มหาวิทยาลัย K
วันนี้มีเข้าเรียนชมรมที่ผมเลือกไว้ผมชอบชมรมนี้มากเพราะมันคือชมรมถ่ายภาพ กว่าผมจะเข้าชมรมนี้ได้ก็ยากน่าดูเพราะชมรมรับคนจำกัด แต่สุดท้ายผมก็ทำข้อสอบผ่านเข้ามาได้ จนเป็หนึ่งในสมาชิกของชมรม
ส่วนตังเพื่อนสนิทของผมไปอยู่ชมรมบาส เห็นแบบนั้นเล่นบาสโคตรเก่งเลยนะวันไหนผมว่างก็จะไปนั่งดูมันเล่นบ้าง สาว ๆ นี่กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่
มาพูดถึงชมรมของผมดีกว่า ั้แ่ผมเข้าชมรมมา ผมได้เทคนิคถ่ายรูปต่าง ๆทั้งจากรุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ในชมรมเยอะมาก ทำให้ผมมีความสุข และตั้งใจฟังสิ่งที่รุ่นพี่สอนอย่างใจจดใจจ่อ
“เอาล่ะทุกคน ในเมื่อวันนี้มากันครบแล้วพี่ก็มีเื่จะแจ้งให้ทราบนะคะ ทางชมรมของเรา จะจัดกิจกรรมให้ทุกคนได้ร่วมสนุกกันก่อนที่พวกเราจะสอบมีเวลา 1 เดือน ที่จะให้ส่งผลงานเข้ามาประกวด”
พี่เกลหัวหน้าชมรมถ่ายภาพอยู่ปี 3 พูดให้สมาชิกชมรมทุกคนฟังอย่างเสียงดังฟังชัด
“หัวข้ออะไรครับ” เพื่อนในชมรมถามขึ้น
“ใจเย็น ๆ กำลังจะบอก จดไว้ด้วยนะ” พี่เกลเริ่มอธิบายหัวข้อ ที่พวกเราต้องถ่ายรูปส่งเข้าประกวดให้ฟัง
“พี่เกลคะ อธิบายหัวข้ออีกได้ไหมคะ หนูงง” สมาชิกในชมรมถามขึ้น
“ก็ตรงตัวนะ หัวข้อนี้ไม่ยากหรอก ลองคิดดูดี ๆ แล้วใส่จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ลงไปด้วย พี่เชื่อว่าน้อง ๆ ทุกคนต้องทำได้อยู่แล้ว”
“ช่วยกันทำกี่คนคะ” สมาชิกชมรมถาม
“เออ พี่ก็ลืมบอก ให้ทำเป็คู่นะคะ คู่ที่ชนะมีรางวัลให้ด้วยนะกำหนดส่งคืออีก 1 เดือนข้างหน้านะคะ ตอนนี้ก็เริ่มจับคู่ได้เลยค่ะใครได้คู่แล้วมาลงชื่อกับพี่พล ที่โต๊ะเลยนะคะ”
พอเสียงบอกให้จับคู่จบลง มหกรรมหาคู่ก็เริ่มขึ้น วุ่นวายพอประมาณ เพราะต่างคนก็อยากคู่กับคนที่ถ่ายรูปสวย
“เดียวมีคู่หรือยัง” ผมถามเพื่อนที่คุยด้วยบ่อยที่สุดในชมรม
“เราคู่กับหวานแล้ว หนาวยังไม่มีเหรอ เดี๋ยวเราช่วยหา”เดียวพูดเสร็จก็เริ่มถามเพื่อนคนอื่นให้ ว่ามีใครที่ยังไม่มีคู่อีกไหม
“หนาว เราถามดูแล้ว เพื่อนคนอื่น ๆ เขาจับคู่กันหมดแล้ว” เดียวพูดพร้อมทำหน้าเศร้า อย่างเห็นใจลมหนาว
“ไม่เป็ไร ขอบใจมาก เราทำคนเดียวก็น่าจะได้อยู่เดี๋ยวเราถามรุ่นพี่อีกที” ผมคิดจะทำคนเดียวเสียเลย หลังจากที่หาคู่ไม่ได้
สมาชิกชมรมคนอื่น ๆ เริ่มทยอยไปลงชื่อกับพี่พล จนมาถึงคิวของผม
“วายุวัส วงค์วิภากร ครับ” ผมบอกชื่อจริงของตัวเองกับพี่พล
“คู่กับใครครับ” พลถามขึ้น เพราะไม่เห็นรุ่นน้องแจ้งชื่อคู่ของตัวเอง
“ผมไม่มีคู่ครับ เพื่อน ๆ มีคู่กันหมดแล้ว เหลือผมคนเดียว”ผมอธิบายให้รุ่นพี่ฟัง
“อ้าวเหรอ เดี๋ยวพี่เช็กชื่อแป๊บนะ” พลกด ๆ ที่โน้ตบุ๊กแป๊บหนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้ารุ่นน้อง
“ยังเหลืออีกคนนะที่ยังไม่มีคู่เหมือนเรา งั้นก็คู่กันเลยละกัน”พูดเสร็จพลก็เขียนอะไรสักอย่างลงในกระดาษโน้ต แล้วยื่นให้รุ่นน้องตรงหน้า
“อะ ชื่อคู่ของเรา พี่ให้เบอร์โทรด้วย โทรหากันเองนะ คนนี้ไม่ค่อยเข้าชมรมแต่ร่วมกิจกรรมตลอด”
“ขอบคุณครับ” ผมยกมือขอบคุณพี่พล แล้วกลับไปนั่งที่ตัวเอง
คอนโด SSK
หลังจากกลับจากมหาวิทยาลัย ผมก็ตรงกลับคอนโดทันทีผมลังเลคิดว่าจะโทรไปดีหรือเปล่า แต่ถ้าไม่โทรงานก็คงไม่ได้เริ่มทำผมจึงกดหมายเลขที่พี่พลเขียนใส่กระดาษโน้ตให้ เมื่อผมกดโทรออกรอสายอยู่แป๊บเดียวก็มีคนกดรับ
[ฮัลโหลครับ] เสียงทุ้มน่าฟังจากปลายสาย ทำให้ผมอึกอักจนยังไม่พูดอะไรออกไป
[ฮัลโหลครับถ้าไม่พูดผมจะวางแล้วนะ] ปลายสายพูดเสียงนิ่ง ๆใส่คนที่โทรมาแต่ไม่ยอมพูด
“เอ่อ สวัสดีครับ พี่วาริชหรือเปล่าครับ ผมวายุวัส เป็รุ่นน้องในชมรมถ่ายภาพครับ”
ผมรีบพูดรัวเร็วออกไป เพราะกลัวปลายสายจะวางสายใส่
[ใช่พี่เองแล้วมีอะไรหรือเปล่า] คนปลายสายถามด้วยน้ำเสียงดูแปลกใจ
“วันนี้ที่ชมรมจัดกิจกรรมครับ แล้วพี่เกลให้จับคู่ทำกิจกรรมผมไม่มีคู่ พี่พลก็เลยให้ผมจับคู่กับพี่ ผมก็เลยโทรมาบอกครับว่าได้ทำกิจกรรมด้วยกัน”
[อ๋อได้สิ พี่ไม่ติดอะไรนะ พี่ไม่ได้เข้าชมรมมาพักใหญ่แล้วล่ะ เลยไม่ค่อยรู้ว่ามีกิจกรรมส่วนมากไอ้พลก็จะแจ้งมาในแชตน่ะ แล้วกิจกรรมเขาให้ทำอะไรล่ะ”
เมื่อชายหนุ่มรู้ว่าคนที่โทรมา เป็รุ่นน้องที่ชมรมถ่ายภาพก็คุยด้วยความเป็กันเองมากขึ้น
ผมอธิบายถึงหัวข้อการถ่ายภาพ ให้รุ่นพี่ฟัง
[หัวข้อแปลกๆ อีกแล้ว งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยคิด ไว้เรานัดเจอกันดีกว่า แล้วมาวิเคราะห์กันวันเสาร์นี้ว่างไหม นัดคุยกัน]
“เสาร์นี้ผมว่างครับ”
[โอเคดีเลย งั้นใกล้ ๆ วันพี่บอกอีกที]
ลมหนาวและวาริชคุยกันต่ออีกแป๊บหนึ่ง ก่อนที่จะวางสายโดยทั้งคู่ไม่ลืมที่จะแลกช่องทางแชตติดต่อกันไว้
ที่หน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ
ผมเดินเข้ามาภายในตัวตึก ของคณะบริหารธุรกิจอย่างแปลกใจผมหันซ้ายหันขวาไม่เจอใครเลย
เวลานี้นักศึกษาหายไปไหนกันหมดนะ ทั้งที่ใกล้เวลาจะได้เข้าเรียนแล้วแท้ๆ แต่เมื่อผมมองไปรอบ ๆ กลับไม่เจอใครเลย
หรือคนอื่น ๆ เขาจะขึ้นตึกเรียนไปแล้ว ผมจึงรีบเดินไปกดลิฟต์ทันทีแต่เหมือนลิฟต์จะไม่ทำงาน
‘วันอะไรวะเนี่ย’
ผมชั่งใจอยู่แป๊บหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไป เพราะกลัวเข้าเรียนสายผมวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรีบเร่ง จนมาถึงชั้นเรียนที่้าผมเลี้ยวตรงมุมทางเดินอย่างเร็ว เพราะกลัวจะเข้าเรียนไม่ทัน จนชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่เดินสวนมาอย่างจัง ผมล้มลงทันที อาจเพราะขนาดตัวที่เล็กกว่าหรือคู่กรณีของผมตัวใหญ่กว่าก็ไม่ทราบ
“เป็อะไรไหมครับ เจ็บตรงไหนไหม” เสียงทุ้มดังออกมาจากคู่กรณีพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยคนตัวเล็กกว่า ที่ล้มลงแล้วไปนั่งอยู่ที่พื้น
“เอ่อ ผมขอโทษครับ ผมรีบไปหน่อยเลยชนคุณเข้า”ผมเมื่อได้รับการช่วยเหลือ ให้ลุกขึ้นยืนก็กล่าวขอโทษอีกฝ่ายทันที
“ไม่เป็ไรครับ พี่ไม่ได้เจ็บอะไร” อีกฝ่ายบอก
ผมเงยหน้ามองคนพูด เพราะมัวแต่เจ็บเลยยังไม่ได้พิจารณาอีกฝ่ายแต่สิ่งที่เจอมันทำให้ผมสงสัย เพราะคนที่พูดอยู่เมื่อกี้ เดินห่างจากผมไปเรื่อย ๆผมรีบวิ่งตามทันที
“พี่ครับ พี่ครับ รอผมก่อน” ผมทั้งวิ่งทั้งะโเรียกคนคนนั้นแต่คนข้างหน้ากลับไม่หันมามองผมเลย
“พี่ครับ หยุดก่อนครับ” ทั้งที่ผมวิ่งแต่ก็ยังตามไม่ทันคนที่เดินข้างหน้านี่มันอะไรกัน
“พี่ครับ หยุดคุยกันก่อนได้ไหมครับ” เหมือนจะได้ผลเมื่อคนตรงหน้าหยุดเดิน แล้วหันกลับมามองผม แต่มันก็มีหมอกมาจากไหนไม่รู้ทำให้ผมมองใบหน้าของคนที่ผมเดินชนไม่ชัด
ใจของผมอยากเดินเข้าไปใกล้ผู้ชายตรงหน้า แต่ขากลับก้าวไม่ออกเหมือนคนตรงหน้าจะยิ้มให้ผม แล้วพูดอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ถนัด
“พี่ชื่อ...แล้วเราล่ะ...อะไร”
เสียงขาด ๆ หาย ๆ ทำให้ผมฟังไม่รู้เื่ อึดอัดอยากร้องไห้ มันเกิดอะไรทำไมร่างกายของผมไม่เป็ดั่งใจเลย
“แล้วเจอกัน” เสียงของคนตรงหน้าพูดขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันชัดเจนมาก พร้อมกับที่คนตรงหน้าหมุนตัวเดินจากไป
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ
เสียงนาฬิกาปลุกในตอนเช้าของวันเสาร์ปลุกคนที่นอนอยู่บนเตียงให้ตื่นจากฝัน มือเอื้อมไปปิดนาฬิกา แต่คนบนเตียงยังคงคิดเื่ที่ฝันถึงไม่หาย
มันคืออะไร ผู้ชายคนนั้นคือใคร แล้วทำไมผมถึงรู้สึกคิดถึง และอยากจะร้องไห้ขนาดนี้
“โธ่โว้ย นี่มันเื่อะไรกัน มันเป็อะไรนักหนา”
ผมพูดพร้อมลุกขึ้นนั่ง ใช้มือทั้งสองข้างขยี้หัวของตัวเองน้ำตาเริ่มไหลออกจากดวงตาคู่สวย อาจเป็เพราะยังเหลือความรู้สึกตกค้างจากความฝันทั้งเศร้า ทั้งอึดอัด และทั้งสับสน
“ผู้ชายคนนั้นคือใครกันแน่ จะใช่คุณดวงอาทิตย์ไหมนะ”ผมพูดพึมพำกับตัวเอง
เมื่อกำจัดความรู้สึกออกไปได้บ้าง ผมก็ลุกขึ้นเตรียมตัว ไปตามนัดรุ่นพี่ที่ชมรมถ่ายภาพ
รุ่นพี่นัดให้ไปเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากคอนโดของผมมากนัก ผมเลยเดินทางโดยรถสาธารณะ เพราะมันสะดวกดีไม่ต้องหาที่จอดรถให้วุ่นวาย
ห้างสรรพสินค้า AC
เมื่อมาถึงที่นัด ผมก็โทรหารุ่นพี่ทันที ปลายสายบอกว่ามาถึงแล้วให้ผมไปเจอเขาที่ร้านกาแฟได้เลย เมื่อได้จุดหมายผมก็ตรงไปที่นั่นทันทีเมื่อมาถึงร้านกาแฟ ในร้านมีคนไม่เยอะ ผมมองหาคนที่คิดว่าเป็รุ่นพี่ที่ชมรมเมื่อคิดว่าใช่ เลยตัดสินใจก้าวขาเดินเข้าไปหา
“สวัสดีครับ พี่วาริชหรือเปล่าครับ” คนที่นั่งอยู่เงยหน้าขึ้นมองคนเอ่ยทัก
“ใช่พี่เอง นั่งสิ”
เมื่อคนตรงหน้า บอกว่าเป็คนที่นัดผมมาเจอ ผมก็เลยนั่งลงทันที
“ดื่มอะไร เดี๋ยวพี่เรียกให้” แล้ววาริชก็เรียกเด็กเสิร์ฟ มาให้รุ่นน้องสั่งเครื่องดื่ม
เมื่อสั่งเครื่องดื่มแล้ว ลมหนาวก็หันมาพิจารณารุ่นพี่คนนี้ทันทีรูปร่างสูง ผิวขาว คิ้วหนา จมูกโด่ง ริมฝีปากสวย จัดได้ว่าเป็ผู้ชายที่หน้าตาดีมากๆ คนหนึ่งเลย
“มีอะไรหรือเปล่า เห็นมองหน้าพี่” วาริชรุ่นน้องที่เอาแต่มองสำรวจตัวเขาอยู่
“อ๋อ เอ่อ ผมแค่กำลังคิดถึงหัวข้อที่ต้องทำน่ะครับ ไม่มีอะไร”ผมเฉไฉไปเื่อื่น กลัวคนตรงหน้าจับพิรุธได้ว่า ผมแอบมอง
เมื่อวาริชได้ฟังเหตุผล ก็พยักหน้า และยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก
“เราวิเคราะห์หัวข้อนี้ว่ายังไงบ้าง ส่วนของพี่ได้ประมาณนี้”
วาริชหันโน้ตบุ๊ก ให้คนตรงหน้าดูถึงรายละเอียดที่วิเคราะห์มา
“โห พี่วิเคราะห์ซะของผมนี่ดรอปลงเลย”
“จริงเหรอ งั้นพี่ขอฟังความเห็นของเราหน่อย”
ผมเลยพูดถึงสิ่งที่ผมวิเคราะห์ออกมา ให้รุ่นพี่ฟัง เราทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ที่คิดว่ามันน่าจะเป็ จนเจอสิ่งที่เราเห็นตรงกันมากที่สุด ที่จะสื่อออกมาในภาพที่จะถ่าย
“ตกลง เราเอาคอนเซ็ปต์นี้นะ” วาริชพูดขึ้นหลังจากที่ได้ข้อสรุป
“ตกลงครับ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้น วันนี้เราลองไปถ่ายรูปเล่น ๆ ดูไหม” วาริชชวนรุ่นน้อง
ผมคิดอยู่แป๊บหนึ่ง ก็ตกลงตัดสินใจไปเพราะคนตรงหน้าคงไม่ทำอะไรผมหรอก
“ไปครับ ผมอยากไป” ผมพูดอย่างตื่นเต้น เพราะชอบการถ่ายรูปอยู่แล้ว
“ปะงั้นไปกัน เราไปรถพี่นะจะได้สะดวก แวะถ่ายรูปที่ไหนก็ได้”
“ครับ” ผมตกลง
ระหว่างอยู่บนรถ เราทั้งสองคนแทบจะไม่ได้คุยกันเลยจนผมเป็ฝ่ายทนไม่ไหว จึงเริ่มชวนรุ่นพี่คุยก่อน
“เห็นพี่พลบอกว่า พี่ไม่ค่อยเข้าชมรมเพาะติดงานของคณะพี่อยู่คณะอะไรเหรอครับ” ผมเริ่มบทสนทนา ที่จะทำให้บรรยากาศในรถมันดูผ่อนคลายมากขึ้น
วาริชหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แว็บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองทางต่อ
“พี่เรียนวิศวะอยู่ปี 4 แล้ว งานเยอะมาก อีกหน่อยก็ต้องหาที่ฝึกงานแล้วความจริงพี่จะไม่เข้าชมรมแล้วปีนี้ แต่ใจมันรักน่ะ ก็เลยเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ว่าแต่เราเถอะเรียนคณะอะไร”วาริชตอบรุ่นน้อง ทั้งที่ตายังคงมองถนนอยู่
“ผมเรียนบริหารครับ” ผมตอบออกไปพร้อมกลับใช้หางตาชำเลืองมองเสี้ยวหน้าคนขับรถแว็บหนึ่ง
“พี่ก็มีเพื่อนเรียนอยู่คณะนี้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เจอกันต่างคนต่างยุ่ง ๆ น่ะ”
“ผมก็มีเพื่อนที่เรียนวิศวะเหมือนกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอ”
ผมนึกถึงบาสที่เรียนมัธยมปลายด้วยกันมา พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนคณะวิศวะ ถึงจะอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอจะได้เจอกันก็ตอนนัดสังสรรค์นั่นแหละ
“เหรอ อยู่ปีไหนล่ะ เผื่อพี่รู้จัก”
“อยู่ปี 2 ครับ ชื่อบาส” ผมบอกชื่อเพื่อนออกไป เผื่อรุ่นพี่รู้จัก
“งั้นเราก็ปี 2 ด้วยสิ”
“ครับ ผมอยู่ปี 2”
“ถ้าพี่ได้เห็นหน้าเพื่อนเรา ก็น่าจะนึกออก เพราะที่คณะมีคนชื่อบาสหลายคน”วาริชบอกรุ่นน้อง เพราะคนชื่อบาสมีเยอะมาก บางทีคนที่เขารู้จักอาจไม่ใช่เพื่อนของน้องก็ได้
สวนสาธารณะ RRD
ทั้งสองคุยกันมาตลอดทาง จนรถเลี้ยวเข้ามาจอดที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งรอบข้างมีต้นไม้ขึ้นเขียวขจีตัดขาดจากโลกภายนอกที่วุ่นวายเหมือนอยู่คนละโลกเลยก็ว่าได้
“ถึงแล้ว เป็ไงที่นี่โอเคไหม” วาริชหันไปถามคนที่นั่งข้าง ๆ
“ดีนะครับ ผมชอบมันดูสงบไม่วุ่นวายดี” ผมตอบรุ่นพี่ไปสายตาก็มองสำรวจสวนสาธารณะแห่งนี้
“งั้นเราไปกัน” วาริชเตรียมกล้องที่จะใช้ถ่ายรูป เมื่อเสร็จแล้วก็พารุ่นน้องเดินไปตามทางของสวนสาธารณะ
“ผมไม่ได้เตรียมกล้องมาเลย” ผมพูดเสียงหงอย ๆ
“ไม่เป็ไร ใช้กล้องพี่ บอกแล้วไงมาลอง ไม่ได้จริงจังงั้นเอางี้ดีกว่า ให้เราเป็แบบให้พี่ ลงโทษที่ไม่ได้พกกล้องมา” วาริชนึกได้ว่าต้องมีแบบให้ถ่ายรูป
“โหพี่ จะไหวเหรอ ผมอายอะ” ผมโอดครวญออกมา เพราะอยู่ ๆจะให้คนที่เพิ่งรู้จักมาถ่ายรูปให้ ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“ไม่ต้องอาย ทำตัวให้เป็ธรรมชาติพอ รับรองสวยทุกรูปเชื่อใจช่างภาพได้เลย” วาริชพูดให้นายแบบหมาด ๆ ไม่ต้องเกร็ง
“ก็ได้ครับ” ผมตอบตกลงแบบไม่มั่นใจ
วาริชถ่ายรูปลมหนาวในมุมต่าง ๆ ของสวนสาธารณะนายแบบจำเป็ก็ต้องเก๊กท่าถ่ายรูปตามที่ช่างภาพแนะนำ
แรก ๆ ลมหนาวเกร็งมาก แต่หลัง ๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง เพราะวาริชชวนคุยตลอดลมหนาวเลยขอถ่ายรูปให้รุ่นพี่บ้างตอนแรกคิดว่ารุ่นพี่จะเขินที่ต้องเป็นายแบบให้เขา แต่เปล่าเลย แต่ละท่าที่พี่เขาโพสออกมาดูดีและธรรมชาติมาก ๆ
***************