ไม่ทันรอให้เสิ่นอี้กวงตกผลึกถึงความคิดของตนเองก็มีเสียงเร่งรีบของฝีเท้าม้าดังขึ้นจากระยะไกลมันใกล้เข้ามาก่อนจะหยุดลงนอกกลุ่มชน
“หยุด...”
“ที่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหตุใดจึงมีผู้คนมากมายรุมล้อม”
เสียงเคร่งขรึมดังขึ้นจากด้านนอกกลุ่มคนในน้ำเสียงยังระคนด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
กลุ่มคนเริ่มมีการขยับเคลื่อนไหวไม่ช้าก็มีคนจดจำถึงสถานะของผู้ที่มาใหม่ได้
“เป็นท่านแม่ทัพเปียวฉี!ผู้ที่มาคือท่านแม่ทัพเปียวฉี!”
มีคนตะโกนขึ้นด้วยความตะลึง จากนั้นดวงตาของเสิ่นอี้กวงพลันเป็นประกายความโอหังหยิ่งผยองที่เพิ่งมอดลงพลันลำพองขึ้นอีกครั้ง
“ท่านแม่ทัพหลิว!ท่านแม่ทัพหลิวรีบมาช่วยข้าเร็วเข้า ข้าคือเสนาบดีเสิ่นท่านรีบมาช่วยข้าจับเจ้าคนชั่วผู้นี้! มันคิดก่อกบฏ รีบมาจับเขาเข้าคุกโดยเร็ว!”
เสิ่นอี้กวงสวมหมวกข้อหา ‘ก่อกบฏ’ใบใหญ่ลงบนศีรษะของซูเฟยอวี่อย่างไม่สนใจสิ่งใดทั้งที่นี่เป็นถึงโทษประหารชีวิตก็ตามทีทั้งยังไม่แยแสว่านี่คือคนตระกูลซูที่เคยเป็นผู้มีพระคุณของเขา
นัยน์ตาของซูเฟยอวี่พลันเย็นเยียบเขายกเท้าเตะเสิ่นอี้กวงทันที
เสิ่นอี้กวงไม่ทันหลบจึงถูกเตะเข้าโดยตรงเขากระอักเลือดลอยละลิ่วออกไปไกลก่อนจะตกลงบนพื้นที่อยู่ห่างออกไปหลายหมี่
“ท่านพ่อ!”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกับเสิ่นเชียนซีกรีดร้องเสียงดังพวกนางวิ่งถลาเข้าไปช่วยประคองเสิ่นอี้กวงลุกขึ้น
ผู้คนต่างส่งเสียงดังอื้ออึงหลิวเหวินเยี่ยนแม่ทัพเปียวฉีขมวดคิ้วมุ่น เขาผลักกลุ่มคนออกก่อนก้าวอาด ๆ เข้าไปด้านใน
“ท่านแม่ทัพ! เป็นพวกเขาเป็นพวกเขาที่ทำร้ายพวกเราจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะเจ้าคะ”
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนประคองเสิ่นอี้กวงขึ้นมาร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
“ใช่แล้ว ๆพวกเขาไม่เพียงทำร้ายท่านเสนาบดีเสิ่นแต่ยังทำร้ายพี่ชายของข้ากับท่านพี่จวินฉายอีกด้วยท่านพี่ของข้าเป็นผู้สืบทอดตระกูลไป๋ ส่วนท่านพี่จวินฉายก็เป็นหลานชายคนโตสายตรงของตระกูลอู๋พวกเขาถูกพวกมันตีทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้ ฮือ ๆๆ...”
ไป๋รั่วเจียซบอยู่บนร่างของไป๋จื่อหางคร่ำครวญสะอึกสะอื้น ดูน่าสงสารเวทนายิ่งนัก
เมื่อเทียบกันแล้วเสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่ที่ยามนี้ยังคงยืนหลังตรงอยู่กับที่และปรายตามองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชาจึงดู‘ชั่วร้าย’ เหลือคณา
ผู้คนโดยรอบต่างพากันลอบถอนใจในใจก็คิดถึงคำกล่าวที่ว่าราษฎรไม่ทะเลาะกับขุนนาง เด็กสองคนนี้ดื้อรั้นเกินไปพวกเขาล่วงเกินตระกูลไป๋ ตระกูลอู๋ และตระกูลเสิ่น สามตระกูลใหญ่ในคราเดียวเกรงว่าชีวิตในชาตินี้คงต้องจบสิ้นเช่นนี้แล้ว
พวกเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเองก็คิดเช่นนี้สายตาที่จ้องมองเสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต ในที่สุดพวกนางก็สามารถชำระแค้นแล้วทำตัวบ้าคลั่งไปเถิด! ดูสิว่าหากพวกเจ้าถูกจับเข้าคุกแล้วจะทำตัวบ้าคลั่งอย่างไร!
หัวคิ้วของหลิวเหวินเยี่ยนยิ่งขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิมสายตาของเขากวาดมองไปยังคนกลุ่มนั้นก่อนจะทอดลงบนร่างของซูเฟยอวี่และเสิ่นจื่อโยว
“เจ้าคือ…เฟยอวี่?”
หลิวเหวินเยี่ยนเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจนัก
ซูเฟยอวี่ยกหยักมุมปากก่อนโค้งตัวให้กลับหลิวเหวินเยี่ยนเขากล่าว “เป็นข้า ท่านแม่ทัพหลิว ไม่เจอเสียนาน”
ตั้งแต่วัยเยาว์ซูเฟยอวี่ก็ติดตามบิดาไปเข้ากองทัพแล้วหลิวเหวินเยี่ยนในฐานะอดีตรองแม่ทัพผู้ติดตามท่านแม่ทัพซูเว่ยเจิงจะไม่รู้จักซูเฟยอวี่เด็กที่เขาเห็นตั้งแต่เล็กได้อย่างไร
เพียงแต่หลายปีมานี้ซูเฟยอวี่เปลี่ยนแปลงไปมากกอปรกับพวกเขาไม่ได้พบเจอกันมานานกว่าสิบปีแล้วดังนั้นในระยะเวลาอันสั้นเขาจึงไม่มั่นใจในตัวตนของอีกฝ่ายนัก
เสิ่นอี้กวงที่ถูกซูเฟยอวี่เตะจนจวนเจียนสิ้นชีพอยู่รอมร่อแทบเป็นลมเพราะความโกรธ
เขาลืมได้อย่างไรหลิวเหวินเคยเป็นรองแม่ทัพของบิดาซูเฟยอวี่ มีความจงรักภักดีต่อซูเว่ยเจิงยิ่งนักดังนั้นเขาจะยอมช่วยพวกตนสะสางความแค้นนี้หรือ?!
เพียงแต่หากให้ปล่อยซูเฟยอวี่ไปเช่นนี้เขาก็ไม่มีวันยอม!
ดังนั้นเสิ่นอี้กวงจึงตะคอกหลิวเหวินเยี่ยนด้วยความเดือดดาล“แม่ทัพหลิวไม่ว่าก่อนหน้านี้ซูเฟยอวี่จะมีสถานะอย่างไรทว่ายามนี้เขาเป็นเพียงราษฎรคนหนึ่งเขาหยามเกียรติตำแหน่งของพวกข้า ทำร้ายพวกเราจนมีสภาพเช่นนี้มิใช่ว่าท่านควรจับเขาเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นหรือ?!”
คำกล่าวนี้ของเสิ่นอี้กวงถือเป็นการข่มขู่แล้ว
ผู้ที่ตระหนักได้ถึงสถานการณ์เบื้องหน้าย่อมเป็นคนฉลาดเสิ่นอี้กวงไม่เชื่อว่าเพื่อสารเลวคนหนึ่งแล้วหลิวเหวินเยี่ยนจะกล้าล่วงเกินตระกูลใหญ่มั่งคั่งด้วยบารมีถึงสามตระกูลโดยพลการ
ทว่าหลิวเหวินเยี่ยนเพียงปรายตามองเขาก่อนจะหยิบราชโองการสีเหลืองทองฉบับหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ
“มีราชโองการ...ซูเฟยอวี่รับราชโองการ”
ซูเฟยอวี่ตะลึงไปชั่วครู่จนกระทั่งเสิ่นจื่อโยวดึงรั้งแขนเสื้อของเขาจึงได้รีบคุกเข่าลง
“กระหม่อมซูเฟยอวี่ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”
“ด้วยโองการแห่งฟ้าฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชา ด้วยเหตุที่ซีเป่ยเกิดสงครามอยู่เป็นนิจกองทัพขาดแคลนผู้นำ นับตั้งแต่วันนี้ขอแต่งตั้งให้ซูเฟยอวี่เป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซีขุนนางขั้นสาม อีกหนึ่งเดือนให้หลังจงนำกองทัพมุ่งหน้าไปยังซีเป่ยหวังว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะไม่ผิดต่อพระเมตตา นำชัยชนะกลับมาให้จงได้...ซูเฟยอวี่รับราชโองการเถิด”
ซูเฟยอวี่ตกตะลึงอย่างยิ่งยวดผ่านไปชั่วครู่เขาจึงได้ยกสองมือขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
“ซูเฟยอวี่น้อมรับราชโองการขอบพระทัยฝ่าบาท”
กล่าวจบเขาก็โขกศีรษะอย่างแรงก่อนลุกขึ้น
หลิวเหวินเยี่ยนพรูลมหายใจเดินไปหยุดข้างกายเขาก่อนตบบ่าเขาเบา ๆ “ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีอย่าได้ผิดต่อชื่อเสียงของแม่ทัพซู”
“ขอรับ” ซูเฟยอวี่รับคำกำราชโองการในมือแน่น
“ไม่…เป็นไปไม่ได้!เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ข้าไม่เชื่อ!” เสิ่นอี้กวงตะโกนออกมาอย่างเสียจริต“ซูเฟยอวี่มิได้เป็นเพียงคนพิการคนหนึ่งหรือ คนพิการจะนำกองทัพได้อย่างไร”
เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะแล้วกล่าว“ท่านเสนาบดีเสิ่นช่างรู้จักหยอกล้อเสียจริงคนพิการจะทำให้คุณชายของทั้งตระกูลไป๋และตระกูลอู๋มีสภาพเช่นนี้ได้หรือ พวกเขาสองคนต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียร”
หลิวเหวินเยี่ยนเองก็ปรายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น “หากท่านเสนาบดีเสิ่นมีข้อกังขาใดก็สามารถไปกราบทูลถามฝ่าบาทได้มิใช่มาตะโกนโหวกเหวกที่นี่ให้เป็นที่ขำขันของคนทั่วไปพวกเขาจะเข้าใจได้ว่าขุนนางของแคว้นหลิวหั่วของพวกเราต่างอาศัยเสียงตะโกนกู่ร้องในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง”
“พรืด…”ฝูงชนรอบข้างต่างผุดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่อาจต้านทาน
ทว่า ‘ตัวการ’ เช่นหลิวเหวินเยี่ยนกลับไม่รู้สึกขันสักนิดยามนี้ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับขุนนางฝ่ายบุ๋นด้อยค่าขุนนางฝ่ายบู๊พระองค์ทรงพระกรรณเบาที่อำนาจส่วนใหญ่ในราชสำนักอยู่ในกำมือของเสิ่นอี้กวงก็เพราะฮ่องเต้ทรงโปรดปรานคนเช่นเขาที่ชำนาญการประจบสอพลอยามนี้บรรยากาศในราชสำนักสามารถพรรณนาด้วยคำว่า ‘อึมครึมกรุ่นไปด้วยพิษร้าย’
หากไม่ใช่เพราะรากฐานของแว่นแคว้นหลิวหั่วแข็งแกร่งก็คงล่มสลายด้วยพระหัตถ์ของฮ่องเต้พระองค์นี้แล้ว
ครานี้เป็นเพราะการปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันขององค์ชายเจ็ดเซวียนหยวนโม่ในการประชุมเขาได้สนับสนุนให้แต่งตั้งซูเฟยอวี่ขึ้นเป็นท่านแม่ทัพใหญ่เจิ้นซีฮ่องเต้จึงต้องทรงตกพระโอษฐ์รับคำด้วยความจำนน
สิ่งที่ฮ่องเต้ทรงหวาดกลัวมากที่สุดไม่ใช่สงครามที่ซีเป่ยแต่เป็นองค์ชายเจ็ดโม่จื่อเซวียนผู้นั้นที่ในพระหัตถ์ทรงมีอำนาจลึกลับกล่าวแล้วก็น่าขันยิ่งนัก
ทว่าความลับของราชวงศ์นี้ไม่มีความจำเป็นต้องแพร่งพรายสู่คนภายนอก
หลังหลิวเหวินเยี่ยนมอบราชโองการให้กับซูเฟยอวี่ก็กลับไปกล่าวถวายรายงาน
ซูเฟยอวี่รับราชโองการมาไว้ในมือก่อนจะหันไปมองเสิ่นอี้กวงด้วยสายตาเยียบเย็น
ขาของเสิ่นอี้กวงพลันอ่อนยวบล้มลงอีกคราแม้แต่เสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีก็ประคองไว้ไม่ไหว
“ญาติผู้พี่เฟยอวี่ พวกเราไปกันเถิดวันนี้คนเหล่านี้ได้รับการสั่งสอนเพียงพอแล้ว น่าจะยอมรามือสักระยะ”
ที่เสิ่นจื่อโยวไม่ได้ปริปากออกมาก็คือหากคนเหล่านี้ยังคิดกระโดดโลดเต้นต่อก็ไม่ใช่เรื่องสายเกินไปที่พวกเขาจะค่อย ๆ บดขยี้พวกเขาทีละคนในภายหลัง
เสิ่นอี้กวงที่ล้มอยู่บนพื้นเนื้อตัวสั่นเทาโดยไร้สาเหตุ
เสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่เรียกรถม้าคันหนึ่งจากนั้นรถม้าก็วิ่งกุบกับจากไปทิ้งคนเหล่านั้นที่บ้างก็นอนบ้างก็นั่งอยู่บนพื้นไว้ด้านหลังสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นไม่ยอมแพ้
“ดูคล้ายถึงเวลาที่ตระกูลซูใกล้จะกลับมารุ่งเรืองอีกคราแล้ว…”
ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่กล่าวประโยคนี้ออกมาด้วยด้วยเสียงรำพันเสียงแผ่วเบานี้ล่องลอยเข้าสู่โสตประสาทของใครหลายคน
ร่างของเสิ่นอี้กวงสั่นสะท้านในใจท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจพรรณนา…
หากตระกูลซูกลับมารุ่งเรืองอีกคราแล้วเขาจะทำเช่นไร?
ครานี้เขาล่วงเกินตระกูลซูจนถึงโคตรเหง้าตระกูลแล้ว…
• • •
หลังจากหลีกหนีจากกลุ่มคนน่ารำคาญเหล่านั้นมาไกลแล้วเสิ่นจื่อโยวก็พิงตัวเข้ากับหน้าต่างรถม้ามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เคลื่อนผ่านไปรวดเร็วอย่างสบายอารมณ์
ซูเฟยอวี่มีท่าทีคล้ายต้องการพูดบางสิ่งแต่ก็พลันชะงักลง
เขาครุ่นคิดอยู่นานก่อนถามขึ้น“เสี่ยวโยว เจ้ารู้จักตัวตนของโม่จื่อเซวียนผู้นั้นหรือไม่”
“รู้สิเขาก็คือเถ้าแก่ของกิจการตระกูลโม่ มีอะไรหรือ” เสิ่นจื่อโยวเบี่ยงสายตากลับมาเอ่ยถาม
“เพียงเท่านั้นหรือ?”
“อืม…เรื่องอื่นข้าก็ไม่ค่อยกระจ่างนักญาติผู้พี่มีข้อสงสัยอันใดหรือ” เสิ่นจื่อโยวกะพริบตาปริบ ๆ มองเขาอย่างใคร่รู้
“ไม่มีข้าเพียงแต่…รู้สึกประหลาดใจเท่านั้น” ซูเฟยอวี่กำมือแน่น
“ประหลาดใจ?”
“เรื่องที่ข้าฟื้นฟูพลังนี้มีเพียงพวกเราไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้…มิใช่หรือ? ตามหลักการแล้วฮ่องเต้ทรงไม่น่ารู้ข่าวกระทั่งมีรับสั่งให้ร่างราชโองการได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้”
“นี่ก็จริงวันนี้ราชโองการฉบับนี้มาได้ถูกเวลายิ่งนัก” เสิ่นจื่อโยวตระหนักขึ้นได้
“ดังนั้นข้าจึงคิดว่าโม่จื่อเซวียนอาจมีความเกี่ยวข้องกับคนในวังหลวง”
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ซูเฟยอวี่ไม่ได้กล่าวออกมาก็คือวันนี้เขาเห็นโม่จื่อเซวียนปรากฏตัวอยู่ในเหตุการณ์ด้วยคนผู้นั้นอยู่ที่ชั้นสองของหอน้ำชาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
มุมปากของโม่จื่อเซวียนยกหยักเป็นรอยยิ้มแฝงนัยล้ำลึกทำให้เขาคล้ายคาดเดาบางสิ่งได้แต่ก็ใช่ว่าจะมั่นใจนัก
“ช่างเถิด ๆ” เสิ่นจื่อโยวโบกมือขัดจังหวะการครุ่นคิดของซูเฟยอวี่“ถึงแม้เขาจะเป็นคนในวังหลวงแต่ก็ใช่ว่าจะส่งผลร้ายต่อพวกเรามิใช่หรือ ญาติผู้พี่ท่านวางใจเถิด”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็หาวขึ้นเบา ๆ
“อื้อวันนี้ข้าเหนื่อยแล้วขอพักผ่อนสักครู่ ถึงบ้านแล้วญาติผู้พี่ช่วยปลุกข้าด้วย”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็เอนพิงหน้าต่างจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
ดูคล้ายนางจะเหนื่อยมาก...
นัยน์ตาของซูเฟยอวี่ฉายประกายแห่งความรักใคร่ทว่ารอยยิ้มตรงมุมปากกลับค่อยๆอันตรธานแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขื่นขม
แม้แต่ตัวเสี่ยวโยวเองก็คงไม่ทันสังเกตว่านางเกิดความเชื่อมั่นต่อโม่จื่อเซวียนอย่างยากจะอธิบาย
หากโม่จื่อเซวียนเป็นคนผู้นั้นจริงแล้วเขาจะชนะฝ่ายตรงข้ามได้หรือ
ซูเฟยอวี่ไม่มั่นใจเสียแล้ว
• • •
เมื่อซูเฟยอวี่และเสิ่นจื่อโยวจากไปบนหอน้ำชาก็ปรากฏร่างนายบ่าวคู่หนึ่งเดินออกมา
“ลวี่จู๋ เจ้าเห็นหรือไม่ เมื่อครู่คือซูเฟยอวี่เขาถูกแต่งตั้งเป็นท่านแม่ทัพใหญ่แล้วนี่หมายความว่าข้าสามารถขอถอนการหมั้นหมายกับตระกูลเยว่ได้แล้วใช่หรือไม่”
หญิงสาวในอาภรณ์เลิศหรูปรากฏเค้าลางแห่งความเขินอายบนใบหน้าสายตาร้อนแรงมองไปยังทิศทางที่ซูเฟยอวี่จากไป
“นี่…คุณหนู ไม่ดีกระมังเจ้าคะในอดีตทันทีที่ท่านได้ยินว่าคุณชายซูแปรเปลี่ยนเป็นคนทุพลภาพ ท่านก็ร้องห่มร้องไห้ยืนกรานจะถอนหมั้นทั้งยังกล่าวว่าแต่ไรมาท่านไม่เคยชมชอบคุณชายซูยามนี้ท่านได้หมั้นหมายกับคุณชายเยว่แล้ว มีผู้คนจำนวนมากรับรู้หากถอนหมั้นก็น่ากลัวว่า…”
หัวคิ้วของหญิงสาวพลันขมวดมุ่นกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “ขลาดกลัวอะไรกัน ท่านอาหญิงของข้าก็คือหรงกุ้ยเฟยสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมากที่สุดผู้ใดจะกล้านินทาว่าร้ายข้าได้”
สาวใช้ข้างกายหญิงสาวหดคอลงก้มศีรษะต่ำนิ่งเงียบไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
นางไม่กล้ากล่าวว่าคุณหนูเกรงว่าต่อให้ท่านถอนหมั้นกับคุณชายเยว่แล้วก็ใช่ว่าคุณชายซูจะยอมแต่งรับท่านเป็นภรรยา