คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    ราตรีใต้พฤกษา และความหวังของเหล่าสรรพสัตว์

    ติ๊ง!

    เสียงใสกังวานดังขึ้นในมโนสำนึก มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาท 

    แต่มันสะท้อนมาจากข้างใน... ลึกเข้าไปในจุดที่อคินเชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณ

     

    [คลื่นอสูรต่างมิติระลอกที่ 4 จะอุบัติในอีก 23 ชั่วโมง : 59 นาที]

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ตอนนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 7 พฤษภาคม] 

    [ระบบกำลังประมวลผลใหม่... พลังงานจิตวิญญาณฟื้นฟูคงที่ 40%]

    [คำเตือน: สภาวะร่างกาย 'อ่อนล้าเฉียบพลัน' โปรดหลีกเลี่ยงการใช้ทักษะระดับสูง]

    [คืนนี้... ท้องฟ้าดูนิ่งสงัดเกินไป ราวกับผืนน้ำก่อนพายุคลั่งจะมาเยือน]

     

    อคินลืมตาโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดในกระโจมพักแรม 

    กลิ่นอับชื้นของผ้าใบและกลิ่นดินจางๆ ปะทะจมูก 

    ความรู้สึกแรกที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ความสดชื่นจากการพักผ่อน 

    แต่เป็นความหนักอึ้งที่กดทับไปทั่วร่าง ราวกับว่ามวลกล้ามเนื้อของเขาถูกหลอมขึ้นมาจากตะกั่ว 

    เขายันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสพื้น เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ส่งผ่านมาจากใต้ชั้นดิน

    มันไม่ใช่แผ่นดินไหว... แต่มันคือจังหวะการย่ำเท้าของกองทัพ

    เขากวาดสายตามองไปรอบกระโจม ไม่มีเสียงนกกลางคืน ไม่มีเสียงจิ้งหรีดที่ควรจะมีในป่าฉะเชิงเทรา 

    มีเพียงเสียงคำรามต่ำของเครื่องยนต์รถบรรทุกทหารที่ดังแว่วมาและเสียงฝีเท้าเรือนพันที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ

    "เกิดอะไรขึ้น..." 

    อคินพึมพำ เสียงของเขาแหบพร่าราวกับคนขาดน้ำมานาน 

    ทั้งที่เขารู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปเมื่อครู่ เขาเอื้อมมือไปคว้าด้ามดาบสนิมเขรอะคู่ใจขึ้นมาคาดเอวโดยสัญชาตญาณ

    'โบ้' สุนัขในชุดเกราะหนักลุกขึ้นยืนหูตั้งชัน ขนคอของมันลุกเกรียวขณะส่งเสียงขู่ต่ำในลำคอ 

    ส่วน 'บัวลอย' แมวสาวที่ดวงตาสีมรกตวาววับในความมืดกระโดดขึ้นมาเกาะที่ไหล่ของเขา 

    เล็บแหลมคมของเธอจิกลงบนผ้าหนาเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนที่เขารู้ใจดี

    "พวกขูเลีบหายไปไหนล่ะเนี้ย?" 

    อคินถามเมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรอีกสี่ตัวไม่อยู่ในเต็นท์

    พรึ่บ!

    ผ้าม่านกระโจมถูกเลิกออกอย่างแรง 

    แสงสว่างจากไฟสนามภายนอกสาดเข้ามาจนอคินต้องหยีตา 

    นายทหารสื่อสารคนหนึ่งยืนหอบจนตัวโยน ในมือถือซองเอกสารที่ประทับตราครั่งสีแดงสด สัญลักษณ์ของคำสั่งเร่งด่วนระดับสูงสุด

    "คุณอคิน! คำสั่งด่วนจากสภาเมืองมหาพฤกษาครับ!" 

    ทหารคนนั้นยื่นจดหมายให้ด้วยมือที่สั่นเทา 

    "หน่วยข่าวกรองรายงานว่า... คลื่นอสูรระลอกที่สี่จะปะทะในวันพรุ่งนี้ เวลาหนึ่งทุ่มตรง!"

    อคินรับจดหมายมา แสงสีฟ้าจากหน้าต่างระบบที่ลอยอยู่ตรงหน้าช่วยให้เขาอ่านข้อความข้างในได้ชัดเจน

    หนึ่งทุ่มตรง... เขาขมวดคิ้ว 

    "เวลาเดียวกับที่ผมตื่นพอดี"

    "ใช่ครับ! สถานการณ์วิกฤตกว่าที่คิด ทางสภาสั่งให้กองกำลังทั้งหมดไม่ว่าทหารและนักผจญภัยเข้าไปรายงานตัวกับหน่วยที่ประจำการป้องกันกำแพงแต่ล่ะแห่ง ทุกคนในค่ายฉะเชิงเทราโดยสั่งให้ไปรายงานตัวที่กำแพงเหนือ เพื่อซักซ้อมแผนยุทธศาสตร์ก่อนศึกจริงจะเริ่ม นัดรวมพลตอนสองทุ่มที่ลานหน้ากำแพงครับ! "

    ทหารยามเอ่ยตอบอคิน

    อคินพยักหน้าช้าๆ ความง่วงงุนที่เคยมีหายเป็นปลิดทิ้ง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบแต่คมปราบ 

    "เข้าใจแล้ว พวกเราจะรีบเตรียมตัวและตามไปที่แนวหน้าเดี๋ยวนี้"

    "ครับ งั้นขอตัวไปแจ้งเต็นท์อื่นต่อก่อนนะครับ"

    พูดจบทหารยามก็วิ่งหายไปทันที

    หลังจากการเตรียมตัวที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด 

    อคินพาโบ้และบัวลอยไปเติมพลังที่โรงอาหารชั่วคราว 

    เขาตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่รู้รสชาติ 

    ในหัวของเขาเต็มไปด้วยแผนภาพการรบ

    'นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันจะได้เจอกันคลื่นอสูรแบบตรงๆ แถมได้สู้ร่วมกับผู้คนมากมายอีกด้วย'

    ...

    [20:00 น.]

    ณ แนวกำแพงทิศเหนือ เมืองฉะเชิงเทรา อคินยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งก่อสร้างที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่เขาเคยรู้จัก 

    'กำแพงมหพฤกษา' ตั้งตระหง่านสูงกว่าสามสิบเมตร 

    ลำต้นไม้ขนาดมหึมาหลายร้อยต้นถูกปลูกเรียงชิดและถักทอเข้าด้วยกันด้วยเถาวัลย์หนามขนาดเท่าตัวคน 

    เนื้อไม้สีเข้มดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก 

    กิ่งก้านด้านบนถูกดัดให้กลายเป็นสันกำแพงและป้อมธนูที่มองลงมาเห็นทัศนียภาพกว้างไกล

    แสงไฟสปอตไลต์นับสิบดวงสาดส่องลงมายังลานกว้างที่เต็มไปด้วยนักรบ ทั้งมนุษย์และสัตว์ปลุกพลัง 

    เสียงโล่กระทบเกราะและเสียงตะโกนสั่งการดังระงมไปทั่วพื้นที่

    อคินเดินนำปาร์ตี้ของเขาตรงไปยังจุดนัดพบ ท่วงท่าของเขามั่นคงสม่ำเสมอ 

    โบ้ในเกราะหนังเดินขนาบซ้าย ส่วนบัวลอยที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาไหล่ของเขาดูเหมือนรูปสลักที่ไร้ลมหายใจ 

    เมื่อเข้าใกล้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง อคินรู้สึกได้ถึง 'บรรยากาศ' ที่เปลี่ยนไป

    นั่นคือกลุ่ม 'หน่วยรบพิเศษอะนีมาเนีย' นำโดยทองดีและอัคคี 

    พวกเขายืนนิ่งราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มมองเหยื่อ รัศมีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้ทหารอาสาคนอื่นๆ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา

    แต่สิ่งที่ทำให้อคินต้องชะงักคือกลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับหน่วยอะนีมาเนีย

    เบื้องหน้าของเขาคือ 'แคลนนักล่าอสูร' แคลนที่ขึ้นชื่อเรื่องความดิบเถื่อนและทรงพลัง 

    แต่ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง 

    ชายหนุ่มที่ยืนนำหน้าสุดนั้นสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรในตำนาน 

    ผมสีดำสนิทถูกจัดแต่งอย่างดีเกือบทุกเส้น เขาอยู่ในชุดเกราะเงินขัดเงาวับจนสะท้อนแสงไฟรอบข้างราวกับเพชร 

    ผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลายดิ้นทองสะบัดพลิ้ว ที่แขนซ้ายถือโล่ทาวเวอร์ชิลด์ขนาดใหญ่สลักลวดลายกุหลาบวิจิตร

    'เขามันอัศวินจากเทพนิยายชัดๆ ...'

    อคินคิดในใจ ขณะที่ก้มมองชุดทำงานเก่าๆ และดาบที่มีรอยบิ่นของตนเอง

    "หน่วยพิทักษ์รัตติกาลสินะ..." 

    เสียงนั้นนุ่มนวลแต่กังวานและทรงอำนาจ สัตยา หัวหน้าแคลนนักล่าอสูร กวาดสายตามองทีมของอคินด้วยความนิ่งเฉย

    "มาช้าดีกว่าไม่มา" 

    สัตยาขยับถุงมือเหล็กจนเกิดเสียงเสียดสีที่ไพเราะ 

    "ข้าสัตยา คลาสผู้บัญชาการ จะรับหน้าที่เป็น 'ป้อมปราการ' ให้กับแนวรบกลางนี้"

    เขายิ้มที่มุมปาก แววตาแฝงความถือตัวอย่างปิดไม่มิดเมื่อปรายมองสัตว์อสูรด้านหลังอคิน 

    "หวังว่ากองทัพสรรพสัตว์ของนายจะมีระเบียบวินัยพอที่จะไม่ทำรูปขบวนเราพังนะ... เพราะในสมรภูมิที่แท้จริง ความสง่างามของการจัดทัพคือหัวใจสำคัญของชัยชนะ"

    อคินจ้องมองเข้าไปในดวงตาของสัตยา เขาไม่รู้สึกโกรธ 

    แต่กลับรู้สึกถึงความไร้แก่นสารบางอย่าง 

    "พวกเขาคือนักรบครับ" 

    อคินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

    "และในสนามรบ สิ่งที่สำคัญกว่าความสวยงามของเกราะ... คือใครที่จะเป็นคนสุดท้ายที่ยังยืนหยัดอยู่ได้บนดินเปื้อนเลือด"

    สัตยาหัวเราะในลำคอ แววตาไหววูบด้วยความถูกใจ 

    "พูดได้ดี... งั้นเชิญไปประจำการที่ปีกซ้าย พรุ่งนี้หนึ่งทุ่มตรง... เราจะได้เห็นกันว่า 'ใคร' จะยืนอยู่ได้นานกว่ากัน"

    ...

    [21:30 น.]

    ณ ฐานที่มั่นปีกซ้าย อคินพาทีมแยกตัวออกมาตั้งแคมป์ห่างจากค่ายหลัก 

    แสงไฟจากกองไฟดวงเล็กๆ สะท้อนในดวงตาของเขขณะที่เขากางแผนที่ยุทธศาสตร์ลงบนขอนไม้

    "ฟังนะทุกคน... พรุ่งนี้คือศึกใหญ่ รายจากผมอ่านแผนการรบที่เขาแจกมาให้" 

    เขาเริ่มบทสนทนา นิ้วชี้ไปที่จุดยุทธศาสตร์ 

    "สัตยาจะรับหน้าเสื่อตรงกลาง สุวรรณาคงใช้เวทดินสร้างค่ายกลเพื่อชะลออสูร แต่ปีกซ้ายคือพื้นที่เปิดที่อสูรมักจะลอบเข้ามา หน้าที่ของเราคือต้องอุดรอยรั่วนั้น"

    "ทองดี โบ้... พวกนายคือหน้าด่าน บดขยี้พวกมันให้หยุดอยู่กับที่"

    "อัคคี... เก็บกวาดตัวที่หลุดรอดจากแนวรบกลางมา"

    "จูเลีย มายา... สนับสนุนระยะไกลจากบนกำแพง"

    "บัวลอย... คอยระวังหลังให้ฉัน"

    ทุกคนพยักหน้าเงียบๆ บรรยากาศรอบข้างสงัดจนน่ากลัว 

    ไร้ซึ่งลมพัด ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ราวกับโลกทั้งใบกำลังกลั้นหายใจรอคอยมหันตภัยที่กำลังจะมาถึง

    "พักผ่อนซะทุกคน... พรุ่งนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดของเรา"

    ...

    [21:45 น.]

    ภายใต้ความเงียบแห่งกระโจม อคินนั่งขัดดาบอยู่เงียบๆ คนเดียวในเต็นท์ 

    แสงจากกองไฟข้างนอกลอดเข้ามาเป็นเงาน่าเกรงขาม จูเลีย ลีเมอร์สาวจอมแก่นกระโดดลงมาจากหลังคาเต็นท์ 

    เธอขยับแว่นตาไฮเทคที่เลนส์สะท้อนข้อมูลดิจิทัลยิบยับ

    "อคิน... ฉันลองใช้ [เนตรตรวจสอบ] ส่องพวกแคลนนักล่ามาแล้ว" 

    เธอพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดผิดปกติ 

    "เจ้าสัตยานั่น... เลเวล 82 แล้วนะ ส่วนยัยแม่มดสุวรรณาก็ 77"

    อคินหยุดมือที่ขัดดาบ ความเย็นวูบหนึ่งแล่นผ่านสันหลัง 

    "82 กับ 77... ช่องว่างขนาดนั้นเลยเหรอ"

    "ใช่" 

    จูเลียพยักหน้า 

    "ฉันเพิ่งแตะ 60 เมื่อวานนี้เอง ช่องว่างระดับ 20 เลเวลนี่มันกำแพงสูงลิบเลยนะ มนุษย์พวกนั้นคือของจริง นายต้องระวังตัวให้มาก"

    อคินเปิดหน้าต่างปาร์ตี้ขึ้นมาตรวจสอบ

     

    [ปาร์ตี้: นักล่าราตรี (7/7)]

    อคิน เลเวล 64

    อัคคี เลเวล 65

    ทองดี เลเวล 65

    มายา เลเวล 62

    โบ้ เลเวล  61

    จูเลีย เลเวล 60

    บัวลอย เลเวล 60

     

    "ทุกคนเข้าสู่ระดับ 60 กันหมดแล้วสินะ..." 

    อคินพึมพำ เขานึกถึงคำสอนของอัศวินมามาเลดเกี่ยวกับ 'การวิวัฒนาการคลาสรองลำดับที่สอง' 

    เขาจึงหันไปหาเพื่อนร่วมรบสี่ขา 

    "โบ้ บัวลอย... พวกแกเลือกคลาสใหม่กันหรือยัง?"

    โบ้ที่กำลังแทะกระดูกพลาสติกส่งเสียงผ่านโทรจิตอย่างฮึกเหิม 

    (โบ้เลือกแล้ว! คลาสใหม่คือ 'นักสู้'! ตอนนี้โบ้เป็นทั้งอัศวินเกราะหนักและนักล่าที่วิ่งไวที่สุด! โบ้จะชนพวกมันให้กระจายเลย!)

    บัวลอยเลียอุ้งเท้าอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยขึ้น

    "ฉันเลือก 'ผู้เสริมพลัง' ค่ะ... ฉันจะใช้พิษของฉันสร้างยาที่ทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้น และทำให้ศัตรูตายช้าๆ อย่างทรมาน"

    อคินหัวเราะแห้งๆ 

    "สายซัพพอร์ตที่น่าสยองขวัญจริงๆ" 

    เขาลองเหลือบมองอัคคีและทองดีที่นั่งห่างออกไป 

    ทั้งสองแผ่แรงกดดันออกมาจนเขารู้ได้ทันทีว่าคลาสรองของพวกหน่วยรบพิเศษต้องไม่ธรรมดาแน่

    "แล้วฉันล่ะ..." 

    อคินก้มมองมือตัวเองที่ดูขาวซีดผิดปกติภายใต้แสงไฟระบบ 

    "ทำไมไม่มีภารกิจเปลี่ยนอาชีพเด้งขึ้นมาเลย?"

    ติ๊ง!

     

    [จริงๆ ข้าก็อยากสุ่มให้เจ้าเหมือนทุกทีนะ... แต่อยากลองเลือกเองดูบ้างไหมล่ะ? เห็นชอบบ่นว่าข้าให้แต่สกิลแปลกๆ]

     

    อคินสะดุ้งเล็กน้อย หน้าต่างข้อความเด้งขึ้นมาหยอกเย้า เขาอมยิ้มมุมปาก 

    "มาได้จังหวะพอดีเลยนะ คราวนี้ขอผมเลือกเองเถอะ ชีวิตผม... ผมขอเป็นคนกำหนดเองบ้าง"

     

    [จัดไป... ตามคำขอของเจ้า]

     

    หน้าต่างโฮโลแกรมสว่างจ้าขึ้นสามบาน ปรากฏตัวเลือกอาชีพที่ดูเหมือนจะดึงมาจากส่วนลึกของความต้องการของเขา

     

    [ภารกิจเปลี่ยนอาชีพรองลำดับที่ 2]

    1. ผู้จัดการ [Manager]

    (สายบัญชาการ: เพิ่มความเร็วการประมวลผล 20%, บัฟปาร์ตี้ 15%)

    2. ผู้ฝึกสัตว์พิเศษ [Special Beast Tamer]

    (สายสัตว์อสูร: มีคอกสัตว์มิติลับ, แบ่งปันวิสัยทัศน์ประสาทสัมผัส)

    3. นักลอบสังหาร [Assassin]

    (สายความเร็ว: สกิล 'ย่างสามศอก' เคลื่อนที่พริบตา, ลบตัวตนจากสายตาศัตรู)

     

    อคินพิจารณาอย่างหนัก 'ผู้จัดการ' ฟังดูเหมือนงานในอดีตที่เขาอยากจะลืม 

    'ผู้ฝึกสัตว์' ดูจะเหมาะสมกับทีมที่สุด แต่สกิลแบ่งปันวิสัยทัศน์ที่ทำให้ร่างต้นขยับไม่ได้มันเสี่ยงเกินไปสำหรับเขา

    สายตาของเขามาหยุดอยู่ที่ 'นักลอบสังหาร' เขาหันไปมองเงามืดในมุมเต็นท์ที่บัวลอยและอัคคีเคลื่อนที่ได้อย่างไร้เสียง 

    สิ่งที่เขาขาดคือ 'ความเร็ว' อัศวินอย่างเขามักจะช้าเกินไปในการเข้าถึงจุดตาย

    "ถ้าฉันอยากจะปกป้องทุกคน... ฉันต้องเร็วกว่านี้ อันตรายกว่านี้" 

    อคินกดนิ้วลงไปที่ตัวเลือกที่สามด้วยความเด็ดขาด

    ติ๊ง! 

     

    [ยืนยันคลาสรองที่สอง: 'นักลอบสังหาร']

    [ได้รับสกิล :

    อาบยาพิษ : (Active) เคลือบพิษลงบนอาวุธ เพิ่มความเสียหายต่อเนื่อง และลดการฟื้นฟูของศัตรู

    ย่างสามศอก : (Passive) ลบเสียงฝีเท้าโดยสมบูรณ์เมื่อเคลื่อนที่ และเพิ่มความเร็วในการย่อง]

    [กำลังปรับโครงสร้างร่างกาย... เสร็จสมบูรณ์]

    [คุณสามารถใช้แต้มสกิลเสริมเลือกแลกสกิลประจำคลาสนักลอบสังสามารถใช้ได้แล้ว]

     

    วินาทีนั้น อคินรู้สึกเหมือนร่างกายของเขาเบาหวิวราวกับขนนก กล้ามเนื้อขารู้สึกกระชับและยืดหยุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

    สายตาของเขามองเห็น 'จุดบอด' ในอากาศ เห็นเงาที่สามารถซ่อนตัวได้ชัดเจนขึ้น 

    เขาขยับเท้าเพียงนิด ร่างของเขาก็พุ่งวาบไปโผล่อีกมุมหนึ่งของเต็นท์ทิ้งไว้เพียงอาฟเตอร์อิมเมจจางๆ

    "สุดยอด..." 

    เขากำหมัดแน่น 

    "ทีนี้... ผมก็พร้อมจะท้าทายเลเวล 80 แล้วสินะ"

     

    [เลือกได้ดี... แต่อย่ามั่นหน้าเกินไป เลิกเป็นกระสอบทราย แล้วไปเป็นยมทูตที่ว่องไวซะนะ]

    ...

    [22:00 น.]

    อคินยังคงนั่งสงบจิตใจอยู่หน้ากองไฟ จูเลียที่ประจำการอยู่ด้านบนทิ้งตัวลงมานั่งฝั่งตรงข้าม 

    หางลายแหวนของเธอม้วนพันรอบแขนอย่างครุ่นคิด

    "อคิน... เจ้าคิดยังไงกับพวกเรา?" 

    เธอถามขึ้นมาลอยๆ 

    "เรื่องที่พวกเราพูดได้ เดินสองขา ทำตัวเหมือนมนุษย์... ในสายตามนุษย์คนอื่น เราเป็นแค่ตัวประหลาดหรือเปล่า?"

    อคินหยุดเช็ดดาบ เขาเงยหน้ามองลีเมอร์สาวที่ใส่แว่นตาไฮเทค 

    "สำหรับคนอื่นฉันไม่รู้หรอกนะ จูเลีย... แต่สำหรับฉัน ชีวิตในแต่ละวันมันสั้นมาก"

    เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความจริงใจ 

    "ฉันตื่นขึ้นมาแค่แปดชั่วโมง และในแปดชั่วโมงนั้น คนที่อยู่ข้างฉัน สู้ไปพร้อมกัน และช่วยชีวิตฉันไว้เสมอ ก็คือพวกนาย ฉันไม่เคยมองว่านายเป็นสัตว์หรือตัวประหลาด... สำหรับฉัน พวกนายคือ 'สหาย' ที่ฉันยอมตายแทนได้"

    จูเลียนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง 

    "คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกอยู่ข้างเจ้า..."

    เธอยืดตัวขึ้นอย่างกระตือรือร้น 

    "รู้ไหม เมื่อวานฉันกับมายาแอบเข้าไปในหอสมุดมา ข้อมูลจากอาณาจักรมหาพฤกษาน่าทึ่งมาก เมื่อเลเวลถึง 80 เราจะวิวัฒนาการอาชีพหลักได้อีกขั้น! มันคือจุดเริ่มต้นของพลังที่แท้จริง"

    "มิน่าล่ะ... สัตยาถึงดูแข็งแกร่งขนาดนั้น" 

    อคินพึมพำ

    "ใช่... และข่าวดีที่สุดคือ ท่านผู้นำสูงสุด 'ท่านเพทาย' ตื่นจากการจำศีลแล้ว! ท่านประกาศรับรองสิทธิให้พวกเราทุกคน แม้แต่อสูรที่มีสติปัญญาก็ได้รับโอกาส อนาคตของโลกนี้กำลังจะเปลี่ยนไป อคิน"

    จูเลียเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวัง 

    "ฉันฝันมาตลอดตอนอยู่ในกรงที่สวนสัตว์ ว่าวันหนึ่งจะได้วิ่งอย่างอิสระ มีตัวตน ได้รับการยอมรับ... และวันนี้ฝันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว"

    อคินมองลีเมอร์ตัวน้อยด้วยความรู้สึกทึ่ง เขาเอื้อมมือไปตบไหล่เธอเบาๆ 

    "ยินดีด้วยนะ... ไว้จบศึกนี้ พาฉันไปเที่ยวห้องสมุดบ้างล่ะ ฉันอยากเห็นประวัติศาสตร์ที่พวกเธอช่วยกันเขียน"

    "ได้เลย! แต่เจ้าต้องเลี้ยงขนมฉันด้วยนะ!"

    จูเลียกระโดดหายไปในยอดไม้ ทิ้งให้อคินอยู่กับความเงียบอีกครั้ง 

    เขาค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนบนฟูก สายตามองกองไฟที่เริ่มมอดลง ในความมืดมิดนั้น ภาพของแมวสีดำที่ชื่อ 'แต้ม' ลอยเข้ามาในหัว

    "แต้ม... ป่านนี้นายจะเป็นยังไงบ้าง" 

    เขาพึมพำกับความว่างเปล่า 

    "โลกข้างนอกเปลี่ยนไปเยอะเลย ถ้านายอยู่ด้วยกันคงตื่นเต้นน่าดู"

    เขาหลับตาลงเพื่อเตรียมรับมือกับสงครามในวันพรุ่งนี้ 

    โดยหารู้ไม่ว่า... ภายใต้ผ้าห่มผืนนั้น ร่างกายของเขากำลังเริ่มจางแสงลงทีละน้อย

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ : 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน