นต่างหาก เมื่อเศษฝุ่นละอองเริ่มจางลงผู้คนถึงได้สังเกตเห็นว่า กลางแขนใหญ่ยักษ์มีรูโบ๋ที่เต็มไปด้วยเลือดปรากฏอยู่!

     

            มีสมบัติวิเศษที่คล้ายคลึงกับระฆังวางอยู่ตรงนั้นส่วนอันเจิงหายตัวไป แขนยักษ์ฟาดลงไปบนระฆังอย่างแรงทำให้ระฆังทิ่มแขนยักษ์จนเป็นรูโบ๋ เจ้าของแขนยักษ์นี้กรีดร้องโหยหวนออกมาแล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา “กระดิ่งวิเศษ...ทำไมเขาถึงมีกระดิ่งวิเศษ!”

     

            หลังจากปกป้องอันเจิงจากแขนยักษ์แล้วกระดิ่งแก้วก็เปลี่ยนกลับเป็นขนาดเล็กดังเดิม บินไปรอบ ๆ ตัวอันเจิงครู่หนึ่ง จากนั้นก็หายวับไปกับตาผู้คนที่อยู่ในสนามประลอง รวมถึงอันเจิงที่กำลังประหลาดใจอยู่นั้น ได้ยินเสียงครางเบาๆ จากนั้นร่างชราภาพร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากกลุ่มคน แล้วหนีไปในสภาพสะบักสะบอม

     

            “นั่นคือใคร?”

     

            มีคนถามขึ้นด้วยความสงสัย

     

            “ดูเหมือนชายเก้าไร้ประโยชน์ส่วนใหญ่เขาจะอยู่ในสภาพเมามาย ดวงตาแดงก่ำ ทำงานซ่อมหม้อกระทะตามถนนย่านหนานชาน”

     

            “สวรรค์ หรือแท้จริงแล้วเขาคือท่านจิ่ว หัตถ์วิญญาณในตำนานที่ว่ากันว่าสามารถสั่งฟ้าสั่งดินได้?”

     

            “หากเป็นเขาจริง ๆ ทุกอย่างก็กระจ่างเขาคือคนที่เปลี่ยนแขนใหม่ให้กับเฉินโจว หัตถ์วิญญาณผู้นี้โหดร้ายและทารุณนักทำให้ถูกหลายฝ่ายไล่ล่า นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเขาจะมาซ่อนตัวอยู่ในโลกมายาของพวกเราเล่ากันว่าเมื่อหลายปีก่อนเขาก็มีพลังวัตรอยู่ในขอบเขตสุมารุแล้ว เท่าที่ดูเรื่องเล่าเหล่านั้นก็คงเป็นเรื่องจริง ด้วยพลังที่เกาซานตัวมี หากสู้เขาไม่ได้ ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่”

     

            “หากเขาคือหัตถ์วิญญาณจริง ๆแล้วอันเจิงคือใครกัน? กระดิ่งนั่นเป็นอะไร?”

     

            “เด็กที่เพิ่งเริ่มสะสมพลังวัตรจะมีสมบัติวิเศษแบบนั้นในครอบครองได้อย่างไรกัน? มันสามารถปกป้องเจ้าของได้โดยไม่ต้องมีใครสั่งยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถเอาชนะท่านจิ่วหัตถ์วิญญาณได้อีก ไม่แน่นะ สมบัติวิเศษชิ้นนี้อาจอยู่ในระดับสีทองหรือสีม่วงเลยก็ได้”

     

            “ของดี เป็นสมบัติวิเศษที่ดีจริง ๆ”

     

            หลังจากได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆนานาแล้ว ทุกคนในนิกายเบิกสวรรค์กลับรู้สึกหนักหน่วงขึ้นมาในใจ พวกเขาต่างรู้ดีว่าแม้ครั้งนี้จะสามารถผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้แต่ชีวิตหลังจากนี้คงไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขอีกแล้วกระดิ่งแก้วได้ช่วยชีวิตอันเจิงไว้ แต่ก็ดึงดูดผู้คนจิตใจต่ำช้ามากมายที่หวังอยากครอบครองมันชวีหลิวซีกับตู้โซ่วโซ่ววิ่งมายืนข้าง ๆ อันเจิง แล้วถามไถ่อาการของเขา

     

            อันเจิงส่ายหัวตอบ “ข้าไม่เป็นไร”

     

            ตู้โซ่วโซ่วมองสำรวจอันเจิงหัวจรดเท้าหลังจากแน่ใจแล้วว่าอันเจิงไม่เป็นอะไรจึงถอนหายใจออกมา “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้วข้าตกใจแทบตาย”

     

            ชวีหลิวซียื่นมือออกมาตรวจชีพจรของอันเจิงหลังจากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วแค่ตอนที่ประลองกับเฉินโจวนั้นได้รับบาดเจ็บภายนอกไม่น้อยข้าจะช่วยเจ้าทำแผลห้ามเลือดก่อน”

     

            นางรีบวิ่งไปนำกล่องยามาจากนั้นก็ช่วยทำแผลให้อันเจิง

     

            เวลานี้เอง ลำแสงสีเขียวก็กำลังตามล่าท่านจิ่วอย่างดุเดือดเท่าที่ดู หัตถ์วิญญาณผู้นี้ก็ชราภาพมากแล้ว ทว่าความว่องไวยังเร็วปานสายฟ้าแต่ไม่ว่าเขาจะหนีไปถึงที่ใด กระดิ่งแก้วก็จะปรากฏอยู่ด้านหลังของเขาเสมอ ในโลกมายาท่านจิ่วหายตัวไปโผล่บนหลังคาบ้านต่าง ๆ แต่ไม่ว่าเขาจะปรากฏตัวที่ใดกระดิ่งแก้วก็จะตามเขาเป็นเงา

     

            “เจ้าไม่รักษาคำพูด!”

     

            ท่านจิ่วคร่ำครวญพลางวิ่งหนีไปด้วย “เจ้าบอกว่าจบครั้งนี้แล้วเราจะไม่ติดค้างกันอีก!”

     

            ผู้คนที่ได้ยินประโยคนี้ต่างพากันมองไปหาเฉินโจวทว่าสีหน้าของเฉินโจวก็ยังคงมึนงงราวกับว่าไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกันเขารู้ความลับของตระกูลเฉินเพียงบางส่วน แต่กลับไม่เคยรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในนั้นอย่างแท้จริงจากที่เขารู้มา ในโลกมายาไม่มียอดฝีมือคนไหนสามารถต่อกรกับท่านจิ่วได้เลย ใครจะไปคิดว่าท่านจิ่วจะถูกกระดิ่งแก้วที่ดูไม่มีอะไรพิเศษตามล่าจนมีสภาพสะบักสะบอมอย่างนี้

     

            บนหลังคา เฉินเซ่าป๋ายในชุดคลุมสีดำหัวเราะพลางพูดกับตัวเอง“เฉินชี เจ้าไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วตระกูลเฉินดำรงอยู่เพื่ออะไร และบิดาของเจ้าประสบความสำเร็จได้เพราะอะไรตระกูลเฉินสามารถดึงผู้มีพลังวัตรที่อยู่ในขอบเขตกิเลสมารอย่างท่านจิ่วหัตถ์วิญญาณมาใช้ได้แล้วมีหรือที่จะถูกคนอย่างบิดาเจ้า ที่มีพลังวัตรอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ทำลายลง ข้าแค่มองบางอย่างพลาดไปเท่านั้นเองคิดไม่ถึงว่าเด็กอย่างเจ้าจะร้ายกาจขนาดนี้ ถึงกับเสาะหาความลับของตระกูลเฉินเพื่อใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง...น่าเสียดายที่เจ้าจะไม่มีวันได้รู้ความลับแท้จริงที่ซ่อนอยู่”

     

            เขาลุกขึ้นยืน มองไปที่อันเจิงชั่วครู่ “ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ อย่ารีบตายซะก่อนล่ะ เราสองคนยังไม่ได้มาสะสางกันเลย”

     

            หลังจากที่พูดจบ เขาก็กลายเป็นเงาดำและจากไป

     

            กระดิ่งแก้วยังคงตามล่าท่านจิ่ว ส่วนเฉินโจวยืนลำพังอยู่กับที่อย่างมึนงงผ่านไปชั่วครู่ ทุกคนต่างได้สติและมุ่งตรงไปหาเขา ตะโกนดังลั่น “เอามันให้ตาย!”

     

            “อัดไอ้ชั่วนี่ให้ตาย!”

     

            กลุ่มคนที่ไม่อาจนับจำนวนได้พุ่งตรงไปหาเฉินโจวเขาจึงตะโกนเสียงดังเพื่อให้คนอื่นเข้ามาช่วย ทันใดนั้น ลูกน้องที่ซ่อนตัวอยู่หวังจะฉวยโอกาสนี้เพื่อพาเขาหนีแต่เพียงชั่วพริบตาเดียว พวกเขาก็โดนล้อมและรุมทำร้าย เฉินโจวฆ่าคนมาโดยตลอด ในที่สุดกรรมก็ตามสนองเขาและลูกน้องของเขาล้มลงบนพื้น ไฟแห่งความโกรธแค้นของผู้คนเหล่านั้นระบายลงบนร่างของพวกเขาอย่างไม่ปรานี

     

            “นั่นคืออะไรหรือ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วชี้ไปยังลำแสงที่พุ่งไปในอากาศอย่างรวดเร็วแล้วถามขึ้น

     

            อันเจิงส่ายหัวไปมา “ข้า...ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     

            “นั่นคือของของเจ้าเป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะไม่รู้?”

     

            “ไม่รู้จริง ๆ นั่นคือของที่ข้าเก็บได้ข้ารู้สึกว่ากระดิ่งนี้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม จึงอยากเก็บมาห้อยคอเสี่ยวช่านเท่านั้นเองไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นสมบัติวิเศษอะไรทั้งนั้น”

     

            “แม้แต่ของที่เก็บได้ยังเป็นสมบัติวิเศษช่างโชคดีเหลือเชื่อจริง ๆ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วตบบ่าของอันเจิง เขาเจ็บจนร้องออกมาชวีหลิวซีจึงรีบพูดขึ้น “เบา ๆ หน่อยสิ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วยิ้มแห้ง ๆ “รู้แล้วน่าเบาหน่อย ๆ”

     

           เขาใช้นิ้วมือแหย่ไปที่หัวไหล่ของอันเจิงเบา ๆ “อย่างนี้เบาพอหรือยัง?”

     

            อันเจิงถอนหายใจพูดขึ้น “เจ้ามันร้ายนัก...”

     

            ห่างออกไปไม่ไกล อย่างไรท่านจิ่วหัตถ์วิญญาณผู้นี้ก็อายุมากเกินไปแล้วสุดท้ายกระดิ่งแก้วจึงตามทัน มันพุ่งเข้าไปที่ท้ายทอยของเขาแล้วพุ่งออกมาทางหน้าผากตูม! ทันใดนั้น หัวของเขาก็แตกออกกลางอากาศ ร่างร่วงหล่นลงมาจากที่สูงกระแทกพื้นกลายเป็นเศษเนื้อที่แหลกเหลว

     

            กระดิ่งแก้วเปลี่ยนเป็นลำแสงบินกลับมาหมุนไปรอบ ๆ จากนั้นก็บินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอันเจิง เขายื่นมือออกมารับ กระดิ่งอันน้อยๆ ก็หล่นลงกลางมือ

     

            เวลานี้ ทุกคนต่างล้อมเข้ามาด้วยสัญชาตญาณผู้คนจำนวนมากแผ่ความโลภออกมาทางสายตา

     

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

            [4] กระดูกพัดคือ ไม้ที่เป็นโครงสร้างของพัด

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน