คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 38: มรดกเลือด

    "ออกไป... จากร่างของข้า!"


    เสียงตะโกนของเย่เฉินดังก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำมรณะ ร่างของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหินเย็นเฉียบ มือทั้งสองกุมศีรษะแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเรียกเลือดซึม


    ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสมองราวกับมีเหล็กแหลมเผาไฟทิ่มแทงเข้าไปปั่นป่วนดวงจิต มันมิใช่ความเจ็บปวดทางกายที่เขาคุ้นเคย แต่มันคือการถูกรุกรานในระดับ "วิญญาณ" ที่ลึกล้ำที่สุด


    ภายในห้วงมโนสำนึกอันมืดมิด...


    กลุ่มควันสีเทาเข้มที่บุกรุกเข้ามาได้ก่อตัวเป็นรูปร่างใบหน้าของชายชราผู้เกรี้ยวกราด "กู่เทียน" อดีตผู้อาวุโสหอคุมกฎกำลังแสยะยิ้มด้วยความลำพองใจในชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อม


    "อย่าขัดขืนไปเลยเจ้าหนู... จิตของเจ้าช่างเปราะบางนัก จงยอมจำนนและมอบร่างนี้ให้ข้าเสียดีๆ ข้าจะใช้มันสร้างตำนานที่เจ้าไม่มีวันทำได้!"


    ดวงจิตเฒ่าพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลาง "ทะเลแห่งจิต" หมายจะขยี้ดวงไฟแห่งชีวิตอันริบหรี่ของเด็กหนุ่มให้ดับสูญ เพื่อยึดครองการควบคุมร่างกายโดยสมบูรณ์


    ทว่า... ทันทีที่มันก้าวล่วงลึกเข้าไปสัมผัสกับแก่นแท้ภายใน


    โฮก!!!


    เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วห้วงจิต! คลื่นเสียงนั้นมิได้เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศ แต่เกิดจากอำนาจกดดันอันเก่าแก่ที่หลับใหลมาชั่วกัปชั่วกัลป์


    บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยน... จากความมืดมิดกลายเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตเดือดพล่าน!


    เบื้องหลังดวงจิตของเย่เฉิน ปรากฏ เงาทะมึนของสัตว์ร้ายบรรพกาล ขนาดมหึมาที่ไม่อาจระบุสายพันธุ์ได้ชัดเจน มันยืนตระหง่านค้ำฟ้า บดบังทัศนวิสัยทั้งหมด รูปลักษณ์ของมันเลือนรางเหมือนภาพวาดจากยุคดึกดำบรรพ์ ทว่ากลิ่นอายความตายและการทำลายล้างที่แผ่ออกมานั้นชัดเจนยิ่งนัก


    ดวงตาสีทองอำพันคู่ยักษ์จ้องมองลงมาที่ดวงจิตของผู้บุกรุก... ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและหิวกระหาย


    "นี่มัน... ตัวอะไรกัน!"


    ดวงจิตของกู่เทียนชะงักค้างกลางอากาศ ร่างวิญญาณสั่นสะท้านด้วยความตื่นตะลึง ความหวาดกลัวที่ฝังลึกในก้นบึ้งวิญญาณถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างรุนแรง


    "กลิ่นอายเช่นนี้... เจ้ามิใช่มนุษย์! นี่มันสัตว์ประหลาดตัวใดกันที่สิงสถิตอยู่ในสายเลือดของเจ้า!"


    มันคิดว่าตนเป็นผู้ล่าที่กำลังจะเขมือบลูกแกะ... หารู้ไม่ว่าตนได้กระโจนเข้าสู่กรงขังของราชสีห์ที่กำลังหิวโหย!


    ตัดภาพกลับมาสู่โลกภายนอก...


    ร่างกายของเย่เฉินที่คุกเข่าอยู่กับพื้นหินเกร็งแน่นจนแทบจะปริแตก เส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นมาตามท่อนแขนและลำคอราวกับรากไม้ปีศาจ ผิวหนังทั่วร่างเริ่มแดงก่ำและแผ่ไอร้อนระอุออกมาอย่างรุนแรง จนหมอกพิษสีม่วงที่ลอยอยู่รอบกายระเหยกลายเป็นไอสีขาวและอันตรธานไปในพริบตา


    สายเลือดในกายของเขาสูบฉีดรุนแรงราวกับคลื่นคลั่งที่พยายามจะซัดสาดผู้บุกรุกให้ออกไปจากอาณาเขต


    วูม... วูม...


    ทันใดนั้น ดาบยักษ์ "ทัณฑ์ปฐพี" ที่ตกอยู่ข้างกายเย่เฉินก็เริ่มสั่นสะเทือน


    เสียงครางต่ำๆ ของโลหะดังก้องกังวาน ประหนึ่งเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากจำศีล สนิมเขรอะสีน้ำตาลแดงที่เกาะกินตัวดาบมากว่าร้อยปี เริ่มกะเทาะหลุดร่วงกราวลงสู่พื้น เผยให้เห็นเนื้อเหล็กสีดำทมิฬที่เยียบเย็นและลวดลายอักขระโบราณธาตุดินที่ส่องประกายแสงสีเหลืองขุ่นวูบวาบ


    มันมิได้สั่นเพราะความกลัวต่อดวงจิตที่ทรงพลัง...


    แต่มันสั่นเพราะความ "ตื่นเต้น" จนระงับไม่อยู่


    มันสัมผัสได้ถึง "กลิ่นอายวิญญาณ" อันบริสุทธิ์และเข้มข้นที่กำลังปะทุออกมาจากร่างของเจ้านาย สำหรับศาสตรามารที่หิวกระหายเช่นมัน นี่คือ "อาหารจานหลัก" รสเลิศที่หาได้ยากยิ่ง!


    เคร้ง!


    ดาบยักษ์ลอยตัวขึ้นจากพื้นดินเองโดยไร้การควบคุม ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากมันขึ้นไป ก่อนจะพลิกปลายดาบลงและพุ่งปักลงสู่พื้นหินเบื้องหน้าเย่เฉินอย่างแม่นยำ!


    ฉึก!


    ปลายดาบเจาะทะลุพื้นหินแข็งแกร่งจมลงไปลึกกว่าคืบ ด้ามดาบตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าใบหน้าของเย่เฉินในระยะประชิด


    อักขระบนตัวดาบหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ก่อเกิดแรงดูดกลืนที่มองไม่เห็น พุ่งเป้าตรงไปยัง "แหวนมิติ" ที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างขวาของเย่เฉิน—ซึ่งเป็นต้นทางของดวงจิตคงค้าง!


    มันทำหน้าที่เป็น "สื่อนำ" เชื่อมต่อระหว่างขุมพลังวิญญาณในแหวนกับรากฐานชีพจรของเย่เฉิน เพื่อแย่งชิงพลังงานมาเป็นของตน!


    "ดูดกลืน!"


    เย่เฉินคำรามลอดไรฟันด้วยสัญชาตญาณ จิตใต้สำนึกสั่งการให้ดาบและสายเลือดทำงานประสานกันเพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส


    ทันทีที่สิ้นเสียงคำราม ดาบทัณฑ์ปฐพีก็เปล่งแสงสีดำมืดมิดครอบคลุมร่างของเขาไว้ และเริ่มสูบพลังวิญญาณต้นกำเนิดจากแหวนอย่างตะกละตะกลาม!


    "อ๊ากกกก! ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"


    เสียงกรีดร้องโหยหวนของกู่เทียนดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้วงมโนสำนึก ทว่าเสียงนั้นกลับมิอาจเล็ดลอดออกไปสู่โลกภายนอกได้แม้แต่น้อย


    ดวงจิตที่เคยหยิ่งผยองและแข็งแกร่ง บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานะที่น่าเวทนายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานที่ติดกับดัก


    ภายในห้วงจิต... เงาทะมึนของสัตว์ร้ายบรรพกาลมิได้มีความเมตตาปรานี มันอ้าปากกว้างราวกับจะกลืนกินฟ้าดิน เผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคมที่เรียงรายดุจภูเขาดาบ ก่อนจะงับลงไปที่ร่างวิญญาณของกู่เทียนอย่างโหดเหี้ยม!


    กร๊อบ!


    เสียงกัดกระชากวิญญาณดังสะท้านความรู้สึก! กู่เทียนรู้สึกเหมือนถูกฉีกทึ้งตัวตนออกเป็นชิ้นๆ ความเจ็บปวดจากการถูกกัดกินวิญญาณนั้นทรมานยิ่งกว่าการถูกมีดกรีดเนื้อนับพันเท่า


    "ไม่! ข้าคือผู้อาวุโสแห่งหอคุมกฎ! ข้าจะมาตายในเงื้อมมือของเด็กเมื่อวานซืนเช่นนี้ไม่ได้!"


    เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายพยายามจะดิ้นรนหนีออกจากห้วงจิตของเย่เฉิน กลับไปสู่ความปลอดภัยในแหวนมิติ


    ทว่า... หนทางถอยกลับถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง!


    ในโลกภายนอก... ดาบยักษ์ "ทัณฑ์ปฐพี" ที่ปักตรึงอยู่เบื้องหน้าเย่เฉิน กำลังสำแดงเดชอย่างบ้าคลั่ง อักขระสีดำทมิฬบนตัวดาบหมุนวนเร็วจี๋ ก่อเกิดแรงดูดกลืนมหาศาลที่ล็อกเป้าไปยังแหวนมิติบนนิ้วของเย่เฉิน


    มันเปรียบเสมือน "ปลิงยักษ์" ที่เกาะติดเหยื่อและสูบเลือดสูบเนื้อจนกว่าจะเหือดแห้ง!


    ฟู่!!!


    พลังวิญญาณต้นกำเนิดของกู่เทียนถูกกระชากออกจากแหวน ไหลผ่านด้ามดาบ เข้าสู่ตัวดาบ และส่งต่อไปยังร่างของเย่เฉินราวกับกระแสน้ำเชี่ยว


    "อั่ก... อั่ก..."


    ร่างของเย่เฉินกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ผิวหนังทั่วร่างแดงก่ำจนแทบจะหยดเป็นเลือด ควันสีขาวลอยกรุ่นออกมาจากศีรษะ


    เขาเปรียบเสมือน "เตาหลอม" ที่ต้องรองรับพลังงานมหาศาลจากสองทางพร้อมกัน...


    ทางหนึ่งคือพลังดิบเถื่อนจากสายเลือดอสูรที่กำลังอาละวาด... อีกทางหนึ่งคือพลังวิญญาณบริสุทธิ์จากดวงจิตเซียนที่กำลังถูกย่อยสลาย!


    หากจิตใจของเขาไม่แข็งแกร่งพอ ร่างกายนี้คงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว


    "ย่อยสลายมันซะ!"


    เย่เฉินกัดฟันคำรามในลำคอ ดวงตาสาดประกายอำมหิต เขาไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ แต่เขาเลือกที่จะเป็นผู้ควบคุมกระบวนการนี้


    เงาอสูรในจิตใจตอบรับคำสั่ง มันฉีกกระชากดวงจิตของกู่เทียนจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วกลืนลงท้องไปจนหมดสิ้น!


    ในวินาทีนั้นเอง... เสียงกรีดร้องของกู่เทียนก็เงียบหายไปตลอดกาล


    ตูม!


    คลื่นพลังงานไร้รูปขยายตัวออกอย่างรุนแรงภายในสมองของเย่เฉิน!


    เศษเสี้ยววิญญาณที่ถูกบดขยี้แปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงสีทองบริสุทธิ์ ล่องลอยไปหลอมรวมเข้ากับดวงไฟแห่งชีวิตของเย่เฉิน


    ความรู้สึกเจ็บปวดปานหัวจะระเบิดพลันมลายหายไป... แทนที่ด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ราวกับคนตาบอดที่จู่ๆ ก็มองเห็นแสงสว่าง หรือคนที่จมน้ำแล้วได้ขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์


    "จิตวิญญาณของข้า..."


    เย่เฉินลืมตาขึ้น...


    ทว่าดวงตาคู่นั้นมิใช่ดวงตาของเด็กหนุ่มผู้ใสซื่ออีกต่อไป นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายความเหย่อหยิ่งและเย็นชาที่ดูแปลกแยก


    "บังอาจนัก! เจ้าพวกมดปลวก... กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องสมบัติของข้า!"


    เย่เฉินคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป! มันคือกระแสเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและความเกรี้ยวกราดแบบผู้อาวุโสกู่เทียน!


    เฮือก!


    เย่เฉินสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงตัวเอง เขารีบยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความตกใจ


    "เมื่อกี้... ข้าพูดอะไรออกไป?"


    ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวที่ไร้ที่มา ความทรงจำที่สับสนปนเป และความรู้สึกดูแคลนทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบกาย... มันไม่ใช่ของเขา! แต่มันคือ "ตะกอนอารมณ์" ที่หลงเหลืออยู่ของกู่เทียน!


    การกลืนกินวิญญาณระดับสูง ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย...


    เย่เฉินรีบนั่งขัดสมาธิ โคจรพลังจิตอสูรเทวะเพื่อข่ม "อัตตา" แปลกปลอมนั้นให้สงบลง เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้าขณะที่เขาต่อสู้กับ "เศษเสี้ยวบุคลิก" ของชายชราที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในความคิด


    "ข้าคือเย่เฉิน... ข้าไม่ใช่กู่เทียน!" เขาตอกย้ำจิตสำนึกของตนเองซ้ำๆ จนกระทั่งความรู้สึกแปลกแยกนั้นค่อยๆ จางหายไปและถูกผนึกไว้ในส่วนลึกสุดของความทรงจำ


    เมื่อจิตใจสงบลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความทรงจำที่ชัดแจ้ง... ภาพเหตุการณ์สุดท้ายในชีวิตของกู่เทียนกำลังฉายวนซ้ำ


    วูบ...


    โลกของเย่เฉินบิดหมุน... เขาไม่ได้อยู่ในถ้ำหมอกพิษอีกต่อไป แต่กำลังยืนอยู่ในห้องทดลองใต้ดินที่มืดมิดและอับชื้น กลิ่นคาวเลือดรุนแรงลอยคละคลุ้ง


    เบื้องหน้าของเขาคือ กรงขังเหล็กนับร้อย... ภายในนั้นคือร่างของมนุษย์ที่ถูกทดลองจนมีสภาพ "ผิดรูป" คล้ายสัตว์เดรัจฉาน


    "โครงการมารฟ้า..." เย่เฉินกระซิบตามความทรงจำ


    ภาพตัดไปที่ฉากการค้นพบ "คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นอสูร" และจุดจบของกู่เทียน


    ฝ่ามือสีเลือดที่กระแทกเข้ากลางอก... และใบหน้าของฆาตกรที่เดินออกมาจากเงามืด


    ชายวัยกลางคนที่มีรอยสักรูป "เปลวไฟสีม่วง" ที่กลางหน้าผาก


    "หลิวหยวน"... อาจารย์ของจ้าวเฟิง และเป็นหนึ่งในผู้คุมกฎระดับสูงของสำนัก!


    เย่เฉินลืมตาโพลงขึ้นมาในโลกความเป็นจริง ลมหายใจหอบกระชั้น ความจริงที่ได้รับรู้ช่างหนักหนายิ่งนัก


    "เบื้องหลังสำนักเมฆาคราม... ซุกซ่อนความลับระดับนี้เชียวรึ?"


    เขารู้ดีว่าตนได้ก้าวขาลงไปในบ่อโคลนที่ลึกเกินถอนตัวแล้ว หากความลับเรื่องที่เขาครองแหวนวงนี้รั่วไหลออกไป เขาจะถูกไล่ล่าจากทั้งสำนักอย่างแน่นอน


    แต่แทนที่จะหวาดกลัว... มุมปากของเย่เฉินกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ท้าทาย


    "ดี... ในเมื่อพวกเจ้าเป็นมาร ข้าก็จะเป็นอสูร"


    เขาก้มลงมองแหวนมิติสีเงินยวบยาบที่สวมอยู่บนนิ้ว ตราประทับวิญญาณเดิมถูกทำลายไปแล้ว บัดนี้เขาคือเจ้าของมันโดยสมบูรณ์


    เย่เฉินส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจภายใน...


    "นี่มัน..."


    ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง


    กองภูเขาขนาดย่อมของ "ศิลาปราณ" ส่องประกายระยิบระยับบาดตา จำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันก้อน! นี่คือขุมทรัพย์มหาศาลสำหรับศิษย์สายนอก


    นอกจากศิลาปราณ ยังมีขวดหยกบรรจุโอสถระดับสูง คัมภีร์วิชา และสมุนไพรหายากอีกมากมาย


    แต่สิ่งที่ทำให้เย่เฉินสนใจที่สุด คือวัตถุสองชิ้นที่วางแยกออกมาต่างหากบนชั้นวางหยก


    ชิ้นแรกคือ "ป้ายคำสั่งเหล็กดำ" ที่สลักคำว่า 'ตรวจการพิเศษ' เอาไว้ ป้ายนี้มีอำนาจในการสั่งการศิษย์สายนอกและเข้าถึงพื้นที่หวงห้ามบางส่วนของสำนักได้! นี่คือเครื่องมือชั้นดีที่จะช่วยให้เขาเคลื่อนไหวสะดวกขึ้นในอนาคต


    ชิ้นที่สองคือ กล่องไม้สีดำสนิท ภายในบรรจุ "เข็มเงินไร้เงา" จำนวนเก้าเล่ม มันคืออาวุธลับระดับสูงที่สร้างจากโลหิตเหล็กเย็น สามารถฆ่าคนได้โดยไร้ร่องรอยและไร้เสียง


    "ด้วยทรัพยากรเหล่านี้... และอาวุธพวกนี้..." เย่เฉินกำหมัดแน่น "ข้ามีทุนรอนพอที่จะงัดข้อกับพวกมันแล้ว"


    เย่เฉินหยิบขวดหยกบรรจุ "โอสถสมานกระดูกระดับสาม" ออกมาจากแหวน แล้วกลืนลงท้องเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เหลือ พลังยามหาศาลช่วยซ่อมแซมร่างกายจนกลับมาสมบูรณ์ในพริบตา


    เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดมือเรียกชุดคลุมสีครามตัวใหม่ออกมาสวมใส่แทนชุดเปื้อนเลือด


    เย่เฉินเอื้อมมือไปจับด้ามดาบ "ทัณฑ์ปฐพี" ที่ปักอยู่บนพื้น


    ครืด...


    ดาบหนักพันชั่งถูกดึงขึ้นมาอย่างง่ายดาย คราบสนิมเขรอะอันตรธานไปจนสิ้น เผยให้เห็นใบดาบสีดำทมิฬที่สะท้อนแสงวาววับ ลวดลายอักขระธาตุดินบนตัวดาบเต้นระริก


    เย่เฉินพาดดาบขึ้นบ่า ก้าวเดินออกจากถ้ำมรณะอย่างมั่นคง แววตาของเขาลึกล้ำและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มที่มุมปากดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก


    "จ้าวเฟิง... อาจารย์ของเจ้า... และความเน่าเฟะที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืด..."


    "ข้ามีทั้งทุนรอนและคมเขี้ยวแล้ว... เตรียมตัวชดใช้หนี้แค้นของพวกเจ้าได้เลย"


    ร่างสูงโปร่งในชุดสีครามแบกดาบยักษ์ เดินมุ่งหน้ากลับสู่สำนักเมฆาคราม ทิ้งความมืดมิดของหุบเขาหมอกอสูรไว้เบื้องหลัง... เพื่อไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ยิ่งกว่าในใจคน!


    [จบตอนที่ 38]


    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน